โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เงินโถมเป้า SET 1,500 จุด คลังชูจีดีพี 1.8% ลุย TISA

ทันหุ้น

อัพเดต 10 ก.พ. เวลา 15.25 น. • เผยแพร่ 10 ก.พ. เวลา 19.30 น.

#SET #ทันหุ้น – “เอกนิติ” ดัน TISA หนุนออมเกษียณ–ตลาดทุน คาดจีดีพี Q4/2568 โตเกิน 1.8% เร่งเบิกจ่ายรัฐพยุงเศรษฐกิจช่วงรอยต่อรัฐบาล ด้านบล.ทิสโก้ หวังเสถียรภาพการเมืองดันจีดีพีโต 4% ประเมิน SET ปีนี้แตะ 1,500 จุด หุ้นใหญ่รับประโยชน์จากเม็ดเงินกองทุนต่างชาติไหลเข้า ด้าน KKP เชื่อ 1,450 จุด ภายใน 1 เดือน

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชื่อว่า รัฐบาลชุดใหม่ ยังจะสนับสนุนโครงการ TISA หรือ โครงการการออมส่วนบุคคล แต่อาจจะมีการปรับปรุงรายละเอียดและต้องอธิบายในเรื่องนี้ให้มีความชัดเจนมาก ซึ่งโครงการนี้จะช่วยในเรื่องตลาดทุนและทำให้คนไทยมีเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณมากขึ้น โดยหลังจากจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว จะเร่งเดินหน้าเรื่องดังกล่าวทันที

สำหรับจีดีพีในไตรมาส 4/2568 ที่สภาพัฒน์เตรียมที่จะประกาศในวันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์นี้ น่าจะสูงกว่า 1.8% ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าคาดการณ์เดิมที่เคยคาดการณ์ว่าจีดีพีในไตรมาส 4/2568 จะขยายตัวเพียง 0.3% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

สำหรับการผลักดันเศรษฐกิจในช่วงที่รัฐบาลยังไม่สามารถออกนโยบายใหม่ได้ จะเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ รวมถึงผลักดันเม็ดเงินลงทุนที่ผ่านBOI ที่มีเม็ดเงินจาก 80 โครงการ มูลค่า 4.8 แสนล้านบาท ที่พร้อมจะลงทุนในประเทศไทย รวมถึงการช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ และโครงการเอสเอ็มอีเครดิตบูท ซึ่งจะเข้าไปช่วยเติมทุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั้ง 2 โครงการนี้ ได้แจ้งไปทางธนาคารแห่งประเทศไทยว่าให้เร่งดำเนินการเรื่องดังกล่าว

@ต่างชาติเข้าหุ้นใหญ่

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด หรือ TISCO เปิดเผยว่า จากผลการเลือกตั้งชัยชนะอย่างถล่มทลายของ“พรรคภูมิใจไทย” มีความหวังว่า จะเกิดเสถียรภาพทางการเมืองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และรัฐบาลใหม่จะสามารถจัดตั้งได้อย่างรวดเร็ว มั่นคง และมีศักยภาพเพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่ต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปีในช่วงถัดไป แทนการเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มองดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปีนี้

กลุ่มหุ้นที่จะนำตลาด คือ หุ้นกลุ่ม Large Cap หรือหุ้นตัวใหญ่ ที่จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับประโยชน์ เพราะมีราคา (Valuation) และค่า P/E ที่ยังไม่แพงหากเทียบกับภูมิภาค (หากไม่รวมหุ้น Delta) และจะเป็นกลุ่มแรกที่เม็ดเงินจากกองทุนต่างชาติไหลเข้า โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือนโยบายเศรษฐกิจจะต้องเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที

ซึ่งนักลงทุนต้องการเห็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมต่ำ ลงทุนต่ำ และผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงนโยบายที่ช่วยยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่

ขณะเดียวกันรัฐบาลใหม่ควรเร่งผลักดันการสร้าง เครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์ครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

@ตลาดทุนเคลื่อนเศรษฐกิจ

ที่สำคัญที่สุด คือ นโยบายที่ใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยถือเป็นโจทย์เร่งด่วน โดยหนึ่งในแนวทางที่ตอบโจทย์ คือโครงการ TISA เพราะเป็นการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวรสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งการลงทุนโดยตรงในหุ้นรายตัว และการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวม โดย TISCO ได้มีการเสนอหลักเกณฑ์ที่แตกต่างจากกองทุนลดหย่อนภาษีในปัจจุบัน ดังนี้

1.เสนอให้มีวงเงิน 500,000 บาทต่อปี โดยต้องแยกออกจากวงเงินเดิมทั้ง RMF,SSF และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่มีเพดานรวม 500,000 บาทอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและสร้างเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบอย่างแท้จริง

2.มีมาตรการกระตุ้นระยะสั้น ในช่วง 2 ปีแรก เสนอให้เพิ่มวงเงินอีกปีละ300,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจสูงสุดให้นักลงทุนที่มีกำลังซื้อรีบเข้ามาประคองตลาดในระยะแรก

3.ระยะเวลาถือครองที่ยืดหยุ่น กำหนดให้ถือครองเพียง 5 ปี คล้าย LTF ในอดีต แทนการบังคับให้ถือจนถึงอายุ 55 ปีเหมือนข้อเสนอบางรูปแบบ ซึ่งจะช่วยจูงใจคนรุ่นใหม่และวัยทำงานได้มากกว่า

4.ลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน ถ้าลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET ESG หรือลงทุนในกองทุนรวมประเภท Thai ESG

5.ลดหย่อนภาษีได้ 80% ถ้าลงทุนในหุ้น หรือกองทุนที่ไม่ใช่ ESG

อย่างไรก็ดีรัฐบาลไม่ควรมองข้าม ผลของ Wealth Effect จากตลาดหุ้น ซึ่งสามารถสร้าง“แรงส่งทางเศรษฐกิจ” ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการที่จะทำให้ตลาดหุ้นเติบโตจะช่วยสร้างความมั่งคั่งให้กับคน 3 ล้านคนที่ลงทุนอยู่

ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยทันที คาดว่าทุกความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น 1.2 ล้านล้านบาท จะกระตุ้นการบริโภคได้ถึง 60,000 ล้านบาท โดยที่รัฐบาลไม่ต้องใช้งบประมาณเอง

@ แตะ 1,450 จุด ใน 1 เดือน

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์ “Blue Wave” ที่เหนือความคาดหมาย ซึ่งจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองไทย คาดเห็นดัชนีทดสอบระดับ 1,450 จุดได้ไม่ยากภายใน 1 เดือนนี้ โดยมีกลุ่มก่อสร้าง, พลังงาน, ค้าปลีก และการเงิน เป็นกลุ่มนำตลาด เสถียรภาพทางการเมืองจะช่วยดึงดูดเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น หนุนให้ค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าขึ้น แต่ในระยะยาวต้องรอดูการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน แต่การจะรักษาโมเมนตัมขาขึ้นไปให้ไกลกว่า 1,450 จุด รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงนโยบายกระตุ้นการเติบโตที่ชัดเจนและทำได้จริง

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...