ล้มราชวงศ์เมื่อ 17 ปีก่อน ทำไมวันนี้เนปาลเรียกหากษัตริย์ ประชาธิปไตยพลาดตรงไหน?
“เอากษัตริย์คืนมา” (Bring Back the King) เสียงโห่ร้องนี้ดังขึ้นอีกครั้งที่สนามบินตรีภูวันในกรุงกาฐมาณฑุ ขณะอดีตกษัตริย์ชญาเนนทระ ชาห์ เดินทางกลับเมืองหลวงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 5 มีนาคม 2026 ผู้สนับสนุนหลายพันคนรวมตัวกันภายใต้ธงชาติและธงสีส้ม เรียกร้องให้ฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์ และให้เนปาลกลับไปเป็นรัฐฮินดูอีกครั้ง
ภาพนี้อาจดูขัดแย้งสำหรับประเทศที่ยกเลิกราชาธิปไตยไปตั้งแต่ปี 2008 และประกาศตัวเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตย เกิดอะไรขึ้นกับเนปาล ทำไมประชาชนบางส่วนจึงโหยหาจะกลับไปสู่ระบอบเดิม
TODAY Explainer พาไปทำความเข้าใจระบบการเมืองเนปาล สรุปจบในโพสต์เดียว
1) เรื่องราวของเนปาลเริ่มต้นในปี 1768 เมื่อพระเจ้าปฤถวีนารายันชาห์รวบรวมรัฐเล็กๆ บนเทือกเขาหิมาลัยเข้าด้วยกัน ก่อกำเนิดราชวงศ์ศาหะ และวางรากฐานให้ประเทศเป็น ‘ราชอาณาจักรฮินดู’
2) นับแต่นั้น เนปาลอยู่ภายใต้ระบอบกษัตริย์ยาวนานกว่า 2 ศตวรรษ สถาบันไม่ได้เป็นเพียงประมุขของรัฐ แต่เป็นศูนย์กลางของศาสนา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของชาติ
3) แต่กลางศตวรรษที่ 19 อำนาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่กษัตริย์อีกต่อไป ปี 1846 เกิดเหตุการณ์ที่รู้จักกันในชื่อ Kot Massacreเมื่อขุนนางและผู้นำทหารจำนวนมากถูกสังหารภายในราชสำนักท่ามกลางความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจ
4) จุง บาฮาดูร์ รานา หนึ่งในผู้นำกองทัพ ใช้จังหวะนี้กำจัดคู่แข่งและรวบอำนาจ สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และทำให้ตำแหน่งนี้สืบทอดในสายตระกูล ‘รานา’ ยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ
5) ส่วนราชวงศ์ศาหะยังคงเป็นกษัตริย์ แต่แทบไม่มีอำนาจบริหารจริง ระบอบรานาปกครองประเทศแบบเผด็จการครอบครัว ปิดกั้นพรรคการเมือง จำกัดเสรีภาพ และแยกประเทศออกจากโลกภายนอก
6) กระทั่งปี 1950–1951 ขบวนการประชาชนลุกฮือ โค่นล้มอำนาจรานา และเปิดทางให้เนปาลทดลองประชาธิปไตยแบบรัฐสภาภายใต้พระมหากษัตริย์เป็นครั้งแรก
7) แต่การทดลองนั้นอยู่ได้ไม่นาน ปี 1960–1961 กษัตริย์มเหนทระก่อการยึดอำนาจ และจัดตั้งระบบ ‘ปัญจายัต’ ที่ห้ามพรรคการเมือง ทำให้อำนาจบริหารถูกรวมศูนย์ไว้ที่ราชสำนักอีกครั้ง
8) ระบบ ‘ปัญจายัต’ ดำเนินอยู่นานเกือบ 30 ปี การเมืองไร้พรรคทำให้ประชาชนไม่มีช่องทางเลือกหรือถ่วงดุลอำนาจ พรรคฝ่ายค้านถูกสั่งห้าม นักเคลื่อนไหวถูกจับกุม ความไม่พอใจจึงค่อยๆ สะสมใต้ผิวสังคม
9) ปี 1990 ความอัดอั้นนั้นปะทุออกมาเป็น ‘ปฏิวัติประชาชนครั้งที่ 1’ การประท้วงทั่วประเทศบีบให้กษัตริย์วิเรนทระยอมคืนระบบหลายพรรค เนปาลจึงเปลี่ยนผ่านสู่ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ อำนาจของสถาบันถูกจำกัดลง แต่ยังคงดำรงอยู่ในฐานะประมุขของรัฐ
10) แต่ถึงประชาธิปไตยจะกลับมา ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความไม่พอใจต่อชนชั้นนำกลับไม่ได้หายไป ความหวังที่ประชาชนฝากไว้กับระบบใหม่จึงค่อยๆ สั่นคลอน
11) บรรยากาศที่ความเชื่อมั่นต่อการเมืองแบบรัฐสภายังไม่มั่นคง ทำให้แนวคิดที่วิพากษ์ทั้งราชาธิปไตยและชนชั้นนำเดิมเริ่มได้รับพื้นที่มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่รู้สึกว่าตนเองถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
12) กระแสดังกล่าวนำไปสู่การขยายตัวของขบวนการเหมาอิสต์ และในปี 1996 พวกเขาเปิดฉากสงครามกลางเมือง เรียกร้องให้ยกเลิกราชาธิปไตยและสถาปนาสาธารณรัฐ ความขัดแย้งยืดเยื้อราว 10 ปี คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก และกัดกร่อนความเชื่อมั่นต่อทั้งสถาบันกษัตริย์และระบบการเมืองโดยรวม
13) ขณะสงครามกลางเมืองยังดำเนินอยู่ เหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนประเทศที่สุดก็เกิดขึ้นในคืนวันที่ 1 มิถุนายน 2001 เมื่อเกิดเหตุสังหารหมู่ภายในพระราชวังนารายัณหิติ
14) มกุฎราชกุมารดีเปนทระถูกทางการระบุว่าเป็นผู้ยิงพระราชบิดา กษัตริย์วิเรนทระ พระราชมารดา และสมาชิกราชวงศ์รวมหลายพระองค์ ก่อนจะยิงพระองค์เอง แต่ยังไม่สิ้นพระชนม์ ทำให้พระองค์ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ ทั้งที่อยู่ในอาการโคม่า
15) เพียงสามวันต่อมา มกุฎราชกุมารดีเปนทระสวรรคต ส่งผลให้เจ้าชายชญาเนนทระ พระอนุชาของกษัตริย์วิเรนทระ ขึ้นครองราชย์แทน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เนปาลมีพระมหากษัตริย์ถึง 3 พระองค์ภายในช่วงเวลาไม่กี่วัน และสร้างความสับสนไปทั่วประเทศ
16) แม้หลังเกิดเหตุ จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน แต่คำอธิบายอย่างเป็นทางการไม่สามารถคลี่คลายข้อสงสัยในสังคมได้ทั้งหมด ความไม่ไว้วางใจต่อราชสำนักเริ่มแพร่กระจาย
17) ปี 2005 ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบ กษัตริย์ชญาเนนทระประกาศยุบสภาและรวบอำนาจบริหารกลับคืนสู่พระองค์โดยตรง การตัดสินใจนี้จุดชนวนการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศ
18) ปี 2006 ‘ปฏิวัติประชาชนครั้งที่ 2’ ปะทุขึ้น พรรคฝ่ายค้าน กลุ่มนิยมสาธารณรัฐ และประชาชนจำนวนมากรวมตัวกันกดดันราชสำนัก จนกษัตริย์ต้องคืนอำนาจให้รัฐสภา และเปิดทางสู่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่
19) วันที่ 28 พฤษภาคม 2008 สภาร่างรัฐธรรมนูญลงมติยกเลิกระบอบกษัตริย์ เนปาลเปลี่ยนสถานะจากราชอาณาจักรฮินดู มาเป็น ‘สหพันธรัฐสาธารณรัฐประชาธิปไตย’ ราชวงศ์ศาหะที่ปกครองประเทศมากว่า 240 ปีสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ
20) หลังปี 2008 เนปาลเข้าสู่ยุคสาธารณรัฐเต็มตัว กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กินเวลาหลายปี ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างพรรคสายคองเกรสและพรรคสายคอมมิวนิสต์
21) ปี 2015 เนปาลประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างเป็นทางการ กำหนดโครงสร้างประเทศเป็น ‘สหพันธรัฐ’ แบ่งอำนาจสู่ระดับภูมิภาค และยืนยันสถานะรัฐฆราวาสแทนรัฐฮินดู
22) แม้โครงสร้างใหม่จะถูกออกแบบเพื่อกระจายอำนาจและสร้างความสมดุล แต่การเมืองกลับยังไม่เสถียร รัฐบาลเปลี่ยนผ่านหลายชุด นายกรัฐมนตรีสลับตำแหน่งบ่อยครั้ง ทำให้การบริหารประเทศขาดความต่อเนื่อง
23) ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจยังเปราะบาง แรงงานเนปาลจำนวนมากต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศ รายได้จากแรงงานในต่างแดนกลายเป็นสัดส่วนสำคัญของ GDP ประเทศ
24) เนปาลยังต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งภัยธรรมชาติ วิกฤติพลังงาน และการแข่งขันอิทธิพลระหว่างอินเดียกับจีน ซึ่งซ้อนทับกับความเปราะบางทางการเมืองภายใน
25) สำหรับประชาชนบางส่วน ความผิดหวังไม่ได้เกิดจากหลักการประชาธิปไตยเอง แต่เกิดจากความรู้สึกว่า “ระบบใหม่ยังไม่สามารถสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้” อย่างที่เคยคาดหวัง
26) ในบริบทที่การเมืองไร้เสถียรภาพ ทำให้พรรค Rastriya Prajatantra Party (RPP) และเครือข่ายผู้สนับสนุนเริ่มผลักดันข้อเสนอ ‘รัฐฮินดู’ และ ‘ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ’ อย่างเปิดเผยมากขึ้น
27) จนก่อนการเลือกตั้ง 5 มีนาคม 2026 แนวคิดดังกล่าวได้กลับมาอยู่กลางสนามการเมือง ทั้งบนเวทีหาเสียงและในการชุมนุมสาธารณะ กลายเป็นว่า 17 ปีหลังการล้มราชวงศ์ ชื่อของกษัตริย์กลับถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นในการแข่งขันทางการเมืองอีกครั้ง
28) เสียงเรียกร้อง “เอากษัตริย์คืนมา” ที่ดังขึ้น จึงอาจไม่ใช่การย้อนกลับไปหาอดีต แต่คือคำถามตรงไปตรงมาต่อประชาธิปไตยของเนปาลในวันนี้