โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ลงคะแนนแบบเริ่ดเลยล่ะ ‘เอสโตเนีย’ เลือกตั้งออนไลน์ เทคโนโลยีมาพร้อมโปร่งใส

TODAY

อัพเดต 10 ก.พ. เวลา 08.52 น. • เผยแพร่ 10 ก.พ. เวลา 08.52 น. • TODAY

หลังการเลือกตั้งใหญ่ของประเทศไทยปี 2569 สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กับกระบวนการประชาธิปไตยคือ การตั้งคำถามของสังคมต่อการจัดการเลือกตั้ง โดยเฉพาะตอนนี้ข้อสงสัยขั้นตอนการนับคะแนน ความผิดพลาดเชิงเทคนิค ไปจนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการการจัดการเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านเคสขัดข้องในการนับผลเลือกตั้งในบางหน่วยที่มีผู้คนออกมาตั้งคำถามเวลานี้

ขณะที่หลายประเทศยังถกเถียงกันว่า “เทคโนโลยีควรเข้ามามีบทบาทในระบบเลือกตั้งมากแค่ไหน” ประเทศเล็กๆ ในยุโรปเหนืออย่าง “เอสโตเนีย” กลับเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศของโลกที่เลือกเดินหน้าอย่างจริงจัง ด้วยการพัฒนา ระบบเลือกตั้งออนไลน์ หรือ i-voting ที่ใช้งานจริงมาแล้วเกือบ 20 ปี และยังคงถูกจับตาในฐานะต้นแบบของประชาธิปไตยยุคดิจิทัล

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “เขาทำได้อย่างไร” แต่คือระบบนี้ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาอะไร และแตกต่างจากระบบดั้งเดิมอย่างไร TODAY Bizview จะมาเล่าให้ฟังผ่านบทความนี้

[ ระบบ i-voting ของเอสโตเนีย ใช้มานานลายสิบปีแล้ว ]

ระบบ i-voting ของเอสโตเนีย คือระบบการเลือกตั้งออนไลน์ระดับชาติที่เอสโตเนียเริ่มใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี ค.ศ. 2005 และทำให้ประเทศนี้กลายเป็นประเทศแรกของโลกที่นำ Internet Voting มาใช้จริงอย่างต่อเนื่องในกระบวนการประชาธิปไตย หัวใจสำคัญของระบบนี้ตั้งอยู่บนแนวคิด Digital State หรือรัฐดิจิทัล ที่มองว่าประชาชนควรสามารถติดต่อและทำธุรกรรมกับภาครัฐได้เกือบทั้งหมดผ่านระบบออนไลน์ ตั้งแต่การยื่นภาษี การเข้าถึงบริการสาธารณสุข

ไปจนถึงการใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถลงคะแนนจากที่ใดก็ได้ทั่วโลก ผ่านการยืนยันตัวตนด้วย Digital ID Card ซึ่งเป็นบัตรประชาชนที่มีชิปอิเล็กทรอนิกส์ หรือผ่าน Mobile-ID บนโทรศัพท์มือถือ

ในด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ ระบบ i-voting ของเอสโตเนียถูกออกแบบให้มีการยืนยันตัวตนหลายชั้น ผู้ใช้สิทธิจะต้องใช้ Digital ID ควบคู่กับรหัส PIN ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่ลงคะแนนคือเจ้าของสิทธิจริง และลดความเสี่ยงจากการสวมรอยหรือปลอมแปลงตัวตน

[ เปลี่ยนใจในการเลือกตั้งได้หลายครั้ง แต่ระบบจะนับคะแนนครั้งสุดท้ายเป็นหลัก ช่วยป้องกันการโดนบังคับให้เลือกด้วย ]

ขณะเดียวกัน คะแนนเสียงจะถูกปกปิดด้วยการเข้ารหัส (Encryption) และแยกออกจากข้อมูลส่วนบุคคลด้วยลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) ส่งผลให้ระบบสามารถยืนยันได้ว่า “มีใครมาลงคะแนนจริง”แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่า “ใครลงคะแนนให้ใคร” ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการเลือกตั้งแบบลับ

จุดเด่นที่สุดของระบบ i-voting คือการออกแบบเพื่อป้องกันการบังคับหรือครอบงำการลงคะแนน ผู้มีสิทธิสามารถเปลี่ยนคะแนนเสียงของตนเองได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งในช่วงการลงคะแนนล่วงหน้า โดยระบบจะนับเฉพาะคะแนนครั้งล่าสุดและลบคะแนนก่อนหน้าออกทั้งหมด แนวคิดนี้ช่วยลดความเสี่ยงในกรณีที่ผู้ใช้สิทธิอาจถูกกดดันให้ลงคะแนนต่อหน้าผู้อื่น และเปิดโอกาสให้กลับไปลงคะแนนใหม่ในพื้นที่ที่เป็นส่วนตัวและปลอดภัยกว่า

นอกจากนี้ หากผู้มีสิทธิที่ไม่ต้องการลงคะแนนเสียงแบบออนไลน์ ก็มีการจัดการลงคะแนนแบบไปใช้สิทธิที่คูหาได้เช่นกัน โดยการเดินทางไปลงคะแนนด้วยบัตรกระดาษที่คูหาเลือกตั้งในวันจริง คะแนนออนไลน์ทั้งหมดที่เคยลงไว้ก่อนหน้านั้นจะถูกยกเลิกทันที เพื่อยืนยันว่า “เจตจำนงสุดท้ายที่เกิดขึ้นในคูหาเลือกตั้ง” จะเป็นเสียงที่ถูกนำมานับอย่างเป็นทางการ

หรืออธิบายง่ายๆ ว่าไม่ว่าจะเลือกในระบบแบบออนไลน์หรือคูหาเปลี่ยนใจได้หลายรอบจริง แต่รอบสุดท้ายก่อนปิดเวลาเลือกตั้งจะเป็นเสียงที่ถูกนับ

ในเชิงประสิทธิภาพ ระบบ i-voting แสดงผลลัพธ์ที่ชัดเจนจากการใช้งานจริง ในการเลือกตั้งปี ค.ศ. 2019 มีผู้มีสิทธิถึงร้อยละ 43.74 ที่เลือกลงคะแนนผ่านระบบออนไลน์ล่วงหน้า หรือคิดเป็น 247,232 คน จากผู้ใช้สิทธิทั้งหมด 565,028 คน เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งก่อนถึงร้อยละ 40 หลังจากใช้ระบบ i-voting ต่อเนื่องมากกว่า 10 ครั้ง

รัฐบาลเอสโตเนียประเมินว่าสามารถลดภาระการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้กว่า 11,000 วัน ลดต้นทุนการจัดการเลือกตั้งลงมากกว่าครึ่ง และยังผ่านการตรวจสอบจากผู้สังเกตการณ์นานาชาติกว่า 40 ประเทศ

เมื่อเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างกับประเทศไทย ความแตกต่างสำคัญระหว่างระบบของเอสโตเนียและไทยอยู่ที่ระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แนวคิดต่อเจตจำนงของผู้เลือกตั้ง และระดับความเชื่อมั่นระหว่างรัฐกับประชาชน เอสโตเนียมี Digital ID ที่เชื่อมโยงกับบริการรัฐเกือบทั้งหมด ขณะที่ไทยยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและมีหลายระบบที่ยังไม่เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์

ที่สำคัญที่สุดคือ i-voting ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเทคโนโลยีพร้อม แต่เกิดจากการลงทุนระยะยาวของรัฐในการสร้างความไว้วางใจด้านข้อมูล ความปลอดภัย และความโปร่งใส จนประชาชนยอมมอบความเชื่อมั่นให้กับระบบดิจิทัลในระดับประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของเอสโตเนียก็เกิดขึ้นภายใต้บริบทเฉพาะของประเทศที่มีประชากรราว 1.36–1.37 ล้านคนเท่านั้น จำนวนนี้ก็เอื้อต่อการออกแบบ ทดลอง และควบคุมระบบดิจิทัลขนาดใหญ่ได้ง่ายกว่าในเชิงโครงสร้าง

เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทยซึ่งมีประชากรกว่า 70 ล้านคน การนำแนวคิดการเลือกตั้งออนไลน์มาใช้ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยการศึกษาอย่างรอบด้าน การวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ และการทรานส์ฟอร์มเชิงสถาบันอย่างละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะในมิติของความปลอดภัย ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นของประชาชน มากกว่าการเร่งนำเทคโนโลยีมาใช้เพียงเพราะเห็นว่าประเทศอื่นทำสำเร็จแล้ว

  • https://e-estonia.com/i-voting-the-future-of-elections/
    [    * https://e\-estonia.com/solutions/e\-governance/i\-voting/ ,     * https://e\-estonia.com/estonias\-i\-voting\-more\-popular\-more\-secure/ ,     * https://e\-estonia.com/solutions/e\-governance/e\-democracy/ ]
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...