โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

WMO ยืนยัน ปี 2568 เป็นหนึ่งในสามปีที่ “ร้อนที่สุด” แม้มีปรากฏการณ์ลานีญา

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ที่มาภาพ:https://wmo.int/news/media-centre/wmo-confirms-2025-was-one-of-warmest-years-record

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) ยืนยันว่า ปี 2568 เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกข้อมูลมา ต่อเนื่องจากแนวโน้มอุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงอย่างผิดปกติ โดยช่วง 11 ปีที่ผ่านมาเป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ และการสะสมความร้อนในมหาสมุทรยังคงเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

วันที่ 14 มกราคม 2569 เว็บไซต์ WMO เผยแพร่ข่าวWMO confirms 2025 was one of warmest years on record โดยระบุว่าจากการวิเคราะห์แบบบูรณาการของ WMO ซึ่งรวมชุดข้อมูล 8 แหล่ง พบว่า อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี 2568 สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 2393–2443 ถึง 1.44 องศาเซลเซียส (มีค่าความไม่แน่นอน ± 0.13 องศาเซลเซียส) โดยในจำนวนนี้ มี 2 ชุดข้อมูลจัดอันดับปี 2568 เป็นปีที่ร้อนที่สุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ 176 ปี ขณะที่อีก 6 ชุดข้อมูลจัดให้อยู่ในอันดับที่ 3

ช่วงสามปีล่าสุด ระหว่างปี 2566–2568 เป็นสามปีที่ร้อนที่สุดในทั้ง 8 ชุดข้อมูล โดยค่าเฉลี่ยอุณหภูมิรวมของช่วงสามปีดังกล่าวสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.48 องศาเซลเซียส (มีค่าความไม่แน่นอน ± 0.13 องศาเซลเซียส) ขณะเดียวกัน ช่วง 11 ปี ระหว่างปี 2558–2568 ก็เป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดในทุกชุดข้อมูลเช่นกัน

เซเลสเต ซาอูโล เลขาธิการ WMO กล่าวว่า “แม้ปี 2568 จะเริ่มต้นและสิ้นสุดภายใต้ปรากฏการณ์ลานีญาที่ช่วยทำให้อุณหภูมิลดลง แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เนื่องจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บความร้อนในชั้นบรรยากาศ อุณหภูมิที่สูงทั้งบนบกและในมหาสมุทรได้ทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก และพายุหมุนเขตร้อนที่รุนแรง ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนของระบบเตือนภัยล่วงหน้า”

เธอยังระบุว่า “การติดตามสถานการณ์ภูมิอากาศของ WMO ซึ่งอาศัยการรวบรวมข้อมูลระดับโลกอย่างร่วมมือและมีความเข้มงวดทางวิทยาศาสตร์ มีความสำคัญมากกว่าที่เคย เพราะเราจำเป็นต้องทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับโลกมีความน่าเชื่อถือ เข้าถึงได้ และสามารถนำไปใช้ตัดสินใจได้จริงสำหรับทุกคน”

ที่มาภาพ: https://wmo.int/news/media-centre/wmo-confirms-2025-was-one-of-warmest-years-record

การประกาศของ WMO สอดคล้องกับช่วงเวลาการเผยแพร่ข้อมูลอุณหภูมิโลกจากหน่วยงานเจ้าของชุดข้อมูลต่าง ๆ ได้แก่ ศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป (ECMWF) ผ่านบริการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (ERA5), กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JRA-3Q), NASA (GISTEMP v4), องค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NOAAGlobalTemp v6), สำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหราชอาณาจักรร่วมกับหน่วยวิจัยภูมิอากาศแห่งมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย (HadCRUT.5.1.0.0) และ Berkeley Earth (สหรัฐฯ)

ในปีนี้ WMO ได้นำชุดข้อมูลเพิ่มเติมอีก 2 แหล่งมารวมเป็นครั้งแรก ได้แก่ ชุดข้อมูลอุณหภูมิผิวโลกจำลองที่สอดคล้องกับหลักการทางพลศาสตร์ของโลก(the Dynamically Consistent ENsemble of Temperature หรือ DCENT/สหราชอาณาจักร, สหรัฐฯ) และชุดข้อมูลอุณหภูมิพื้นผิวโลกแบบรวมของจีน (China Merged Surface Temperature Dataset: CMST)

ในบรรดาชุดข้อมูลทั้งหมด มี 6 ชุดที่อาศัยการวัดจากสถานีอากาศ เรือ และทุ่นลอยน้ำ โดยใช้วิธีการทางสถิติเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สอดคล้องของข้อมูล ขณะที่อีก 2 ชุด คือ ERA5 และ JRA-3Q เป็นการวิเคราะห์ย้อนหลัง (reanalysis) ที่ผสานข้อมูลสังเกตการณ์ในอดีต รวมถึงข้อมูลจากดาวเทียม เข้ากับแบบจำลอง เพื่อสร้างชุดข้อมูลระยะยาวที่สอดคล้องกันของตัวแปรภูมิอากาศหลายชนิด รวมถึงอุณหภูมิ

เนื่องจากแต่ละชุดข้อมูลใช้ระเบียบวิธีที่แตกต่างกันเล็กน้อย ตัวเลขอุณหภูมิและอันดับรายปีจึงอาจต่างกันบ้าง

โดยปี 2568 ถูกจัดอันดับเป็นปีที่ร้อนที่สุดอันดับ 2 ในชุดข้อมูล DCENT และ GISTEMP และเป็นอันดับ 3 ในอีก 6 ชุด ได้แก่ Berkeley Earth, CMST, ERA5, HadCRUT5, JRA-3Q และ NOAAGlobalTemp

ตัวเลขจริงของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกในปี 2568 ถูกประเมินไว้ที่ประมาณ 15.08 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม ค่าดังกล่าวมีช่วงความไม่แน่นอนสูงราว 0.5 องศาเซลเซียส ซึ่งมากกว่าค่าความไม่แน่นอนของอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น (temperature anomaly)

WMO ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติด้านสภาพอากาศ ภูมิอากาศ และทรัพยากรน้ำ มีเป้าหมายในการจัดทำการวิเคราะห์แบบบูรณาการที่เป็นแหล่งอ้างอิงเดียว เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย

ความร้อนในมหาสมุทร

การศึกษาชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Advances in Atmospheric Sciences ระบุว่า อุณหภูมิมหาสมุทรในปี 2568 ก็อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน สะท้อนถึงการสะสมความร้อนระยะยาวในระบบภูมิอากาศโลก

ความร้อนส่วนเกินจากภาวะโลกร้อนราว 90% ถูกกักเก็บไว้ในมหาสมุทร ทำให้ความร้อนในมหาสมุทรเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ งานวิจัยที่นำโดย หลี่จิง เฉิง จากสถาบันฟิสิกส์บรรยากาศ (The Institute of Atmospheric Physics) สังกัดสถาบันวิทยาศาสตร์จีน (The Chinese Academy of Sciences) ระบุว่า ระหว่างปี 2567–2568 ปริมาณความร้อนในมหาสมุทรชั้นบนลึก 2,000 เมตรทั่วโลก (Ocean Heat Content: OHC) เพิ่มขึ้นประมาณ 23 ± 8 เซตตาจูล เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งมีค่ามากกว่าปริมาณการผลิตไฟฟ้าทั้งโลกในปี 2567 ถึงราว 200 เท่า

ในระดับภูมิภาค ประมาณ 33% ของพื้นที่มหาสมุทรโลกอยู่ในกลุ่มสามอันดับแรกของสภาวะที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ช่วงปี 2501–2568 และราว 57% อยู่ในกลุ่ม 5 อันดับแรก ครอบคลุมพื้นที่อย่างมหาสมุทรเขตร้อนและแอตแลนติกใต้ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มหาสมุทรอินเดียเหนือ และมหาสมุทรซีกโลกใต้ สะท้อนให้เห็นถึงการอุ่นขึ้นของมหาสมุทรในวงกว้าง

งานวิจัยยังพบว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยรายปีของโลกในปี 2568 สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 2524–2553 ถึง 0.49 องศาเซลเซียส และต่ำกว่าปี 2567 ถึง 0.12 ± 0.03 องศาเซลเซียส สอดคล้องกับการพัฒนาของปรากฏการณ์ลานีญา อย่างไรก็ตาม ปี 2568 ยังคงถูกจัดอันดับเป็นปีที่ร้อนที่สุดอันดับ 3 ของประวัติศาสตร์การบันทึกข้อมูล

ที่มาภาพ: https://wmo.int/news/media-centre/wmo-confirms-2025-was-one-of-warmest-years-record

WMO จะเปิดเผยรายละเอียดฉบับสมบูรณ์ของตัวชี้วัดสำคัญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรวมถึงก๊าซเรือนกระจก อุณหภูมิผิวโลก ความร้อนในมหาสมุทร ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น การหดตัวของธารน้ำแข็ง และขอบเขตของน้ำแข็งทะเล ในรายงาน State of the Global Climate 2025 ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในเดือนมีนาคม ปี 2569 โดยรายงานฉบับนี้จะรวมรายละเอียดของเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงที่ส่งผลกระทบสูงด้วย

ชุดข้อมูลที่ WMO ใช้ให้ภาพรวมของการวัดอุณหภูมิใกล้ผิวโลกที่ครอบคลุมเกือบทั่วทั้งโลก โดยอาศัยวิธีการทางสถิติเพื่อแก้ไขปัญหาข้อมูลที่ไม่พอในพื้นที่ที่มีการเก็บข้อมูลเบาบาง เช่น บริเวณขั้วโลก ขณะเดียวกัน ชุดข้อมูลแบบวิเคราะห์ย้อนหลัง (reanalysis) ยังให้การวิเคราะห์ที่ครอบคลุมทั่วโลก โดยผสานข้อมูลสังเกตการณ์ในอดีต รวมถึงข้อมูลจากดาวเทียม เข้ากับแบบจำลอง เพื่อสร้างชุดข้อมูลระยะยาวที่มีความสอดคล้องของตัวแปรด้านภูมิอากาศหลายชนิด รวมถึงอุณหภูมิ ในทุกภูมิภาค

ในการคำนวณค่าตัวเลขอุณหภูมิแบบบูรณาการเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม WMO จะคำนวณค่าความเบี่ยงเบนของอุณหภูมิ (anomaly) ของแต่ละชุดข้อมูลเทียบกับค่าเฉลี่ยช่วงปี 2524–2553 ก่อน จากนั้นจึงชดเข้าไป (offset) 0.69 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นค่าความแตกต่างระหว่างช่วงปี 2524–2553 กับช่วงปี 2393–2443 ตามการประเมินของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) โดยการชดดังกล่าวมีความไม่แน่นอนอยู่ที่ 0.12 องศาเซลเซียส

จากนั้น ค่าความเบี่ยงเบนของอุณหภูมิจากชุดข้อมูลแต่ละแหล่งจะถูกนำมาเฉลี่ยรวมกันเพื่อให้ได้ค่าตัวเลขเดียวของแต่ละปี และนำช่วงความแตกต่างระหว่างชุดข้อมูลต่าง ๆ มารวมกับค่าความไม่แน่นอนของค่าชดเชย เพื่อคำนวณความไม่แน่นอนรวม ซึ่งอยู่ที่ 0.13 องศาเซลเซียส วิธีการนี้ได้ใช้มาแล้วในรายงาน State of the Global Climate 2566 และ 2567 และได้ปรับใช้กับชุดข้อมูลทั้ง 8 แหล่งที่ใช้ในการประเมินปี 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...