“ทรัมป์” ฟ้อง JPMorgan เรียกค่าเสียหาย 5 พันล้านดอลลาร์ ฐานปิดบัญชี-ขึ้นบัญชีดำ
"ทรัมป์" เดินหน้ายื่นฟ้อง JPMorgan และซีอีโอ กล่าวหาปิดบัญชีและขึ้นบัญชีดำครอบครัวทรัมป์ สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียง ขณะที่ธนาคารปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
วันที่ 323 มกราคม 2569 เวลา 04.50 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ยื่นฟ้อง JPMorgan Chase และ Jamie Dimon ซีอีโอของธนาคาร ต่อศาลรัฐฟลอริดาในเขตไมอามี-เดด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เรียกค่าเสียหาย 5,000 ล้านดอลลาร์ โดยกล่าวหาว่าธนาคารใช้มาตรการ “debanking” หรือการปิดบัญชีธนาคารของเขาและธุรกิจในเครือ เพื่อขับเคลื่อนวาระทางการเมือง พร้อมระบุว่า JPMorgan ละเมิดนโยบายของตนเองด้วยการเลือกปฏิบัติต่อเขาเพียงรายเดียวตามกระแสการเมือง
JPMorgan ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าไม่ได้ปิดบัญชีลูกค้าด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือศาสนา พร้อมระบุว่าคดีดังกล่าวไม่มีมูล แม้จะเสียใจที่ประธานาธิบดีตัดสินใจฟ้องร้อง แต่เคารพสิทธิของทรัมป์ในการยื่นฟ้อง และสิทธิของธนาคารในการต่อสู้คดี ด้านราคาหุ้น JPMorgan ปิดบวก 0.5% ในวันเดียวกัน
ทรัมป์ยังกล่าวหาว่า Dimon สั่งการจัดทำ “บัญชีดำ” อย่างมุ่งร้าย เพื่อเตือนธนาคารอื่นไม่ให้ทำธุรกิจกับ Trump Organization สมาชิกในครอบครัวทรัมป์ รวมถึงตัวเขาเอง พร้อมระบุว่า การถูกบังคับให้ย้ายบัญชีไปยังสถาบันการเงินอื่นสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงอย่างร้ายแรง ขณะที่ JPMorgan ชี้แจงว่าการปิดบัญชีบางกรณีเป็นไปเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมายและกฎระเบียบ ซึ่งเป็นสิ่งที่สถาบันการเงินจำเป็นต้องปฏิบัติตาม
ความขัดแย้งดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันต่อภาคธนาคารจากฝ่ายการเมือง โดยทรัมป์เคยโจมตีธนาคารรายอื่น เช่น Bank of America ด้วยข้อกล่าวหาเรื่อง debanking และเพิ่งสร้างแรงต้านในอุตสาหกรรมการเงินจากการเรียกร้องให้กำหนดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ 10% ซึ่ง Dimon เตือนบนเวที World Economic Forum ว่ามาตรการดังกล่าวจะจำกัดการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภค และอาจนำไปสู่หายนะทางเศรษฐกิจ
ในภาพกว้าง ประเด็น debanking กำลังถูกจับตาอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยกลุ่มอนุรักษนิยมกล่าวหาว่าธนาคารเลือกปฏิบัติต่ออุตสาหกรรมบางประเภทด้วยเหตุผลทางการเมือง
ล่าสุดOffice of the Comptroller of the Currency รายงานว่า ธนาคารรายใหญ่ 9 แห่งของสหรัฐ เคยจำกัดหรือเพิ่มการตรวจสอบทางการเงินต่ออุตสาหกรรมบางกลุ่มในช่วงปี 2563–2566 เช่น พลังงานฟอสซิล คริปโท อาวุธปืน และบุหรี่ไฟฟ้า โดยเชื่อมโยงกับนโยบาย ESG แม้ไม่พบการกระทำผิดโดยตรง
ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแล ระบุว่า ยังคงพิจารณาข้อร้องเรียนจำนวนมาก และได้ยกเลิกการกำกับดูแลโดยอิงความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ซึ่งเคยถูกวิจารณ์ว่าคลุมเครือและเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจสูงเกินไป
อ้างอิง : www.reuters.com