“ทรัมป์” ลั่นมีคลังอาวุธภาษีพร้อมใช้ แม้ศาลสกัด ชูภาษีเป็นหัวใจยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสหรัฐ
"ทรัมป์" ลั่นมีคลังอาวุธภาษีพร้อมใช้ แม้ศาลสกัด ชี้ภาษีศุลกากรจะกลายเป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐในอนาคต และอาจมาแทนที่ภาษีเงินได้
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.41 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เปิดเผยแนวทางด้านภาษีศุลกากรและการค้าในการแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อที่ประชุมรัฐสภาสหรัฐฯ ณ อาคารรัฐสภา กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยย้ำว่าสหรัฐยังมีเครื่องมือทางกฎหมายด้านการค้าอีกมากที่สามารถนำมาใช้ได้ แม้ศาลฎีกาจะมีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีบางส่วนก่อนหน้านี้ พร้อมระบุว่าหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือมาตรา 122 (Section 122) ที่รัฐบาลได้ประกาศใช้แล้ว เพื่อกำหนดภาษีศุลกากรทั่วโลกในอัตรา 10%
ทรัมป์ กล่าวว่าเขาเชื่อว่าภาษีศุลกากรจะกลายเป็นแหล่งรายได้ที่สามารถทดแทนภาษีเงินได้ในอนาคต แม้ในทางปฏิบัติ รายได้จากภาษียังคิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรายได้จากภาษีเงินได้และงบประมาณรัฐบาลกลางทั้งหมด
ทรัมป์ยังอ้างว่ามาตรการภาษีของเขาสามารถสร้างรายได้หลายแสนล้านดอลลาร์จากจีนและประเทศอื่น ๆ ที่เขามองว่าเอาเปรียบสหรัฐมาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตามในความเป็นจริง ภาษีศุลกากรเป็นภาระที่ผู้ประกอบการนำเข้าในสหรัฐต้องจ่าย และต้นทุนดังกล่าวมักถูกส่งต่อไปยังภาคธุรกิจและผู้บริโภคชาวอเมริกัน ผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้น ไม่ใช่ประเทศคู่ค้าเป็นผู้จ่ายโดยตรง
งานศึกษาล่าสุดของ Federal Reserve Bank of New York ระบุว่า เกือบ 90% ของภาระทางเศรษฐกิจจากภาษีในปี 2568 ตกอยู่กับบริษัทและผู้บริโภคในสหรัฐ
หนึ่งในเหตุผลหลักที่ทรัมป์ใช้สนับสนุนภาษี คือ การนำรายได้มาชดเชยการขาดดุลงบประมาณ โดยนักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า ระบอบภาษีในวงกว้างของเขา รวมถึงภาษีที่อาศัยกฎหมายอำนาจฉุกเฉิน (IEEPA) อาจสร้างรายได้ราว 1.5–2 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปี อย่างไรก็ตามหลังศาลฎีกาสั่งระงับภาษีบางส่วน นักวิเคราะห์บางรายมองว่า แนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลกลางอาจย่ำแย่ลง
ด้านCommittee for a Responsible Federal Budget ระบุว่า ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่กับภาษี ประเทศจำเป็นต้องมีการปรับปรุงฐานะการคลังราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ และควรนำไปใช้เพื่อลดการขาดดุล พร้อมเรียกร้องให้สภาคองเกรสเร่งหาแนวทางทดแทนรายได้ส่วนที่หายไป
ทรัมป์ยืนยันว่าจะเดินหน้ากำหนดภาษีผ่านช่องทางอื่นโดยไม่ต้องพึ่งการออกกฎหมายจากสภาคองเกรส พร้อมระบุว่าแนวทางใหม่อาจซับซ้อนกว่าเดิมเล็กน้อย แต่จะให้ผลลัพธ์ที่แข็งแกร่งกว่า
อย่างไรก็ดีแม้ทรัมป์จะกล่าวว่าภาษีช่วยลดการพึ่งพาสินค้านำเข้าและทำให้ดุลการค้าสหรัฐดีขึ้น แต่ข้อมูลชี้ว่าการปรับตัวดีขึ้นมีจำกัด โดยในภาพรวมทั้งปี ดุลการค้าสหรัฐลดลงเพียง 0.2% มาอยู่ที่ 9.015 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งยังเป็นระดับสูงเป็นอันดับ 3 นับตั้งแต่ปี 1960 และการขาดดุลการค้าเฉพาะสินค้ายังคงขยายตัวทำสถิติสูงสุดที่ 1.24 ล้านล้านดอลลาร์ แม้มีการใช้มาตรการภาษีอย่างเข้มข้น
อ้างอิง : www.bloomberg.com