โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิวัฒนาการเงียบ: จับตาไวรัสนิปาห์ในค้างคาวไทย ผ่านเลนส์จีโนมิกส์

The Bangkok Insight

อัพเดต 26 ม.ค. เวลา 12.21 น. • เผยแพร่ 26 ม.ค. เวลา 12.21 น. • The Bangkok Insight

ศูนย์จีโนมฯ ชวนเจาะลึกไวรัสนิปาห์ในค้างคาวไทย เฝ้าระวังความเปลี่ยนแปลงในระดับรหัสพันธุกรรม ชี้ความท้าทาย ต้องเร่งถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสจากค้างคาวไทยอย่างต่อเนื่อง

ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดี โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomicsระบุว่า วิวัฒนาการเงียบ: จับตาไวรัสนิปาห์ในค้างคาวไทย ผ่านเลนส์จีโนมิกส์

ไวรัสนิปาห์

ในขณะที่เราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติ การเฝ้าระวังโรคระบาดจากสัตว์สู่คนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในมุมมองของนักไวรัสวิทยาและจีโนมิกส์ (Genomics) ไม่ใช่เพียงแค่การ เจอ หรือไม่เจอ เชื้อในค้างคาว แต่คือ ความเปลี่ยนแปลงในระดับรหัสพันธุกรรม ที่กำลังดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ ซึ่งอาจนำไปสู่ความสามารถในการแพร่เชื้อที่รุนแรงและเก่งกาจขึ้น

แต่ยังมีข่าวดีจากการเฝ้าระวังเชิงรุกของนักวิทยาศาสตร์ไทยในตรวจเลือดหาแอนติบอดีต่อไวรัสนิปาห์ในบุคลากรแพทย์พื้นที่เสี่ยง เช่น กทม. และนครสวรรค์ ยังไม่พบผู้มีภูมิฯ จึงยังไม่มีสัญญาณระบาดเงียบ หรือการข้ามจากสัตว์สู่คนในวงกว้าง แต่ควรใช้ช่วงเวลานี้เร่งเตรียมพร้อมต่อเนื่อง

สถานการณ์ของไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) ในค้างคาวไทย

1. ความเสี่ยงเรื่องสายพันธุ์ (Strain Variation): เรากำลังเผชิญหน้ากับอะไร?

ไวรัสนิปาห์ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด ในทางพันธุกรรมเราแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลัก (Clades) ซึ่งมีพฤติกรรมการก่อโรคที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

สายพันธุ์แรกคือ สายพันธุ์มาเลเซีย (Malaysian Clade) ซึ่งมักมีลักษณะเด่นคือต้องผ่านตัวกลางอย่าง หมู ก่อนจะมาถึงคน และอาการจะเด่นชัดที่ระบบประสาทและสมองอักเสบ โดยมีอัตราการแพร่จากคนสู่คน (Human-to-human transmission) ค่อนข้างต่ำ

ในขณะที่อีกกลุ่มคือ สายพันธุ์บังกลาเทศ/อินเดีย (Bangladesh/India Clade) ซึ่งถือว่าน่ากลัวกว่าในแง่ระบาดวิทยา เพราะสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ง่ายกว่ามากโดยไม่ต้องผ่านสัตว์ตัวกลาง ก่อให้เกิดอาการทางระบบทางเดินหายใจคล้ายหวัดลงปอด ซึ่งละอองฝอยจากการไอจามทำให้เชื้อแพร่กระจายได้ง่ายกว่าทางระบบประสาท

บริบทในไทย: ความท้าทายสำคัญคือเราต้องเร่งถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสจากค้างคาวไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบคำถามสำคัญว่าเชื้อที่แฝงอยู่ในบ้านเรามีความใกล้เคียงกับสายพันธุ์ไหนมากกว่ากัน หรือที่น่ากังวลกว่านั้นคือ มันกำลังวิวัฒนาการไปสู่สายพันธุ์ที่ก่อโรคในระบบทางเดินหายใจหรือไม่

2. การกลายพันธุ์ของโปรตีนตัวจับ (Receptor Binding Mutation): กุญแจดอกใหม่ที่ไขเข้าง่ายกว่าเดิม

กลไกการเข้าสู่เซลล์ของไวรัสเปรียบเสมือนการใช้ลูกกุญแจ ไขแม่กุญแจ โดย ลูกกุญแจ คือโปรตีนผิวของไวรัส (G Glycoprotein) ที่ต้องเข้าคู่กับ แม่กุญแจ หรือตัวรับบนผิวเซลล์มนุษย์ (Ephrin-B2 หรือ B3) เพื่อเปิดประตูเข้าสู่เซลล์

ความกังวลทางจีโนมิกส์อยู่ที่หากรหัสพันธุกรรมในตำแหน่งที่ควบคุมการสร้างโปรตีน G เกิดการกลายพันธุ์ (Mutation) เพียงเล็กน้อย แต่ส่งผลให้โครงสร้างโปรตีนเปลี่ยนไปจนสามารถไขเข้าเซลล์มนุษย์ได้ง่ายขึ้น หรือจับตัวรับได้แน่นขึ้น (Increased binding affinity) ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ การระบาดข้ามสายพันธุ์ (Spillover) อาจเกิดขึ้นได้ทันทีโดยตรงจากค้างคาวสู่คน โดยไม่ต้องรอวิวัฒนาการในสัตว์ตัวกลางอย่างหมูอีกต่อไป ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนที่อันตรายที่สุด

3. พฤติกรรมการขับเชื้อแบบเป็นรอบ (Pulse Shedding): กับดักของผลลบปลอม

ธรรมชาติของค้างคาวแม่ไก่ในไทย ไม่ได้เป็นโรงงานผลิตเชื้อไวรัสที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แต่มีพฤติกรรมการปล่อยเชื้อแบบ Pulse Shedding หรือการปล่อยเชื้อเป็นระลอก ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับระดับความเครียดและภูมิคุ้มกันของสัตว์

ช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง (High Risk Window) มักตรงกับช่วงฤดูกาลผสมพันธุ์ หรือช่วงให้นมลูก (ประมาณเดือนเม.ย.-พ.ค.) รวมถึงช่วงที่อาหารในธรรมชาติขาดแคลน ซึ่งเป็นช่วงที่ค้างคาวมีความเครียดสูงและภูมิตก ความยากในการเฝ้าระวังคือ หากทีมสำรวจลงพื้นที่เก็บตัวอย่างผิดช่วงเวลา เช่น ไปในช่วงที่ค้างคาวแข็งแรงดี เราอาจตรวจไม่พบเชื้อเลย ทำให้เกิด False Negative หรือความเข้าใจผิดว่าพื้นที่นั้นปลอดภัย ทั้งที่จริงแล้วเชื้อยังคงแฝงตัวอยู่และรอจังหวะระบาด

4. ข่าวดี: สัญญาณบวกจากการเฝ้าระวังในมนุษย์

ท่ามกลางความกังวลในระดับโมเลกุล ยังมีข่าวดีจากการทำงานอย่างแข็งขันของนักวิทยาศาสตร์ไทย ที่ได้ทำการศึกษาเชิงรุกโดยการตรวจเลือดเพื่อหาภูมิคุ้มกัน (Antibodies) ใน บุคลากรทางการแพทย์ ในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่เฝ้าระวังอย่าง กรุงเทพมหานคร และ จังหวัดนครสวรรค์ ผลการศึกษาปรากฏว่า ยังไม่พบผู้ที่มีแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสนิปาห์

ข้อมูลนี้มีความหมายสำคัญมาก อันหมายความว่า จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานของการระบาดเงียบ หรือการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คนเกิดขึ้นในกลุ่มบุคลากรด่านหน้าเหล่านี้ ซึ่งบ่งชี้ว่าไวรัสยังไม่ได้แพร่กระจายข้ามสายพันธุ์มาสู่มนุษย์ในวงกว้างในพื้นที่ดังกล่าว และระบบเฝ้าระวังของเรายังคงเชื่อถือได้ อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะวางใจ แต่เป็นเครื่องยืนยันว่าเรายังมีเวลาเตรียมพร้อมก่อนที่ภัยคุกคามจะมาถึงจริง

การถอดรหัสพันธุกรรมคือ ระบบเตือนภัยล่วงหน้า

จากข้อมูลข้างต้น สิ่งที่น่ากังวลที่สุดอาจไม่ใช่จำนวนประชากรค้างคาว แต่คือ วิวัฒนาการเงียบ ของไวรัสที่อาจกำลังปรับแต่งพันธุกรรมของตัวเองให้เข้ากับเซลล์มนุษย์ได้ดีขึ้นในทุกๆ วัน

การเฝ้าระวังด้วยเทคโนโลยี Genomic Sequencing (การถอดรหัสพันธุกรรม) จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ และส่งสัญญาณเตือนภัยได้ ก่อนที่การระบาดใหญ่จะเริ่มต้นขึ้น

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...