โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยออยล์ ปี 68 กำไร 14,584 ล้านบาท โต 46.48 % กำไรต่อหุ้น 6.53 บาท

การเงินธนาคาร

อัพเดต 13 ก.พ. เวลา 09.50 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. เวลา 02.50 น.

ไทยออยล์ ยังแกร่ง ไตรมาส 4 กำไร 2,458 ล้านบาท ตามค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้น พร้อมกำไรทั้งปี 14,584 ล้านบาท สะท้อนการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพควบคู่กลยุทธ์การลดหนี้ เสริมเสถียรภาพทางการเงิน

13 ก.พ. 69 -บมจ.ไทยออยล์ (TOP) ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 ภาพรวมผลการดำเนินงานดีขึ้นจากไตรมาสก่อน จากค่าการกลั่นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และการดำเนินงานตามกลยุทธ์ทางการเงินที่มุ่งเน้นการบริหารโครงสร้างเงินทุนให้มีความแข็งแกร่งและเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไทยออยล์ เปิดเผยว่า ไตรมาส 4/2568 กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 2,458 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/2568 ที่มีกำไรสุทธิ 2,147 ล้านบาท จากปัจจัยค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าดเทียบกับน้ำมันดิบดูไบ

ทั้งนี้ เป็นผลจากอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปที่ตึงตัว หลังโรงกลั่นรัสเซียได้รับผลกระทบจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครน ทำให้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปลดลง ประกอบกับการปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่นหลายแห่งในภูมิภาค

นอกจากนี้ยังมีกำไรขั้นต้นจากธุรกิจอะโรเมติกส์ที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Optimization) หลังปิดซ่อมบำรุงในไตรมาสก่อนหน้า และกำไรขั้นต้นจากธุรกิจผลิตสารตั้งต้น

สำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดก็ปรับตัวสูงขึ้น จากการชะลอการดำเนินการของผู้ผลิตในภูมิภาค ประกอบกับ กำไรขั้นต้นจากธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่ปรับเพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคายางมะตอยกับน้ำมันเตาที่สูงขึ้นสำหรับราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 4/2568 ปรับตัวลดลง เนื่องจากอุปทานที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) ยกเลิกมาตรการปรับลดกำลังการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งทยอยปรับเพิ่มกำลังการผลิต 137,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 3,461ล้านบาท

ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์มีความมุ่งมั่นในการลดระดับหนี้สินและเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยได้ดำเนินการลดระดับหนี้สินทั้งสิ้นประมาณ 933 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วย การซื้อคืนหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐจำนวนประมาณ 633 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการชำระคืนเงินกู้ระยะยาวล่วงหน้า (long-term loan prepayment) จำนวนประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อีกทั้งกลุ่มไทยออยล์ได้รับเงินสดจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Asset Monetization) จำนวน 18,230 ล้านบาท โดยบริษัทฯ นำเงินดังกล่าวไปลดระดับหนี้สินต่อเนื่องผ่านการซื้อคืนหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ อีกจำนวนประมาณ 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา

ทำให้ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์มีการบันทึกกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ดังกล่าว จำนวน 4,042 ล้านบาท และยังมีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรพิเศษจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมซึ่งเกิดจากการต่อรองราคาจากการเข้าซื้อธุรกิจในประเทศสิงคโปร์ จำนวน 7,371 ล้านบาท ส่งผลให้ปี 2568 กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 14,584 ล้านบาท หรือเท่ากับ 6.53 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4,625 ล้านบาท (เติบโต 46.48 %)

นายพงษ์พันธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับภาพรวมธุรกิจกลุ่มไทยออยล์ในช่วงครึ่งแรกของ ปี 2569 ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 เนื่องจากภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด

โดยระดับน้ำมันดิบคงคลังทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากการขยายกำลังการผลิตของ OPEC+ ตามมติการปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบในไตรมาสก่อนหน้าแม้ว่าทางกลุ่มจะมีมติให้ชะลอการปรับเพิ่มกำลังการผลิตในไตรมาส 1/2569 แล้วก็ตาม รวมถึงอุปทานน้ำมันดิบจากผู้ผลิตนอก OPEC+ ที่ยังคงปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอุปสงค์น้ำมันที่อ่อนตัวลงตามปัจจัยทางฤดูกาล

อย่างไรก็ตามตลาดน้ำมันยังคงเผชิญความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ตลอดจนมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปต่อรัสเซีย ท่ามกลางการเจรจาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันโลกอย่างมีนัยสำคัญส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มสูงขึ้นในบางช่วง

ในส่วนของค่าการกลั่นช่วงไตรมาส 1/2569 มีแนวโน้มอยู่ในระดับที่ดี เนื่องจากอุปสงค์น้ำมันดีเซล และน้ำมันก๊าด/น้ำมันอากาศยานสำหรับทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวอยู่ในระดับสูง ขณะที่อุปทานน้ำมันสำเร็จรูปเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของยุโรปต่อการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตจากน้ำมันดิบรัสเซีย ทำให้บางประเทศส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปยังยุโรปได้ลดลงทั้งนี้ ยังต้องติดตามความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ภายใต้การผลักดันของสหรัฐฯ รวมถึงแนวโน้มการปิดตัวลงอย่างต่อเนื่องของโรงกลั่นในยุโรปและสหรัฐฯ ท่ามกลางการเริ่มดำเนินการของโรงกลั่นขนาดใหญ่ในจีน อินเดีย เม็กซิโก และไนจีเรีย

ไทยออยล์ยังคงติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรองรับกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น ควบคู่กับการเร่งขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ให้เดินหน้าตามแผนงาน มุ่งบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และยึดหลัก ESG เป็นกรอบการดำเนินธุรกิจ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความมั่นคงขององค์กรอย่างยั่งยืน

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...