โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ห่มสไบใส่ยีนส์ เทรนด์แฟชั่นที่พาวัฒนธรรมลงจากหิ้ง มาใช้ชีวิตบนถนน

The MATTER

อัพเดต 17 ก.พ. เวลา 11.03 น. • เผยแพร่ 17 ก.พ. เวลา 11.00 น. • Lifestyle

ช่วงนี้หากไปเที่ยวย่านพระนครน่าจะเห็นหลายคนห่มสไบคู่กับกางเกงยีนส์เดินกันขวักไขว่ หรือถ้าไม่ได้ออกไปไหน ก็คงจะเห็นผ่านตากันบนโซเชียลมีเดีย ยิ่งเหล่าศิลปิน ดารา และอินฟลูเอนเซอร์ออกมาพากันใส่ถ่ายรูป ก็ยิ่งทำให้เทรนด์นี้เป็นกระแสมากขึ้น จนกลายเป็นอีกหนึ่งสไตล์การแต่งตัวที่มาแรงที่สุดในช่วงนี้เลย

แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่พอเห็นเทรนด์นี้ ก็รู้สึกว่าการนุ่งห่มสไบกับกางเกงยีนส์ดูจะเป็นเรื่องไม่เหมาะไม่ควรเท่าไหร่นัก เพราะสไบก็ควรอยู่คู่กับชุดไทยงามๆ การแต่งกายด้วยครึ่งท่อนแบบนี้ จะทำให้คนเข้าไม่ถึงความเป็นไทยดั้งเดิมหรือเปล่า?

แม้บางคนจะมองว่ามันไม่เหมาะสม แต่เทรนด์การแต่งตัวแบบครึ่งไทยครึ่งสมัยใหม่นี้ อาจเป็นวิธีที่ช่วยรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมและความเป็นไทยให้คงอยู่ต่อไปในยุคสมัยที่แฟชั่นหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็วได้เช่นกัน

The MATTER จึงอยากชวนทุกคนไปดูเหตุผลว่า ทำไมเทรนด์สไบกับกางเกงยีนส์จึงเป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ สำหรับการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยในปัจจุบัน

ตีความใหม่เพื่อรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรม

ในบ้านเรามีวัฒนธรรม ประเพณี กระทั่งความเชื่อหลากหลายอย่างที่มักถูกนำเสนอในฐานะสิ่งของล้ำค่า จำเป็นต้องอยู่บนหิ้งให้ผู้คนเทิดทูนบูชา พอมีใครสักคนหยิบเอาความดั้งเดิมเหล่านี้มาเล่าหรือตีความใหม่ให้เข้ากับบริบทปัจจุบัน ก็มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม ตลอดจนมองว่าเป็นการแสดงความไม่เคารพต่อคุณค่าที่มีมาแต่เดิม

จากประเด็นนี้ จึงน่าชวนตั้งคำถามต่อว่า การจะอนุรักษ์วัฒนธรรมที่มีคุณค่าทั้งหลายให้อยู่สืบต่อไปนั้น เราควรจะปล่อยให้เป็นของขึ้นหิ้งและตั้งโชว์อยู่แค่ในพิพิธภัณฑ์ หรือควรหยิบมันลงมาปัดฝุ่นและทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักของจริงดี

เพราะการอนุรักษ์สิ่งใดให้ดำรงอยู่ได้ยาวนาน อาจไม่จำเป็นต้องตั้งวางไว้ให้ผู้คนยืนชื่นชมอยู่ห่างๆ เสมอไป แนวคิดเรื่อง ‘Cultural Sustainability’ หรือความยั่งยืนทางวัฒนธรรม ชี้ให้เห็นว่า การรักษาวัฒนธรรมไม่ใช่แค่เพื่อคงสภาพเดิมเอาไว้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการแสวงหาวิธีทำให้สิ่งเหล่านั้นถูกส่งต่อ เข้าถึง และมีความหมายต่อคนรุ่นใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นรากฐานของการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

เทรนด์การห่มสไบคู่กางเกงยีนส์ จึงเป็นการหยิบเอาวัฒนธรรมการแต่งกายแบบดั้งเดิมของไทยมาปรับใช้ใหม่ อย่างที่หลายคนคุ้นเคยกันดีว่า ‘ชุดไทย’ มักมีภาพจำว่าเป็นเครื่องแต่งกายที่เข้าถึงยาก ใส่เฉพาะงานพิธีการหรือโอกาสสำคัญ และหากจะสวมใส่ไปตามสถานที่ท่องเที่ยว ก็มักต้องแต่งเต็มชุดให้ครบองค์ประกอบ ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้

แต่เมื่อมีการเลือกหยิบเพียงบางชิ้นมาจับคู่กับเสื้อผ้าในชีวิตประจำวัน ภาพของชุดไทยจึงถูกทำให้เบาลงและใกล้ตัวมากขึ้น คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงและสวมใส่ได้โดยไม่รู้สึกว่าต้องอยู่ในกรอบพิธีรีตอง นี่เองคือจุดที่ทำให้วัฒนธรรมถูกหยิบลงมาจากหิ้งเคลื่อนไหวและมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ การหยิบเอาความดั้งเดิมมาหลอมรวมกับสมัยใหม่ ยังถือเป็นหนึ่งในวิธีการที่ทำให้วัฒนธรรมบางอย่างอยู่รอดได้ ตามทฤษฎี ‘Cultural Hybridity’ หรือการผสมผสานทางวัฒนธรรม ของ โฮมิ เค. บาบา (Homi K. Bhabha) นักทฤษฎีวิจารณ์ชาวอินเดีย ซึ่งได้นำเสนอเอาไว้ว่า การนำเอาค่านิยม ขนบธรรมเนียมหรือวัฒนธรรมตั้งแต่ 2 อย่างขึ้นไปมาผสมผสานกัน จะก่อกำเนิดเป็น ‘พื้นที่ใหม่’ ทางวัฒนธรรม ที่ไม่ได้เป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างสมบูรณ์ แต่เป็นอัตลักษณ์รูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นจากการปะทะ ประสาน และต่อรองกันของความแตกต่างระหว่างสิ่งเหล่านั้น

อัตลักษณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นจึงมีบทบาทสำคัญต่อการดำรงอยู่ของวัฒนธรรม เพราะสร้างพื้นที่ให้คนกลุ่มใหม่ๆ ได้เข้ามาสัมผัสและมีส่วนร่วมกับสิ่งที่เคยถูกมองว่าเข้าถึงยาก และในอีกมุมหนึ่ง หากพวกเขาสนใจลึกซึ้งมากขึ้น ก็อาจเป็นการเปิดโอกาสให้เข้าไปรู้จักกับความดั้งเดิมที่หลายฝ่ายต้องการให้รับรู้ได้ด้วยเช่นกัน

สำหรับกรณีของเทรนด์สไบกับยีนส์ ทั้ง 2 สิ่งนี้ต่างก็เป็นตัวแทนของยุคสมัยที่แตกต่างกัน การผสมผสานทั้ง 2 วัฒนธรรมนี้เข้าไว้ด้วยกัน จึงเป็นเหมือนการตีความและสร้างนิยามความหมายทางวัฒนธรรมขึ้นมาใหม่ ให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน ด้วยการทำให้มันเป็นสิ่งที่ใกล้ชิดผู้คนมากกว่าเก่า พร้อมหลอมรวมวัฒนธรรมนี้ให้เป็นหนึ่งเดียวกันกับชีวิตประจำวันของเรา ดังที่เราจะได้เห็นผ่านตากันว่า ไม่ว่าจะเป็นใคร เพศไหน หรือมีรูปร่างอย่างไร ก็สามารถห่มสไบและสวมใส่กางเกงยีนส์ไปเดินเที่ยวและถ่ายรูปเล่นกันได้

ดังนั้นแล้ว การจะรักษาวัฒนธรรม ประเพณี ตลอดจนความเชื่อใดๆ ให้คงอยู่ต่อไปในอนาคตได้ อาจไม่ใช่แค่การวางตำแหน่งมันในฐานะสิ่งของล้ำค่าบนหิ้งให้ผู้คนทำได้แค่มองหรือชื่นชมเท่านั้น หากแต่เป็นการหยิบของเหล่านั้นลงมาอยู่ในชีวิตประจำวัน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้สัมผัส มีส่วนร่วม และร่วมตีความมันไปตามแบบของตัวเอง

การทำให้วัฒนธรรมเข้าถึงง่ายขึ้น อาจไม่ได้หมายถึงการลดทอนคุณค่าของสิ่งเหล่านั้นลงเสมอไป เพราะในอีกทางหนึ่ง วิธีการนี้อาจเป็นการช่วยให้วัฒนธรรมยังคงเคลื่อนไหว ปรับตัว และมีความหมายต่อผู้คนในแต่ละยุคสมัยไปเรื่อยๆ

ในท้ายสุดแล้ว วัฒนธรรมที่ยังคงถูกพูดถึงและถูกใช้งานต่างหาก ที่มีโอกาสจะดำรงอยู่ได้ยาวนานกว่าวัฒนธรรมที่ถูกเก็บรักษาไว้ จนไม่มีโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทำความรู้จัก

อ้างอิงจาก

literariness.org

sk.sagepub.com

sciencedirect.com

lifestyle.sustainability-directory.com

Graphic Designer: Krittaporn Tochan
Editorial Staff: Runchana Siripraphasuk

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...