กสิกรไทย กางโจทย์ปี’69 ธุรกิจแบงก์เผชิญ 3 ปัจจัยเสี่ยง
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
เศรษฐกิจปี 2569 ยังมีความเปราะบาง โดยมีความท้าทายจากความเสี่ยง ทั้งภายนอกและภายในประเทศ แน่นอนว่าจะกระทบต่อการฟื้นตัวของสินเชื่อ ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า สินเชื่อระบบแบงก์ไทยอาจหดตัวลง -0.7% ซึ่งภาคธุรกิจไทย
โดยเฉพาะเอสเอ็มอียังเผชิญปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่รายได้และกำลังซื้อของครัวเรือนในประเทศยังน่าเป็นห่วง เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่กระทบการดำเนินงานของธุรกิจธนาคารในปีนี้ ล่าสุด “จงรัก รัตนเพียร” ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงทิศทางธุรกิจในระยะข้างหน้า
โลกป่วน-ทำธุรกิจระมัดระวัง
“จงรัก” กล่าวว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ผลกระทบต่อไทย อาจจะไม่ได้มีผลโดยตรงมากนัก แต่ผลกระทบทางอ้อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องการปรับเปลี่ยน Supply Chain และความผันผวนของตลาดเงินและค่าเงินบาท ซึ่งแน่นอนว่าจะมีผลกระทบกับลูกค้าแบงก์อยู่แล้ว และเป็นสิ่งที่ธนาคารและลูกค้ารับรู้ โดยบริหารจัดการการดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง
“ภาพรวมเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอย หรือแย่จนติดลบ เรายังมองว่าเศรษฐกิจยังโตอยู่ เพียงแต่เป็นการเติบโตในอัตราที่ชะลอลง โดยปีนี้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะ Self-Correct หรือการปรับสมดุลด้วยตัวเอง ที่ยอดกู้ลดลงตามภาวะจีดีพีที่โตต่ำ”
แบงก์เผชิญปัจจัยเสี่ยง 3 ด้าน
ดังนั้น ภาพรวมธุรกิจธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบในปี 2569 ภายใต้เศรษฐกิจที่เติบโตได้ช้าลง มองว่าทุกธนาคารต่างต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น โดยระบบธนาคารเผชิญปัจจัยความเสี่ยง 2-3 ด้าน คือ 1.แนวโน้มดอกเบี้ยขาลง เป็นความเสี่ยงต่อการหารายได้ของธนาคาร 2.ความเสี่ยงเครดิต ทำให้การปล่อยสินเชื่อยากขึ้น แม้ว่าธนาคารต้องการปล่อยสินเชื่อก็ตาม และ 3.ลูกค้าใหม่หายาก
ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อใหม่ของธนาคารไม่ได้ขยายตัวแรง โดยคาดว่าปี 2569 สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์น่าจะทรงตัว (Flat) หรือติดลบเล็กน้อยประมาณ -1% ถึง 0% ส่วนหนึ่งมาจากลูกค้ามีการชำระหนี้คืน (Repayment) ค่อนข้างสูงกว่าการปล่อยสินเชื่อใหม่
เนื่องจากลูกค้าไม่อยากขอกู้ ความต้องการสินเชื่อลดลง สอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจที่ไม่ได้สดใสมากนัก ทำให้การตัดสินใจลงทุนต้องคิดให้รอบคอบมากกว่าเดิม ส่งผลให้การลงทุนชะลอลง เพราะธุรกิจไม่กล้าลงทุนใหม่หลังพิจารณาสถานการณ์แล้วไม่เห็นทิศทางหรือช่องทางการเติบโตของธุรกิจ
“ผู้ประกอบการหรือธุรกิจที่มียอดชำระหนี้คืนส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าเอสเอ็มอี เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่าย โดยจะเห็นตัวเลขยอดการชำระหนี้คืนสูงสุดเท่าที่เคยมีมา หรือสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่าลูกค้ามีความกังวลและระมัดระวังตัวมากกว่าธนาคาร และเลือกที่จะคืนเงินกู้แทนการลงทุนต่อเพื่อป้องกันความเสียหายต่อธุรกิจ”
โฟกัสธุรกิจที่สามารถไปต่อได้
“จงรัก” กล่าวอีกว่า สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ยังสามารถเติบโตได้ โดยธนาคารจะพยายามปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าสามารถทำธุรกิจได้ เพราะหากปล่อยในกลุ่มที่ไปต่อไม่ได้ ในท้ายที่สุดก็จะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ภายหลัง ธนาคารจึงปล่อยกลุ่มที่ยังไปได้ ทำให้ธนาคารและลูกค้า Win-Win ทั้ง 2 ฝ่าย โดยจะพิจารณาตามรายอุตสาหกรรมและรายลูกค้า เพราะในลูกค้าเก่ามีทั้งเก่งและไม่เก่ง
และในอุตสาหกรรมก็มีลูกค้าที่อยู่ในอุตสาหกรรมไม่ดี แต่ก็มีคนเก่งทำธุรกิจได้ หรือรายย่อย ที่มีการกู้เยอะ พอดูภาระหนี้สินต่อรายได้ (DSR) ผ่อนเต็มพิกัด กลุ่มนี้ธนาคารก็ปล่อยยาก
และหากเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5-6 อุตสาหกรรมตาม “Reinvent Thailand” มองว่ายังมีความต้องการสินเชื่ออยู่บ้าง รวมถึงกลุ่มที่ยังเติบโตได้ดี คือ ธุรกิจขนาดใหญ่ กลุ่มออโต้ ท่องเที่ยว การแพทย์ การเกษตรแปรรูปที่เน้นกลุ่มที่มีการสร้าง Value Added สินเชื่อบ้านที่ยังเห็นการเติบโต
ขณะที่ธุรกิจต่างประเทศ ธนาคารยังคงมองหาโอกาสในตลาดที่มีการเติบโตสูง เช่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยในอินโดนีเซีย ธนาคารได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในแบงก์แมสเปี้ยนเป็น 89.48% เมื่อปลายปี 2568 ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นและจัดระเบียบองค์กรเพื่อให้พร้อมต่อการขยายตลาดอย่างเต็มตัว
คุมหนี้เสียไม่เกิน 3.25%
สำหรับสถานการณ์หนี้เสียยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย โดยในปี 2568 กรอบเป้าหมายไม่เกิน 3.25% คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย ขณะที่ในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม เนื่องจากธนาคารมีการบริหารจัดการ การปรับโครงสร้างหนี้ และความระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจทั้งฝั่งธนาคารและภาคธุรกิจ อย่างไรก็ดี คุณภาพสินทรัพย์ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาใกล้ชิด เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่เต็มที่ และรายได้ลูกหนี้ยังไม่กลับมา จึงต้องมีความระมัดระวัง
“แม้ภาพรวมจะท้าทาย แต่ธนาคารกสิกรไทยยังคงรักษาความเป็นผู้นำ ทั้งในด้าน Digital Banking มีฐานลูกค้า 1 ใน 3 ของตลาด ผู้นำด้านเงินฝากกระแสรายวันและเงินฝากออมทรัพย์ (CASA) ซึ่งเป็นต้นทุนที่มั่นคง รวมถึงความเป็นผู้นำในกลุ่มกองทุนรวม (Mutual Fund) และธุรกิจเอสเอ็มอียังเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาด โดยปัจจุบันสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อรายใหญ่อยู่ที่ราว 40% เอสเอ็มอี 25% และรายย่อย 29%” ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทยกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กสิกรไทย กางโจทย์ปี’69 ธุรกิจแบงก์เผชิญ 3 ปัจจัยเสี่ยง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net