“Credit Score” กำหนดชีวิตการเงินจากแค่กู้ผ่านสู่ดอกเบี้ยเฉพาะคน ทีทีบีนำร่องสร้างมาตรฐานใหม่ด้วยสินเชื่อบุคคล
ระบบการเงินไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ เมื่อ “คะแนนเครดิต” หรือ Credit Score ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือประเมินความเสี่ยงของสถาบันการเงินอีกต่อไป แต่กำลังถูกนำมาใช้กำหนดเงื่อนไขสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยรายบุคคล หรือที่เรียกว่า Risk-Based Pricing ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อโอกาสทางเศรษฐกิจของคนไทยในอนาคต
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ร่วมแถลงข่าว การสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการสินเชื่อบุคคลของไทย โดยฉีกกฎการคิดดอกเบี้ยจากเกณฑ์รายได้แบบเดิม สู่การพิจารณาจากคะแนนเครดิตและระดับความเสี่ยง (Risk-based Pricing: RBP) ลูกค้ารายบุคคล ด้วยข้อมูลจาก บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) สร้างความเป็นธรรมและแม่นยำมากขึ้น นำร่องด้วยสินเชื่อบุคคล “แคชทูโก” หวังช่วยปลดล็อกแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน มุ่งส่งเสริมคนมีวินัยทางการเงินให้มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง
ตัวเลข 3 หลักที่กำหนดโอกาสทางการเงิน
ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด กล่าวว่า แม้หลายฝ่ายจะเรียกว่าเป็นมิติใหม่ แต่แท้จริงแล้วคะแนนเครดิตไม่ใช่เรื่องใหม่ในระบบการเงินโลก โดยแนวคิดเริ่มต้นขึ้นในสหรัฐตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ผ่านบริษัท FICO ก่อนแพร่หลายทั่วโลกในช่วงทศวรรษ 1980-1990 และขยายตัวอย่างเต็มรูปแบบในยุค 2000 โดยมีบริษัทข้อมูลเครดิตรายใหญ่ เช่น TransUnion และ Equifax เป็นผู้พัฒนาโมเดลในหลายประเทศ
สำหรับประเทศไทย บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) เริ่มให้บริการคะแนนเครดิตแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการในปี 2559 หลังใช้เวลาหลายปีพัฒนาโมเดล ทดสอบความแม่นยำเพื่อให้มั่นใจว่าคะแนนเครดิตประมวลผลอย่างแม่นยําถูกต้องเป็นสากลและเป็นธรรมจริงๆ ตลอดจนต้องผ่านกระบวนการอนุมัติภายใต้กฎหมาย
การใช้“คะแนนเครดิต” กับ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk-Based Pricing) เพิ่งเริ่มถูกนำมาใช้จริงอย่างกว้างขวางในช่วงหลังปี 2000 เป็นต้นมา ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และสหราชอาณาจักร ในภูมิภาคเอเชีย อินเดียถือเป็นกรณีศึกษาที่ทั่วโลกมักยกเป็นตัวอย่างของประเทศที่นำคะแนนเครดิตมาใช้กำหนดอัตราดอกเบี้ยอย่างจริงจัง ขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียก็เริ่มศึกษาและนำแนวทางนี้มาใช้มากขึ้นเช่นกัน
ในระดับภูมิภาค ยังมีผู้ให้บริการข้อมูลเครดิตที่มีบทบาทสำคัญ เช่น CRIF บริษัทจากอิตาลี ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมผู้บริโภคในเอเชีย
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันก็เริ่มเดินในทิศทางเดียวกัน คือการนำ “คะแนนเครดิต” เข้ามาเชื่อมโยงกับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยมากขึ้นตามระดับความเสี่ยงของผู้กู้ยืม
ดร.ลัษมณ กล่าวว่า คะแนนเครดิตมีลักษณะเป็นตัวเลข 3 หลัก ที่คํานวณมาจากข้อมูลเครดิต ใช้สะท้อนความเป็นไปได้ที่ผู้กู้จะชำระหนี้
“กฎหมายระบุไว้ชัดเจนในพระราชบัญญัติว่า “คะแนนเครดิต” หมายถึง ตัวชี้วัดความน่าจะเป็นที่บุคคลจะชำระหนี้ได้ โดยอาศัย วิธีการทางสถิติ ในการประมวลผล “ข้อมูลเครดิต”
เมื่อกฎหมายกำหนดนิยามไว้แบบนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการให้สอดคล้อง นั่นคือ พัฒนาโมเดลทางสถิติ เพื่อประมวลผลข้อมูลเครดิต ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบโมเดล การสร้างโมเดล ไปจนถึงการทดสอบและตรวจสอบความแม่นยำ ซึ่งทั้งหมดต้องใช้เวลาและทรัพยากรพอสมควร และเมื่อผ่านกระบวนการพัฒนา ทดสอบจนได้ผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือ จึงออกมาเป็น “คะแนนเครดิต” ที่เราใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน
ดร.ลัษมณ กล่าวว่า คะแนนเครดิตมีความสำคัญ เพราะเป็นเครื่องมือประเมิน “ความเสี่ยงในการชำระหนี้” ของผู้กู้ ซึ่งโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชนก็เพิ่มขึ้น และยิ่งไปกว่านั้นคะแนนที่ดีจะทําให้เข้าถึงสินเชื่อที่ดีด้วย ในอีกด้านหนึ่ง ระบบคะแนนเครดิตยังช่วยส่งเสริมวินัยและการตระหนักรู้ทางการเงินของประชาชน เพราะพฤติกรรมทางการเงินในแต่ละวันจะสะท้อนกลับมาเป็นความน่าเชื่อถือทางเครดิตของตนเองในระยะยาว
ในหลายประเทศทั่วโลก “คะแนนเครดิต” เป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความสำคัญและหวงแหนมาก ผู้บริโภคมักตรวจสอบคะแนนเครดิตของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และเริ่มสร้างประวัติทางเครดิตตั้งแต่อายุยังน้อย
ตัวอย่างเช่น เมื่อเยาวชนเริ่มเข้ามหาวิทยาลัย ก็มักเริ่มมีบัญชีธนาคาร บัตรเดบิต หรือบัตรเครดิตที่มีวงเงินเหมาะสม สิ่งเหล่านี้ทำให้เริ่มมีคะแนนเครดิตของตนเอง และพยายามดูแลรักษาไว้ เพราะคะแนนที่ดีจะนำไปสู่โอกาสได้รับวงเงินสูงขึ้น รวมถึงเข้าถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่ออื่น ๆ ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าในอนาคต
นอกจากนี้ ในหลายประเทศคะแนนเครดิตไม่ได้ใช้เฉพาะเรื่องการเงินเท่านั้น แต่ยังถูกใช้ประกอบการพิจารณาในด้านอื่นของชีวิต เนื่องจากสะท้อนพฤติกรรม ความน่าเชื่อถือ และความรับผิดชอบของบุคคลในระดับหนึ่ง จึงเป็นเหตุให้ผู้คนให้ความสำคัญและดูแลอย่างจริงจัง
อีกมิติหนึ่งที่สำคัญคือ คะแนนเครดิตช่วยส่งเสริม “ความรับผิดชอบต่อสังคม” เงินที่สถาบันการเงินนำมาปล่อยสินเชื่อ ไม่ได้เป็นเพียงเงินของสถาบัน แต่คือเงินฝากของประชาชน ดังนั้นการที่สถาบันการเงินตรวจสอบความเสี่ยงของผู้กู้ก่อนปล่อยสินเชื่อ จึงเป็นการดูแลผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม
ในขณะเดียวกัน ผู้กู้ที่รักษาวินัยทางการเงิน ชำระหนี้ตรงเวลา และดูแลคะแนนเครดิตของตนเอง ก็เท่ากับกำลังร่วมรับผิดชอบต่อระบบการเงินและสังคมไปพร้อมกันด้วย
ในรายงานข้อมูลเครดิตนั้น “คะแนนเครดิต” จะปรากฏเป็นตัวเลข 3 หลัก พร้อมการจัดระดับเป็นเกรด
ตัวอย่างเช่น หากบุคคลหนึ่งได้รับเกรด AA หมายความว่า มีความน่าจะเป็นในการชำระหนี้สูงถึงประมาณ 99% กล่าวคือ จากผู้ที่ได้เกรดระดับนี้ 100 คน คาดว่า 99 คนจะสามารถชำระหนี้ได้ตรงเวลาในช่วง 12 เดือนข้างหน้า
สิ่งที่น่าสนใจอีกส่วนหนึ่งคือ ในรายงานจะมี เหตุผลประกอบคะแนนเครดิต ระบุไว้ด้วย ข้อมูลส่วนนี้ช่วยให้เจ้าของข้อมูลเข้าใจพฤติกรรมทางการเงินของตนเองมากขึ้น และรู้ว่าหากต้องการบริหารจัดการการเงินหรือปรับปรุงคะแนนเครดิต ควรปรับพฤติกรรมด้านใดบ้าง ซึ่งทุกคนสามารถตรวจสอบได้จากรายงานของตนเอง
สำหรับคะแนนเครดิตของ NCB นั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
- สำหรับบุคคลธรรมดา
- สำหรับผู้ประกอบการหรือ SME
การพัฒนาโมเดลเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดย
- TransUnion พัฒนาคะแนนเครดิตสำหรับบุคคลธรรมดา
- FICO พัฒนาคะแนนเครดิตสำหรับ SME
ในด้านระยะเวลาการประเมินความเสี่ยง
- บุคคลธรรมดา จะประเมินความน่าจะเป็นในการชำระหนี้ภายใน 12 เดือนข้างหน้า
- SME จะประเมินในช่วงเวลาที่ยาวกว่า คือประมาณ 24 เดือนข้างหน้า
ปัจจัยที่มีผลต่อคะแนนเครดิตมีหลายด้าน โดยหลัก ๆ จะประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญดังนี้
1) ประวัติการชำระหนี้
เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด สะท้อนว่าเราเคยชำระหนี้ตรงเวลาหรือไม่ มีการค้างชำระหรือผิดนัดมากน้อยเพียงใด
2) ภาระหนี้ที่มีอยู่
พิจารณาทั้งจำนวนและสัดส่วนหนี้ที่เรามีอยู่ หากมีภาระหนี้สูงเกินไปก็อาจสะท้อนความเสี่ยงในการชำระหนี้ในอนาคต
3) ความครบถ้วนของข้อมูลเครดิต (ความลึกและความกว้างของประวัติ)
หมายถึงทั้งระยะเวลาที่มีข้อมูลเครดิตยาวนานเพียงใด (ความลึก) และจำนวนประเภทผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ใช้ เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล หรือสินเชื่อบ้าน (ความกว้าง) ไม่ได้หมายความว่าน้อยหรือมากดีกว่าเสมอ
4) ประวัติการตรวจสอบข้อมูลเครดิต
การตรวจสอบโดยเจ้าของข้อมูลเองไม่มีผลต่อคะแนน แต่หากมีการยื่นขอสินเชื่อบ่อยครั้งจนสถาบันการเงินตรวจสอบข้อมูลถี่ผิดปกติ อาจสะท้อนความต้องการเงินเร่งด่วนและเพิ่มความเสี่ยง
5) อายุบัญชีเครดิต
บัญชีที่ใช้งานต่อเนื่องยาวนานสะท้อนความเสถียรทางการเงิน เช่น ใช้บัตรเครดิตใบเดิมมาเป็นเวลานาน จะดีกว่าการเปิด–ปิดบัญชีใหม่บ่อย ๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดความกังวลต่อความมั่นคงทางการเงิน
ดร.ลักษมนกล่าวว่า ในแต่ละปัจจัยมี “น้ำหนัก” ไม่เท่ากัน โดยทั่วไป
- ประวัติการชำระหนี้ มักมีน้ำหนักสูงสุด
- รองลงมาคือ มูลค่าหนี้ที่มีอยู่
- ส่วนปัจจัยอื่นจะลดหลั่นกันไปตามโมเดลที่ใช้
ทั้งนี้ น้ำหนักเหล่านี้ไม่ได้กำหนดขึ้นโดยความเห็น แต่ต้องผ่านการทดสอบทางสถิติกับข้อมูลจริงของแต่ละประเทศ เนื่องจากพฤติกรรมทางการเงินของประชากรแตกต่างกัน เช่น โมเดลที่เหมาะกับประเทศไทย อาจมีสัดส่วนน้ำหนักต่างจากโมเดลที่ใช้กับประเทศอินเดีย เป็นต้น
กฎทอง 4 ข้อรักษาคะแนนเครดิต
ดร.ลักษมนกล่าวว่า หลังจากให้บริการคะแนนเครดิตมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง NCB ได้สะสมฐานข้อมูลเชิงสถิติขนาดใหญ่ ปัจจุบันมีข้อมูลบุคคลธรรมดาอยู่ประมาณ 36 ล้านคน และหากพิจารณาเฉพาะประชากรในช่วงอายุที่สามารถขอสินเชื่อได้( 20–60 ปี) ฐานข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมประชากรถึงประมาณ 92%
เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติ พบว่าคะแนนเครดิตของคนไทยโดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างดี ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเกรดระดับกลางถึงดี เช่น AA, BB, CC ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังมีวินัยทางการเงินในระดับที่น่าพอใจ และยังสามารถพัฒนาปรับปรุงได้อีก ในขณะเดียวกัน กลุ่มที่มีปัญหาทางเครดิตอย่างรุนแรงมีสัดส่วนไม่สูงนัก จึงถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อระบบการเงินโดยรวม
คำถามก็คือ จะทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถรักษาและพัฒนาคุณภาพข้อมูลเครดิตของตนเองให้ดีขึ้นต่อไป ดร.ลักษมนขอฝาก “กฎทอง 4 ข้อ” สำหรับการรักษาคะแนนเครดิตให้ดีไว้ดังนี้
1) ชำระหนี้ตรงเวลา
เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เพราะสะท้อนวินัยทางการเงินโดยตรง
2) วางแผนการใช้เงินและไม่ใช้วงเงินเต็ม
ไม่เพียงแค่หลีกเลี่ยงการใช้เกินวงเงิน แต่ควรเหลือวงเงินไว้บางส่วน การใช้เต็มวงเงินตลอดเวลาจะทำให้ความเสี่ยงถูกมองว่าสูงขึ้น
3) มีข้อมูลเครดิตต่อเนื่อง ไม่เปิด–ปิดบัญชีบ่อย
การถือบัตรเครดิตหรือบัญชีสินเชื่อเดิมอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง จะดีกว่าการเปิดใหม่และปิดบ่อย ๆ ซึ่งทำให้ประวัติขาดความเสถียร
4) ตรวจสอบรายงานเครดิตเป็นประจำ
เพราะคะแนนเครดิตคำนวณจากข้อมูลในรายงาน หากข้อมูลผิด คะแนนก็ผิดได้
ในช่วงปี 2568 พบไม่น้อยว่ามีกรณีถูกสวมสิทธิ เปิดบัตรเครดิตหรือก่อหนี้โดยเจ้าของข้อมูลไม่รู้ตัว กว่าจะตรวจพบก็กลายเป็นหนี้เสีย (NPL) แล้ว จึงควรตรวจสอบเป็นระยะเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลถูกต้อง
ดร.ลักษมนกล่าวว่า ” ท้ายที่สุด ข้อมูลเครดิตและคะแนนเครดิตจะช่วยให้เราเข้าถึงสินเชื่อได้อย่าง “เหมาะสมกับตัวเรา”
เมื่อมีวินัยทางการเงิน ชำระดี ความเสี่ยงต่ำ ก็ควรได้รับเงื่อนไขที่ดีขึ้น ทั้งอัตราดอกเบี้ยและโอกาสทางการเงิน และไม่เพียงช่วยให้แต่ละคนต่อยอดชีวิตหรือพัฒนาธุรกิจได้อย่างมั่นคง แต่ยังส่งผลต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจโดยรวมด้วย”
ดร.ลักษมนเชิญชวนให้ทุกคนตรวจข้อมูลเครดิตของตนเอง เพราะคะแนนเครดิตไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ยเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้รู้ “สถานะทางการเงินของตัวเอง” ว่าอยู่ในระดับใด มีความเสี่ยงในอนาคตหรือไม่ และมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้มากน้อยเพียงใด
ปัจจุบันสามารถตรวจสอบได้หลายช่องทาง เช่น ศูนย์บริการของบริษัทข้อมูลเครดิต หรือผ่านแอปพลิเคชันของสถาบันการเงินต่าง ๆ รวมถึงแอปของ NCB และธนาคารหลายแห่ง การตรวจสอบไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก และจะช่วยให้เข้าใจฐานะทางการเงินของตนเอง วางแผนได้เหมาะสม และประเมินโอกาสในการขอสินเชื่อได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
จากอนุมัติสินเชื่อ สู่กำหนดอัตราดอกเบี้ย
นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี กล่าวว่า เปิดเผยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทีทีบีมุ่งมั่นให้การช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระการเงินและแก้หนี้อย่างยั่งยืนให้กับคนไทย ตั้งแต่ปี 2564 ธนาคารได้เร่งมาตรการช่วยลดภาระหนี้ให้ลูกค้า โดยเปิดโอกาสให้ลูกหนี้นำหนี้ดอกเบี้ยสูงมารวมกับสินเชื่อที่มีหลักประกัน เช่น บ้านหรือรถ เพื่อให้สามารถลดอัตราดอกเบี้ยและค่างวดชำระรายเดือนได้ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ธนาคารยังพัฒนาสินเชื่อสวัสดิการสำหรับกลุ่มมนุษย์เงินเดือน ซึ่งมีสัญญาเพย์โรลกับธนาคารมากกว่า 1 ล้านราย ครอบคลุมทั้งทหาร ข้าราชการ และพนักงานเอกชน เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดภาระทางการเงิน ต่อมาในปี 2567 ได้มีมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อประคับประคองลูกหนี้ที่มีภาระสูง ให้สามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ปีที่ผ่านมา ธนาคารได้ทดลองโครงการ “ผ่อนดีมีรางวัล” ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการนำแนวคิด Risk-Based Pricing มาใช้จริง กล่าวคือ ลูกค้าที่มีประวัติการชำระเงินดีและผ่อนชำระต่อเนื่อง จะได้รับการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
โครงการดังกล่าวเปิดโอกาสให้ลูกค้าที่ผ่อนดีแต่มีดอกเบี้ยสูงกับสถาบันการเงินอื่น สามารถรีไฟแนนซ์มาอยู่กับธนาคาร โดยจะได้รับการลดดอกเบี้ยทันที และหากรักษาวินัยการชำระต่อเนื่อง 6–12 เดือน ก็จะได้รับการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก
ในส่วนของลูกค้าสินเชื่อบ้าน ซึ่งหลายรายไม่ต้องการรีไฟแนนซ์บ่อย ธนาคารเสนออัตราดอกเบี้ยต่ำระยะยาว เพื่อเป็นการรีไฟแนนซ์ครั้งสุดท้าย ผลลัพธ์ของโครงการในปีที่ผ่านมา สามารถช่วยลูกค้ากว่าหมื่นราย คิดเป็นวงเงินประมาณ 3,500 ล้านบาท และช่วยลดภาระดอกเบี้ยรวมได้เกือบ 250 ล้านบาท
“ธนาคารตั้งเป้าให้แนวทางนี้เป็นต้นแบบ กระตุ้นให้สถาบันการเงินอื่นนำไปปรับใช้ เพื่อให้ประโยชน์เกิดกับประชาชนในวงกว้าง ” นายฐากรกล่าว
สำหรับปีนี้ ธนาคารยังคงเดินหน้าช่วยเหลือลูกหนี้ โดยเห็นว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นประเด็นสำคัญระดับประเทศที่น่ากังวล
นายฐากรกล่าวว่า การใช้คะแนนเครดิตมากำหนดอัตราดอกเบี้ยรายบุคคลจะเริ่มต้นกับจาก “สินเชื่อบุคคล” ก่อน เนื่องจากข้อมูลชี้ให้เห็นว่าเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่คนจำนวนมากใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อหนี้ จากสถิติของ NCB พบว่า เมื่อประชาชนเริ่มใช้สินเชื่อครั้งแรก ประมาณ 43% เข้าสู่การใช้บริการทางการเงินผ่านสินเชื่อบุคคล รองลงมาจึงเป็นสินเชื่อรถจักรยานยนต์ สินเชื่อรถยนต์ และบัตรเครดิตตามลำดับ
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อดูการใช้สินเชื่อลำดับที่สองและสาม ก็ยังคงเป็นสินเชื่อบุคคลต่อเนื่อง สะท้อนว่าสินเชื่อประเภทนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์ความต้องการใช้เงินของประชาชนมากกว่าสินเชื่อประเภทอื่น
ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ เมื่อนำข้อมูลมาแยกตามช่วงอายุ พบว่า
- กลุ่มวัยเริ่มทำงาน (ประมาณ 23–25 ปี) ใช้สินเชื่อส่วนบุคคลมากที่สุด
- รองลงมาคือบัตรเครดิต และสินเชื่อรถจักรยานยนต์
- ส่วนสินเชื่อรถยนต์และสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะเพิ่มตามช่วงอายุ
โดยทั่วไป สินเชื่อบางประเภท เช่น รถจักรยานยนต์หรือที่อยู่อาศัย จะลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้นตามช่วงชีวิต แต่ สินเชื่อบุคคลกลับไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หมายความว่า ไม่ว่าจะวัยเริ่มทำงาน วัยกลางคน หรือวัยสูงอายุ ประชาชนจำนวนมากยังคงพึ่งพาสินเชื่อประเภทนี้อย่างต่อเนื่อง
“ข้อมูลนี้สะท้อนว่าสินเชื่อบุคคลเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลักที่อยู่กับคนไทยตลอดช่วงชีวิต และเป็นเหตุผลสำคัญที่เราอยากจะช่วยคนที่มีสินเชื่อบุคคล ไม่ว่าจะอายุวัยไหน ถ้าเป็นคนที่เครดิตดี สามารถที่จะมีลดอัตราการผ่อนชําระลงได้ผ่านการที่เรามีดอกเบี้ยที่ถูกลง” นายฐากรกล่าว
นายฐากรกล่าวว่า ที่ผ่านมา สถาบันการเงินมักใช้ข้อมูลจำนวนมากเพื่อพิจารณา “อนุมัติหรือไม่อนุมัติ” สินเชื่อ โดยอาศัยการวิเคราะห์หลายมิติ และเมื่อเทคโนโลยีพัฒนา ทั้งระบบข้อมูลขนาดใหญ่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning ก็ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรองลูกค้า
อย่างไรก็ตาม แม้กระบวนการอนุมัติจะมีความละเอียดขึ้น สิ่งหนึ่งที่ยังแทบไม่เปลี่ยน คือ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ใกล้เคียงกันสำหรับลูกค้าส่วนใหญ่
นายฐากรกล่าวว่า ที่ผ่านมา การกำหนดดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลมักยึดโยงกับ “ระดับรายได้” มากกว่าพฤติกรรมการชำระหนี้จริง โดยในตลาดดอกเบี้ยเฉลี่ยมักอยู่ในช่วงกว่า 20% ต่อปี (ภายใต้เพดานกฎหมายประมาณ 24–25%) ซึ่งเป็นแนวทางที่อุตสาหกรรมใช้กันมาเป็นเวลานาน
โดยใช้ข้อมูลวิเคราะห์เพื่อ “ให้หรือไม่ให้กู้” แต่เมื่อ “ให้แล้ว” อัตราดอกเบี้ยมักกำหนดใกล้เคียงกัน และหลายครั้งผู้มีรายได้สูงจะได้ดอกเบี้ยต่ำกว่า ขณะที่ผู้มีรายได้น้อยอาจถูกคิดดอกเบี้ยสูงกว่า ทั้งที่ระดับรายได้ไม่ได้สะท้อนพฤติกรรมการชำระเงินจริงเสมอไป และไม่ได้บอกว่าบุคคลนั้นมีคะแนนเครดิตดีหรือไม่
“เราคิดว่าหลังจากวันนี้เป็นต้นไป เราอยากจะเปลี่ยนแนวทางของสินเชื่อบุคคล ให้การกำหนดอัตราดอกเบี้ยมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความเสี่ยงตามเครดิตของลูกค้ามากขึ้น ลูกค้าที่ชำระเงินตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ และมีคะแนนเครดิตดี ก็ควรได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าเช่นกัน” นายฐากรกล่าว
ทีทีบีมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีอย่างยั่งยืน จึงขออาสาเป็นผู้นำริเริ่มแนวทางการพิจารณาระบบคิดอัตราดอกเบี้ยแบบใหม่ โดยนำร่องกับ สินเชื่อบุคคล ทีทีบี แคชทูโก ฉีกกฎ สู่มาตรฐานใหม่ ผ่อนดี เครดิตดี ดอกยิ่งดี เปลี่ยนจากการคิดดอกเบี้ยด้วยเกณฑ์รายได้ สู่การใช้ “คะแนนเครดิต” หรือ เครดิตสกอร์ จาก NCB เป็นเกณฑ์พิจารณาอัตราดอกเบี้ย
“จากนี้ไป เราจะเปลี่ยนจากการใช้เกณฑ์รายได้ในการให้ดอกเบี้ยมาเป็นการใช้คะแนนเครดิตของ NCB ในการที่จะบอกว่าควรจะได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่” นายฐากรกล่าว
โดยอัตราดอกเบี้ยจะเริ่มต้นเพียง 13.99% ต่อปี สำหรับผู้มีรายได้ประจำ คงที่เรทเดียวตลอดสัญญา จากเดิมที่อัตราดอกเบี้ยมักสูงถึง 25%
สินเชื่อบุคคล ทีทีบี แคชทูโก อัตราดอกเบี้ย 13.99% – 25% ต่อปี โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด ทั้งนี้ สมมติฐานการคำนวณข้างต้น มาจากวงเงินกู้ 100,000 บาท เป็นระยะเวลา 72 งวด โดยเปรียบเทียบระหว่างกรณีดอกเบี้ย 23% ต่อปี ค่างวด 2,580 บาท/เดือน คิดเป็นดอกเบี้ยทั้งสัญญา 84,587 บาท และดอกเบี้ย 18% ต่อปี ค่างวด 2,290 บาท/เดือน คิดเป็นดอกเบี้ยทั้งสัญญา 63,699 บาท จึงมีส่วนต่างดอกเบี้ย 20,888 บาท
นายฐากรกล่าวว่า ที่ผ่านมา ไม่ว่าสถาบันการเงินใด อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลมักอยู่ราว 24–25% ต่อปี เนื่องจากอิงกับรายได้เช่น รายได้ 15,000 ถึง 30,000 บาท อาจจะคิดดอกเบี้ยสูงสุดที่ 25% รายได้ประมาณ 30,000ถึง 50,000 บาท ก็ลดหลั่นลงมา 24% หรือ ผู้มีรายได้สูงอาจได้ลดลงบ้างเหลือประมาณ 18% ขณะที่ผู้มีรายได้น้อย แม้ชำระดี ก็ยังอาจต้องรับภาระดอกเบี้ยสูง
“แนวทางใหม่ คือ ไม่ว่ารายได้ 15,000 บาท หรือ 200,000 บาท หากมีคะแนนเครดิตดีในระดับเดียวกันคือ AA ก็จะได้รับอัตราดอกเบี้ยในระดับเดียวกัน คือ 13.99% และอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 16% สำหรับคะแนนเครดิต BB” นายฐากรกล่าว
นายฐากรเปิดเผยว่า ทีทีบีได้ทดลองนำเสนอสินเชื่อบุุคคลแก่ลูกค้าด้วยการนำคะแนนเครดิตมากำหนดอัตราดอกเบี้ยแทนรูปแบบเดิมมาแล้วกว่า 1 เดือน พร้อมกับวิเคราะห์ว่าหากปรับโครงสร้างราคาใหม่ จะมีลูกค้ากี่รายได้รับประโยชน์
ผลการทดลองพบว่า ลูกค้าประมาณ 70% ได้รับอัตราดอกเบี้ยลดลง โดยค่าเฉลี่ยของดอกเบี้ยที่ลดลงอยู่ที่ราว 4–6% ต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มเดิมที่ลูกค้าคุณภาพดีมักได้รับเงื่อนไขที่ดีอยู่แล้ว เช่น โครงการ “ผ่อนดีมีรางวัล” ในปีก่อน ที่เริ่มต้นดอกเบี้ยประมาณ 18% และลดเพิ่มได้อีกราว 2% เมื่อรักษาวินัยการชำระ
“ผลตอบรับเบื้องต้นหลังจากเริ่มนำเสนอให้กับลูกค้าประมาณ 1 เดือน มีลูกค้าถึง 70% ได้รับอนุมัติสินเชื่อด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าการคิดแบบเดิม ช่วยให้ลูกค้าลดภาระดอกเบี้ยลงได้ประมาณ 5% ต่อปี หรือเท่ากับประหยัดได้ประมาณ 20,000 บาท ต่อการกู้เงินทุก 100,000 บาท” นายฐากรกล่าว
จากข้อมูลที่ได้ ทีทีบีในปีนี้ตั้งเป้าช่วยเหลือประชาชนอีกราว 100,000 ราย ให้เข้าถึงสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม หากมีความจำเป็นต้องกู้และมีเครดิตดี โดยคาดว่าจะเพิ่มพอร์ตสินเชื่อบุคคลได้ประมาณ 15,000 ล้านบาท และคาดว่าจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้ลูกค้าได้รวมราว 350 ล้านบาท
นอกจากนี้ ทีทีบียังหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้สถาบันการเงินต่างๆ นำแนวคิดการพิจารณาจากคะแนนเครดิตและระดับความเสี่ยง หรือ Risk-based Pricing มาใช้พิจารณาดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน เพื่อช่วยให้ลูกค้ามีกำลังใจในการรักษาวินัยและเดินหน้าสู่เป้าหมายชีวิตทางการเงินที่ดีได้เร็วขึ้นและยั่งยืน
“เราอยากชวนธนาคารอื่น มาช่วยกันทํา เพราะหากทุกธนาคารร่วมมือกัน ผู้บริโภคชาวไทยโดยรวมจะได้รับประโยชน์ สังคมดีขึ้น” นายฐากรกล่าว
ปัจจุบันตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 500,000 ล้านบาท หากทั้งระบบปรับมาใช้อัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงอย่างแท้จริง จะสามารถช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้ประชาชนได้รวมราว 13,000 ล้านบาท
“แนวทางใหม่นี้จึงถือเป็นการฉีกกฎเดิม สู่มาตรฐานใหม่ของการคิดดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคล เพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นด้วยดอกเบี้ยที่เหมาะสม แล้วก็เป็นการสร้างวินัยทางการเงินที่ดีขึ้นให้กับคนไทย” นายฐากรกล่าว
ดร.ลัษมณ กล่าวว่า NCB มีความยินดีที่คะแนนเครดิต (เครดิตสกอร์) ได้ถูกนำมาใช้เป็นกลไกสำคัญในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยง ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของ NCB ในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลเครดิตของประเทศ ที่ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลพฤติกรรมทางการเงินให้ถูกนำไปใช้เพื่อการเข้าถึงสินเชื่อที่เหมาะสม เครดิตสกอร์ คือ คะแนนที่สามารถบอกถึงความเสี่ยงของพฤติกรรมการชำระสินเชื่อในอนาคต เป็นเครื่องมือสำคัญที่สะท้อนวินัยและความน่าเชื่อถือทางการเงินของบุคคล การนำเครดิตสกอร์มาใช้ในโครงการนี้จะช่วยให้ผู้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดีมีโอกาสที่จะได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้น อันจะเป็นโอกาสต่อยอดทางการเงิน NCB มุ่งหวังให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาและ หวงแหนเครดิตของตนเอง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานประการหนึ่งของการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ NCB ขอเน้นย้ำว่าการอนุมัติสินเชื่อเป็นการดำเนินการของสถาบันการเงิน และสำหรับแนวทางการคิดดอกเบี้ยแบบ Risk-Based Pricing นี้ เครดิตสกอร์เป็นเพียงตัวบ่งชี้อัตราดอกเบี้ยเท่านั้น