CPALL ปี 2568 กำไรสุทธิ 28,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3% จ่ายปันผลอีก 1.65 บาท/หุ้น
#ทันหุ้น #2026 #SET #CPALL ปี 2568 กำไรสุทธิ 28,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3% จ่ายปันผลอีก 1.65 บาท/หุ้น
บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) บริษัทฯ รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 โดยฐานะการเงินและผลการดำเนินงานตามงบการเงินรวมของบริษัทและบริษัทย่อย มาจากธุรกิจหลัก ได้แก่ (1) ธุรกิจร้านค้าสะดวกซื้อ (2) ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและศูนย์การค้า และ (3) ธุรกิจอื่น ๆ เช่น ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสำเร็จรูป ธุรกิจตัวแทนรับชำระค่าสินค้าและบริการ และธุรกิจจำหน่ายและซ่อมแซมอุปกรณ์ค้าปลีก โดยมีรายได้รวม 1,022,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% และมีกำไรสุทธิ 28,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3% จากปีก่อน ตามลำดับ จากผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้น โดยหลักมาจากกลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ธุรกิจค้าส่ง และธุรกิจอื่น ๆ.
ด้านการเติบโตของธุรกิจร้านค้าสะดวกซื้อเครือข่ายร้านสาขา 7-Eleven บริษัทบรรลุแผนขยายสาขาและมุ่งเน้นการส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้าภายใต้แนวคิด “All Convenience” ผสมผสานระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศรวม 15,945 สาขา เพิ่มขึ้น 700 สาขาจากปีก่อน พร้อมช่องทางการขายและบริการผ่านแอปพลิเคชัน 7App ที่ให้บริการผ่าน 7Delivery และ All Online.
สำหรับแนวโน้มธุรกิจร้านสะดวกซื้อในปี 2569 บริษัทวางแผนพัฒนาช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ ควบคู่กับการขยายเครือข่ายสาขาตามการเติบโตของชุมชน โครงสร้างพื้นฐาน แหล่งท่องเที่ยว และทำเลศักยภาพ เพื่อเพิ่มความสะดวกและเข้าถึงความต้องการของลูกค้า โดยมีแผนเปิดสาขาใหม่ในประเทศไทยประมาณ 700 สาขา รวมถึงมีเป้าหมายเปิดสาขาเพิ่มเติมใน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ขณะที่ใน กัมพูชา บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสภาพการดำเนินงานที่เปลี่ยนแปลง.
บริษัทคาดว่าการเติบโตของรายได้จากการขายและบริการจะมาจากยอดขายของสาขาใหม่ การเติบโตของยอดขายเฉลี่ยจากร้านเดิม รวมถึงยอดขายจากช่องทางอื่น เช่น 7Delivery และ All Online โดยคาดว่าจะเติบโตใกล้เคียงกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ เช่น อัตราเงินเฟ้อ ราคาวัตถุดิบ ราคาพลังงาน และการบริโภคภายในประเทศ.
ด้านอัตรากำไรขั้นต้น บริษัทตั้งเป้าปรับเพิ่มอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน โดยเน้นการพัฒนาระบบคัดสรรสินค้าให้ตรงกับความต้องการผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลา และเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม.
สำหรับงบลงทุนในปี 2569 บริษัทคาดว่าจะใช้งบประมาณรวม 12,000–13,600 ล้านบาท เพื่อรองรับการเปิดสาขาใหม่ การปรับปรุงร้านเดิม การลงทุนในโครงการใหม่ บริษัทย่อยและศูนย์กระจายสินค้า ตลอดจนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรและระบบสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว.
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ที่ประชุมผู้ถือหุ้นสมควรอนุมัติการไม่จัดสรรกำไรสุทธิเพื่อเป็นทุนสำรองตามกฎหมาย เนื่องจากบริษัทมีทุนสำรองตามกฎหมายครบถ้วนตามข้อบังคับของบริษัทแล้ว และเห็นสมควรเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิประจำปี 2568 ให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 1.65 บาท สำหรับผู้ถือหุ้นจำนวน 8,911,503,348 หุ้น ภายหลังหักหุ้นซื้อคืนและไม่มีการจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืน คิดเป็นเงินปันผลรวมทั้งสิ้น 14,703,980,524.20 บาท หรือ 59% ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะกิจการหลังหักภาษีเงินได้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัท.
การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวจะจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นที่มีรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 โดยกำหนดวันไม่ได้รับสิทธิเงินปันผล (XD) วันที่ 30 เมษายน 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ทั้งนี้ สิทธิในการรับเงินปันผลยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากต้องได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น.
คณะกรรมการบริษัทมีมติเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ให้จ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดแก่ผู้ถือหุ้นสามัญในอัตราหุ้นละ 1.65 บาท จากมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท โดยเป็นเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ตามรายละเอียดดังกล่าว.