ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก “ดาวโจนส์” ดิ่ง 600 จุด กังวล AI ดิสรัปต์ธุรกิจ–ฉุดจ้างงาน
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับฐานแรง หลังนักลงทุนเริ่มมองเห็นด้านลบของการเร่งลงทุน AI ที่อาจกระทบโมเดลธุรกิจหลายอุตสาหกรรม
วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 07.32 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงในวันพฤหัสบดี ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่อด้านลบของการเร่งลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งอาจบั่นทอนโมเดลธุรกิจของหลายอุตสาหกรรม และเสี่ยงทำให้อัตราการว่างงานปรับสูงขึ้น
ดัชนี Dow Jones Industrial Average ร่วงลง 669.42 จุด หรือ 1.34% ปิดที่ 49,451.98 จุด โดยถูกกดดันหนักจาก Cisco Systems ซึ่งหุ้นร่วงถึง 12% หลังบริษัทให้แนวโน้มผลประกอบการไตรมาสปัจจุบันที่น่าผิดหวัง ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 1.57% ปิดที่ 6,832.76 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ร่วง 2.03% ปิดที่ 22,597.15 จุด
แรงกดดันจากความเสี่ยงที่ AI จะเข้ามาแทนที่หรือบั่นทอนรายได้ของหลายธุรกิจ ส่งผลกระทบต่อหุ้นบางกลุ่มอย่างชัดเจนในปีนี้ โดยหุ้นการเงินอย่าง Morgan Stanley ถูกขายออกจากความกังวลว่า AI จะกระทบธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ขณะที่หุ้นกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์อย่าง C.H. Robinson ดิ่งถึง 14% จากความหวั่นเกรงว่า AI จะทำให้กระบวนการขนส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่กระทบต่อบางแหล่งรายได้
ความกังวลยังลุกลามไปถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้หุ้นอย่าง CBRE และ SL Green Realty อ่อนตัวลง จากมุมมองว่าหากการว่างงานเพิ่มขึ้น จะฉุดความต้องการพื้นที่สำนักงาน
หุ้นซอฟต์แวร์ ซึ่งเผชิญแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านการถูกแทนที่ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงปรับตัวลงต่อ โดย Palantir Technologies ร่วงเกือบ 5% ทำให้ตั้งแต่ต้นปีราคาลดลงแล้วมากกว่า 27% ส่วน Autodesk ลดลงเกือบ 4% และติดลบแล้วราว 24% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่กองทุน iShares Expanded Tech-Software Sector ETF (IGV) ลดลงเกือบ 3% และอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดล่าสุดราว 31% หลังเข้าสู่ภาวะตลาดหมีตั้งแต่เดือนที่แล้ว
Jay Woods หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Freedom Capital Markets ระบุว่า AI ซึ่งเคยเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีให้พุ่งแรงในช่วงก่อนหน้า ขณะนี้กลับกลายเป็นตัวฉุดรั้งสำคัญ
บรรยากาศลดความเสี่ยงยังถูกซ้ำเติมจากการร่วงลงของราคาเงิน (Silver) โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเงินดิ่งถึง 10% ในวันเดียว
ในทางตรงกันข้าม นักลงทุนหันไปหาหุ้นเชิงรับมากขึ้น เช่น Walmart และ Coca-Cola ซึ่งหุ้นปรับขึ้น 3.8% และ 0.5% ตามลำดับ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและสาธารณูปโภคเป็นผู้นำการปรับขึ้นในดัชนี S&P 500 โดยเพิ่มขึ้นมากกว่า 1% และช่วยดันกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทำสถิติปิดสูงสุดใหม่
ก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นปิดลบหลังจากแรงบวกช่วงสั้น ๆ จากรายงานจ้างงานที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ตั้งข้อสงสัยว่าข้อมูลดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มการจ้างงานที่ดีขึ้นหรือไม่ โดยการปรับปรุงตัวเลขย้อนหลังชี้ว่า ในครึ่งหลังของปี 2568 แทบไม่มีการเติบโตของการจ้างงาน
นักลงทุนจับตารายงานเงินเฟ้อ (CPI) เดือนมกราคมในวันศุกร์นี้ โดยนักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดย Dow Jones คาดว่า CPI ทั้งทั่วไปและพื้นฐาน (ไม่รวมอาหารและพลังงาน) จะเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน
Ross Mayfield นักกลยุทธ์การลงทุนจาก Baird มองว่า CPI มีความสำคัญลดลงบ้างหลังได้เห็นตัวเลขจ้างงานที่ดี ซึ่งเปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สามารถพักการตัดสินใจด้านนโยบายดอกเบี้ยได้ระยะหนึ่ง อย่างไรก็ดี หาก CPI ออกมาต่ำกว่าคาด อาจช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนเชิงบวก แต่หากสูงกว่าคาดมากจริง ๆ จึงจะเริ่มกระทบต่อตลาดหุ้นและสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยอย่างมีนัยสำคัญ
อ้างอิง : cnbc.com