โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อิหร่านปรับยุทธศาสตร์ทหารสู่เชิงรุก เดินหน้าสู้แรงกดดันสหรัฐฯ-อิสราเอล

SpringNews

อัพเดต 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา

อิหร่านดูเหมือนจะมีความมุ่งมั่นที่จะล้างแค้นให้กับการสังหาร “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุด และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ของอิหร่าน หลังเผชิญการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ทำให้กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศกร้าวว่าจะแก้แค้น และเปิดฉากตอบโต้ในสิ่งที่เรียกว่าเป็นปฏิบัติการรุกรานที่หนักหน่วงที่สุดในประวัติศาสตร์ของกองทัพแห่งสาธารณรัฐอิสลามต่ออิสราเอลและฐานทัพของสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย นับตั้งแต่วันจันทร์เป็นต้นมา

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อิหร่านมุ่งเป้าโจมตีอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคอ่าว เพื่อเป็นการตอบโต้ ในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ระหว่างสงคราม 12 วันของอิหร่านกับอิสราเอล เตหะรานยิงขีปนาวุธนำวิถีจำนวนมากมุ่งเป้าไปที่อิสราเอลและฐานทัพอากาศ อัล อูเดด (Al Udeid) ในกาตาร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองกำลังสหรัฐฯ โดยขีปนาวุธส่วนใหญ่ถูกสกัดกั้นและทำลายได้ ขณะเดียวกันการโจมตีดังกล่าวมีการแจ้งเตือนล่วงหน้า จึงถูกมองว่าเป็นเพียงการตอบโต้เพื่อรักษาหน้ามากกว่า

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคง กล่าวว่า อิหร่านได้ปรับปรุงยุทธศาสตร์ทางทหารให้มีความก้าวร้าวมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การอยู่รอดของสาธารณรัฐอิสลาม

โครงสร้างทางทหารของอิหร่านเป็นอย่างไร?

ก่อนอื่นทำความเข้าใจโครงสร้างทางทหารของอิหร่านกันก่อน อำนาจทางทหารของอิหร่านมักถูกอธิบายว่ามีความคลุมเครือและซับซ้อน เนื่องจากประเทศนี้ดำเนินการผ่านกองทัพคู่ขนาน มีหน่วยข่าวกรองหลายหน่วย และมีโครงสร้างการบังคับบัญชาที่ซ้อนทับกันหลายชั้น ซึ่งทั้งหมดขึ้นตรงต่อผู้นำสูงสุด ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังติดอาวุธทั้งหมด

กองทัพคู่ขนานประกอบด้วย “อาร์เทช” (Artesh) หรือกองทัพประจำการของอิหร่าน รับผิดชอบด้านการป้องกันดินแดน น่านฟ้า และการทำสงครามแบบดั้งเดิม และ IRGC ซึ่งมีบทบาทเกินกว่าการป้องกันประเทศ และรวมไปถึงการปกป้องโครงสร้างทางการเมืองของอิหร่านด้วย

IRGC ยังควบคุมน่านฟ้าและคลังอาวุธโดรนของอิหร่าน ซึ่งได้กลายเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์การป้องปรามของอิหร่านต่อการโจมตีจากอิสราเอลและสหรัฐฯ

นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงบอกเปิดเผยกับสำนักข่าวอัลจาซีราว่า โครงสร้างทางทหารที่ซับซ้อนเช่นนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่อิหร่านจงใจสร้างขึ้นเพื่อปกป้องประเทศจากทั้งภัยคุกคามภายนอกและภายใน เช่น การรัฐประหาร

ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารและอดีตเจ้าหน้าที่ทหารรายหนึ่งที่ขอไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่า ยุทธศาสตร์ทางทหารของอิหร่านมีที่มาจากโครงสร้างทางการเมือง เป้าหมายทางการเมืองของอิหร่านคือการปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของตนเอง และหยุดยั้งการแทรกแซงจากต่างชาติที่มุ่งเป้าจะล้มล้างระบบการปกครองของพวกเขา

อิหร่านตอบโต้การโจมตีอย่างไร?

หลังเผชิญการโจมตีที่ประสานงานกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลถล่มอิหร่าน เมื่อวันเสาร์ เตหะรานล้างแค้นอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียด้วยการใช้โดรนพลีชีพตระกูลชาเฮด (Shahed) อากาศยานรบไร้คนขับ (UCAVs) ของอิหร่านจำนวนหลายพันลำและขีปนาวุธนำวิถีความเร็วสูงหลายพันลูก

แม้ว่าอิสราเอล สหรัฐฯ และประเทศในอ่าวเปอร์เซียจะสกัดกั้นขีปนาวุธเหล่านี้ได้เป็นส่วนใหญ่ แต่บางส่วนก็ได้โจมตีถูกทรัพย์สินทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน นอกจากนี้ เศษซากจากการสกัดกั้นยังตกลงในพื้นที่พลเรือนบางแห่งด้วย

ยุทธศาสตร์ของอิหร่านในที่นี้คืออะไร?

“จอห์น ฟิลลิปส์” (John Phillips) ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัย ความมั่นคง และความเสี่ยง ชาวอังกฤษ และอดีตหัวหน้าครูฝึกทหาร เปิดเผยกับอัลจาซีรา ว่า ยุทธศาสตร์ทางทหารในปัจจุบันของอิหร่านคือการเอาตัวรอดจากแรงกดดันอย่างหนักของอิสราเอลและสหรัฐฯ การสร้างขีดความสามารถหลักขึ้นมาใหม่ และการฟื้นฟูการป้องปรามด้วยการยกระดับความขัดแย้งแบบอสมมาตร (Asymmetric Escalation) ที่มีการคำนวณมาอย่างดี ผ่านขีปนาวุธ โดรนและกองกำลังตัวแทน

ยุทธศาสตร์ทางทหารประการแรกมุ่งเน้นไปที่ความทนทานแบบอสมมาตร (Asymmetric Endurance) ซึ่งเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับเมืองขีปนาวุธ (โครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันที่อิหร่านใช้เพื่อปกป้องขีปนาวุธนำวิถีและขีปนาวุธร่อนจากการโจมตีทางอากาศ) การกระจายโครงสร้างการบังคับบัญชา และการยอมรับความเสียหายในเบื้องต้น เพื่อรักษาขีดความสามารถในการโจมตีตอบโต้ครั้งที่ 2 แทนที่จะพยายามป้องกันการโจมตีทั้งหมด

การทำให้พื้นที่ภูมิภาคอิ่มตัวด้วยการโจมตีและการทำสงครามตัวแทนก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ โดยอิหร่านกำลังใช้การยิงขีปนาวุธนำวิถีจำนวนมหาศาลและโดรนพลีชีพ ควบคู่ไปกับปฏิบัติการของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนและกองกำลังพันธมิตรที่เหลืออยู่ทั่วตะวันออกกลาง เพื่อทำให้ทรัพยากรการป้องกันขีปนาวุธของอิสราเอลและสหรัฐฯ ให้ตึงตัว และสร้างภาระความเสียหายไปทั่วทั้งภูมิภาค

“ฟิลลิปส์” เสริมว่า อิหร่านยังปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ทางทหารเพื่อยกระดับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลกจากสงคราม และเพื่อกดดันรัฐบาลชาติตะวันตกและประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซีย

ราว 20% – 30% ของปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลกถูกส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ความไม่มั่นคงในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญนี้อาจทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจทั่วโลกสั่นคลอน และข้อมูลการเดินเรือจากวันอาทิตย์แสดงให้เห็นว่ามีเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 150 ลำ รวมถึง เรือน้ำมันดิบและเรือก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทิ้งสมอในน่านน้ำเปิดของอ่าวที่อยู่นอกช่องแคบแล้ว

ยุทธศาสตร์นี้แตกต่างจากเดือนมิถุนายนปีที่แล้วอย่างไร?

ในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว อิหร่านและอิสราเอล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ได้เผชิญหน้ากันในสงคราม 12 วัน

สงครามปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ปี 2025 เมื่ออิสราเอลเปิดการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน สังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์และผู้บัญชาการทหารคนสำคัญ

อิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธนำวิถีหลายร้อยลูกมุ่งเป้าไปที่เมืองต่างๆ ของอิสราเอล และในวันต่อๆ มาอิสราเอลและอิหร่านผลัดกันยิงขีปนาวุธใส่กัน ขณะที่ตัวเลขผู้บาดเจ็บล้มตายเพิ่มสูงขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย แม้ว่าความสูญเสียในอิหร่านจะสูงมาก แต่ในอิสราเอลมีจำนวนเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม มีขีปนาวุธบางลูกที่สามารถทะลุผ่านระบบ “Iron Dome” ระบบป้องกันภัยทางอากาศอันเลื่องชื่อของอิสราเอลเข้าไปได้

สหรัฐฯ กระโดดเข้าร่วมในการปะทะทางทหาร เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ด้วยการโจมตีด้วยระเบิดทำลายบังเกอร์ ต่อโรงงานนิวเคลียร์ในเมืองนาทานซ์ (Natanz) ฟอร์โดว์ (Fordow) และอิสฟาฮาน (Isfahan) ของอิหร่าน หลังจากนั้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ อออกมาอ้างว่า ศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านถูกทำลายลงแล้ว

ในที่สุด สหรัฐฯ ก็เป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้เกิดการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบาง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพอากาศอัล อูเดดในกาตาร์ ฐานทัพอากาศที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

“ฟิลลิปส์” กล่าวว่า นับตั้งแต่นั้นมา เตหะรานได้เปลี่ยนหลักการทางทหารจากยุทธศาสตร์การสกัดกั้นเชิงป้องกันเป็นหลักไปสู่ยุทธศาสตร์การรุกแบบอสมมาตรอย่างชัดเจน โดยระบุว่า สงครามในเดือนมิถุนายน 2025 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากการเผชิญหน้าที่อาศัยตัวแทนเป็นหลักไปสู่การแลกเปลี่ยนการโจมตีโดยตรงที่มีความรุนแรงสูงระหว่างอิหร่านและอิสราเอล โดยมีสหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายน 2025 ปัจจุบัน อิหร่าน ดูเหมือนจะมีความก้าวร้าวเชิงโครงสร้างมากขึ้นในด้านหลักนิยม โดยยอมรับอย่างเป็นทางการถึงการใช้ขีปนาวุธระดับภูมิภาค โดรน การโจมตีทางไซเบอร์ และการบีบบังคับด้านพลังงาน (การมุ่งเป้าโจมตีหรือตัดขาดทรัพยากรพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน) ที่รวดเร็วและกว้างขวางยิ่งขึ้น แต่ในทางปฏิบัติอิหร่านยังคงถูกจำกัดด้วยความเสียหายจากการสู้รบ มาตรการคว่ำบาตร และความไม่มั่นคงภายใน

“ฟิลลิปส์” ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า อิหร่านกลายเป็นประเทศที่ยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้นและมีลักษณะที่ชอบยกระดับความขัดแย้งมากขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว แต่ขีดความสามารถที่เสื่อมถอยลงและความกลัวที่จะจุดชนวนให้เกิดการรณรงค์ที่จะนำไปสู่การสิ้นสุดของระบอบการปกครองอย่างสิ้นเชิง ทำให้เตหะรานถูกผลักไปสู่การระเบิดความก้าวร้าวเป็นระลอกๆ ที่มีการคำนวณมาแล้ว มากกว่าการทำสงครามที่มีความรุนแรงสูงอย่างถาวร พร้อมเสริมว่า การตอบโต้ของอิหร่านในตอนนี้น่าจะคล้ายคลึงกับช่วงหลังการสังหาร “คาเซ็ม สุเลมานี” (Qassem Soleimani) นายพลระดับสูงของอิหร่าน

ในเดือนมกราคม 2020 หลังจากรัฐบาลทรัมป์สังหารพลตรีสุเลมานี ผู้บัญชาการทหารของ IRGC พร้อมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงคน อีก 6 คนในการโจมตีทางอากาศที่สนามบินนานาชาติแบกแดดในอิรัก อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธกว่า 10 ลูกใส่ฐานทัพ 2 แห่งในอิรัก ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองกำลังสหรัฐฯ แต่ไม่มีผู้เสียชีวิตในครั้งนั้น

“ฟิลลิปส์” เสริมว่า อิหร่านมีแนวโน้มที่จะหันไปใช้การโจมตีผ่านตัวแทนอย่างหนักหน่วง ในช่วงระยะเวลาของการไว้อาลัยเพื่อล้างแค้นให้กับการสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด และมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีการโจมตีด้วยขีปนาวุธข้ามทวีป ICBM ขนาดใหญ่อีกครั้งต่ออิสราเอล เพื่อพิสูจน์จุดยืนและเพื่อตอบโต้กลับ

ยุทธศาสตร์ทางทหารของอิหร่านในปัจจุบันได้ผลหรือไม่?

นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงกล่าวว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่ายุทธศาสตร์ที่ปรับปรุงใหม่นี้ได้ผลหรือไม่

อิหร่านมีกองทัพที่แข็งแกร่ง แต่ขณะนี้ยังไม่มีการสู้รบกันของทหารภาคพื้นดิน และยังเป็นสงครามทางอากาศ อิหร่านอยู่ในตำแหน่งที่เสียเปรียบในเรื่องการป้องกันทางอากาศเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และอิสราเอล แม้เตหะรานจะเพิ่มคลังขีปนาวุธทางอากาศของตัวเอง แต่มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าอิหร่านจะสามารถยืนหยัดได้หรือไม่

“ฟิลลิปส์” เปรียบเทียบอิหร่านกับสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บและกล่าวว่าในแง่ของการป้องปรามที่จำกัด ยุทธศาสตร์ทางทหารของเตหะรานได้ผลในระดับที่แสดงให้เห็นว่ายังสามารถเปิดการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนที่มีนัยสำคัญได้ภายหลังการโจมตีในปี 2025 นอกจากนี้ยังบีบให้อิสราเอลและสหรัฐฯ ต้องเข้าสู่การรณรงค์เชิงป้องกันและการรุกที่ยืดเยื้อและต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล แทนที่จะเป็นการปลดอาวุธแบบเบ็ดเสร็จในครั้งเดียว

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่านได้รับความเสียหายอย่างหนัก เศรษฐกิจยิ่งอ่อนแอลงอีก และการสูญเสีย “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” ในการโจมตีเตหะราน ทำให้ระบอบการปกครองเปราะบางและมีความตึงเครียดภายในมากขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่ายุทธศาสตร์ของอิหร่านไม่ได้ป้องกันความพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์ที่รุนแรงได้

อิหร่านจะยืนหยัดได้นานแค่ไหน?

ก่อนการโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐฯ ต่ออิหร่านจะเกิดขึ้นในวันเสาร์ เจ้าหน้าที่อิหร่านได้เตือนว่า การโจมตีใดๆ จากวอชิงตันหรือเทลอาวีฟต่ออิหร่านจะถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามในวงกว้าง ไม่ใช่ปฏิบัติการที่ถูกจำกัดวงไว้

ภายหลังการสังหาร “คาเมเนอี” ดูเหมือนจุดยืนนี้ของเจ้าหน้าที่อิหร่านยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

“โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ” (Mohammad Bagher Ghalibaf) ประธานรัฐสภาของอิหร่าน กล่าวในการแถลงผ่านโทรทัศน์ โดยอ้างถึงสหรัฐฯ และอิสราเอล ว่า พวกคุณได้ก้าวข้ามเส้นตายของเราแล้ว และต้องชดใช้ เราจะส่งมอบการโจมตีที่ทำลายล้างเสียจนพวกคุณเองนั่นแหละที่จะต้องถูกบีบให้มาอ้อนวอนขอชีวิต

ขณะที่อิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอลได้แลกเปลี่ยนการโจมตีทางอากาศ ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าความขัดแย้งจะดำเนินต่อไปอีกนานเท่าใด

“ฟิลลิปส์” กล่าวว่าในทางทหาร อิหร่านน่าจะสามารถรักษาปฏิบัติการขีปนาวุธ โดรน ตัวแทน และไซเบอร์ เป็นระยะๆ ได้นานหลายปี เพราะระบบเหล่านี้มีราคาค่อนข้างถูก สามารถผลิตและใช้งานได้จากฐานปฏิบัติการที่กระจายตัวและแข็งแกร่ง แม้จะอยู่ภายใต้การคว่ำบาตรก็ตาม

"อย่างไรก็ตาม ในทางการเมืองและเศรษฐกิจ ความขัดแย้งที่มีความเข้มข้นรุนแรงสูงและยืดเยื้อ ซึ่งเชื้อเชิญให้เกิดการโจมตีขนาดใหญ่ซ้ำๆ จากสหรัฐฯ และอิสราเอลนั้นเสี่ยงต่อการหดตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ความไม่สงบภายใน และกัดกร่อนความชอบธรรมของระบอบการปกครองยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นเตหะรานจึงมีแรงจูงใจสูงที่จะสลับไปมาระหว่างการยกระดับความรุนแรงและการหยุดพักชั่วคราว มากกว่าที่จะทำสงครามเต็มรูปแบบอย่างต่อเนื่อง

สหรัฐฯ และอิสราเอลจะอดทนได้นานแค่ไหน?

ประธานาธิบดีทรัมป์เตือนอิหร่านประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ เตือนอิหร่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ให้ตอบโต้ และขู่ว่าสหรัฐฯ สามารถโจมตีอิหร่านด้วยพละกำลังที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน หากมีการแก้แค้นเกิดขึ้น แต่ “ทรัมป์” ยังส่งสัญญาณที่คลุมเครือเกี่ยวกับระยะเวลาที่สงครามอาจดำเนินต่อไป

สหรัฐฯ เสริมกำลังทางทหารจำนวนมหาศาลในภูมิภาคตะวันออกกลาง นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นกับอิหร่าน

รายงานของนักวิเคราะห์ข่าวกรองจากแหล่งเปิดและข้อมูลการติดตามเที่ยวบินทางทหาร ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ระบุว่า ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ จะส่งอากาศยานมากกว่า 120 ลำมาประจำการในภูมิภาคนี้ ถือเป็นการเพิ่มกำลังทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางนับตั้งแต่สงครามอิรักปี 2003

การส่งกำลังทหารประจำการที่มีรายงาน รวมถึง เครื่องบินระบบเตือนภัยล่วงหน้าและควบคุมทางอากาศ E-3 Sentry (AWACS) เครื่องบินขับไล่โจมตีล่องหน F-35 และเครื่องบินขับไล่ครองความเหนือกว่าทางอากาศ F-22 ควบคู่กับ F-15 และ F-16 ข้อมูลการติดตามเที่ยวบินแสดงให้เห็นว่ามีหลายลำที่ออกเดินทางจากฐานทัพในสหรัฐฯ และยุโรป โดยได้รับการสนับสนุนจากเครื่องบินลำเลียงและเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ ซึ่งเป็นสัญญาณของการวางแผนปฏิบัติการที่ต่อเนื่องมากกว่าจะเป็นการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกำลังตามปกติ

แต่หลังจากโจมตีอิหร่านแล้ว “ทรัมป์” ก็ยังไม่ชัดเจนว่าความขัดแย้งจะดำเนินไปนานแค่ไหน

“ทรัมป์” เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคมว่า สงครามอาจดำเนินต่อไปนาน 4-5 สัปดาห์ และบอกกับสำนักข่าวเอบีซี (ABC News) ว่าหลังการสังหารคาเมเนอี สหรัฐฯ ไม่ได้คิดที่จะมุ่งเป้าสังหารใครอีก และยังบอกกับนิตยสารดิ แอตแลนติก (The Atlantic) ว่าผู้นำคนใหม่ของอิหร่านตกลงที่จะพูดคุยกับตนเอง ซึ่งส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการยุติความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่

“คริสโตเฟอร์ เฟเธอร์สโตน” (Christopher Featherstone) อาจารย์พิเศษประจำภาควิชาการเมือง มหาวิทยาลัยยอร์ก ยอร์ก (University of York) กล่าว กล่าวว่า สำหรับสหรัฐฯ และอิสราเอล การประณามจากนานาชาติและการต่อต้านภายในประเทศอาจเป็นปัจจัยจำกัด

สหรัฐฯ สามารถส่งกำลังเพิ่มเติมไปประจำการในภูมิภาคต่อไปได้ แต่การยกระดับการโจมตีใด ๆ จะต้องใช้ความพยายามทางการเมืองอย่างมหาศาลและทรัพยากรจำนวนมาก เนื่องจาก “ทรัมป์” หาเสียงด้วยการเป็นประธานาธิบดีที่เน้นเรื่องในประเทศ แต่กลับมีท่าทีที่แข็งกร้าวในต่างประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม “ทรัมป์” ยังคงระมัดระวังต่อมีส่วนร่วมกับความขัดแย้งในต่างประเทศที่ยืดเยื้อ

ด้าน “ฟิลลิปส์” กล่าวว่า ในทางทหาร อิสราเอลยังคงรักษาความได้เปรียบในเชิงคุณภาพ การมีเครือข่ายป้องกันขีปนาวุธที่ใช้งานได้ดี และได้รับการสนับสนุนด้านความมั่นคงที่แข็งแกร่งจากสหรัฐฯ ซึ่งทำให้สามารถดำเนินการโจมตีทางอากาศและโจมตีด้วยขีปนาวุธได้ซ้ำ ๆ รวมถึง ปฏิบัติการป้องกันได้เป็นระยะเวลานาน

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดหลักของอิสราเอลคือความอดทนภายในประเทศ (การหยุดชะงักของชีวิตพลเรือน ความเหนื่อยล้าจากการระดมกำลังพลสำรอง) และต้นทุนทางการทูตและเศรษฐกิจที่สะสมจากความขัดแย้งในภูมิภาคที่ยืดเยื้อ ซึ่งบ่งชี้ว่าแม้จะสามารถรักษาการรบแบบค่อยเป็นค่อยไปได้ยาวนานหลายปีในแง่ขแงการทหาร แต่จะตกอยู่ภายใต้ความกดดันที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากภายในและภายนอก เพื่อทำให้สถานการณ์มีเสถียรภาพก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น พร้อมเสริมว่า การสนับสนุนจากผู้รับเหมาด้านกลาโหมในยุโรปและสหราชอาณาจักรก็อาจเป็นตัวกำหนดได้ในระดับหนึ่งว่าอิสราเอลจะรักษาความขัดแย้งนี้ได้นานแค่ไหน

สหรัฐฯ สามารถรักษาจังหวะปัจจุบันของการโจมตี การส่งกำลังทางอากาศและทางเรือ และการสนับสนุนการป้องกันขีปนาวุธได้นานกว่าตัวแสดงระดับภูมิภาคฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในแง่ของทรัพยากรวัตถุ เนื่องจากการวางกำลังทั่วโลกและฐานอุตสาหกรรมของตัวเอง

“ฟิลลิปส์” ทิ้งท้ายว่า ข้อจำกัดที่ผูกมัดคือเจตจำนงทางการเมืองภายในประเทศและการจัดลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ สมรภูมิอิหร่าน-อิสราเอลกำลังทดสอบความสามารถของวอชิงตันในการปรับยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติ (National Defense Strategy) ให้สอดคล้องกับความต้องการของสาธารณชนที่จำกัดต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ไม่มีวันสิ้นสุด ดังนั้น สหรัฐฯ จึงน่าจะมุ่งเป้าไปยังการรณรงค์ที่จำกัดวงและมุ่งเน้นการป้องปราม มากกว่าสงครามความรุนแรงสูงอย่างไม่มีกำหนด ตัวเร่งให้ยุติสงครามขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมืองของเหล่าพันธมิตร และอำนาจที่จะสามารถส่งอิทธิพลต่อผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนต่อไปได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา : Al Jazeera

เครดิตภาพ : Reuters

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...