โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“กอบศักดิ์” มองหุ้นไทยเปราะบาง วิกฤตตะวันออกกลางฉุดดัชนีดิ่ง เร่งรัฐรับมือความเสี่ยงพลังงาน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 14.50 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 07.50 น.

กอบศักดิ์ ชี้ตลาดทุนไทยได้รับผลกระทบรุนแรงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังดัชนีร่วงหนักจนต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker เตือนความเสี่ยงการพึ่งพาน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจซ้ำเติมต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อ แนะรัฐบาลเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานและฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนโดยด่วน

4 มีนาคม 2569ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยภายหลัง งานเสวนา “มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ ต่อทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า ถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง” ว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและมีภาวะเปราะบางสูง จากการปรับตัวลงอย่างหนักของตลาดหุ้นไทยที่ตื่นตระหนกเกินกว่าตลาดอื่นในภูมิภาค

พร้อมชี้ปัจจัยเสี่ยงสำคัญจาก"การพึ่งพาน้ำมัน" และ"ตลาดหุ้นที่ร้อนแรงก่อนหน้า" เตือนรัฐบาลให้เร่งเตรียมการรับมือวิกฤตพลังงานที่อาจเกิดขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนโดยด่วน

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นผลกระทบจะสะท้อนผ่านตลาดทุนก่อน โดยกรณีของตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาปิดลบกว่า 61 จุด ล่าสุดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้หยุดการซื้อขายชั่วคราวตามมาตรการ Circuit Breaker ระดับ 1 ระหว่างเวลา 12.18-12.30 น. ซึ่งถือว่าเป็นการปรับตัวลงมากพอสมควรและมากกว่าคาด

โดยหากเปรียบในภูมิภาค ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ช่วงเช้าปรับตัวลงแรง และประกาศหยุดการซื้อขายชั่วคราว หรือเซอร์กิตเบอรกเกอร์ (Circuit breaker) เช่นเดียวกัน ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็ปรับตัวลงกว่า 3% ซึ่งทั้ง 3 ประเทศมีความคล้ายคลึงกันเนื่องจากเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงมากนับตั้งแต่ต้นปี โดยเกาหลีใต้เป็นอันดับหนึ่ง (ปรับขึ้น 50%) ตามมาด้วยประเทศไทยเป็นอันดับสอง (ปรับขึ้น 25%) ส่วนญี่ปุ่นก็ปรับขึ้นมามากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เมื่อเกิดภาวะตื่นตระหนก นักลงทุนจึงเทขายทำกำไรออกมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง

นอกจากนี้ทั้งสามประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่กำลังเกิดความขัดแย้ง โดยเกาหลีใต้นำเข้าเกือบ 100%, ญี่ปุ่นประมาณ 90% และไทยก็มีสัดส่วนการนำเข้าที่สูงมาก ปัจจัยนี้จึงเป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ

“ผมคิดว่ากระบวนการของตลาดทุนที่กำลังกระทบกับเรา มันมาทั้งผ่านช่องทางของความเชื่อมั่น แล้วก็ทำให้ทุกคนกังวลใจแล้วกำลังปรับตัว แล้วยิ่งตกก็ยิ่งวิ่งหนี ทำให้เกิดการปรับตัวอย่างรุนแรงของตลาดทุนในขณะนี้”

สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซนับเป็นหัวใจของวิกฤตครั้งนี้ การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดีอาระเบียและโรงงานผลิตแก๊สของกาตาร์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งจากระดับ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไปอยู่ที่ 76 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาแก๊สในยุโรปพุ่งขึ้นถึง 40-50%

ที่น่ากังวลไปกว่านั้น คือ ปัจจุบันมีเรือขนส่งสินค้าและน้ำมันกว่า 100 ลำ (คิดเป็น 10% ของกองเรือทั่วโลก) ติดค้างอยู่ในบริเวณดังกล่าว ไม่สามารถเดินทางออกมาได้ ส่งผลให้ค่าประกันความเสี่ยงและค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้น และในอนาคตปริมาณน้ำมันโลกอาจไม่เพียงพอและกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างมาก และเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้ออีกด้วย แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศให้กองทัพเรือสหรัฐฯ เข้าไปคุ้มกัน แต่มองว่า "ไม่ง่ายอย่างที่คิด" เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ที่แคบและเสี่ยงต่อการถูกซุ่มโจมตีจากอิหร่านได้ง่าย

สำหรับข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยคือด้านความมั่นคงทางพลังงาน ต้องเป็นวาระเร่งด่วนที่สุด รัฐบาลต้องเริ่มหาแหล่งนำเข้าพลังงานใหม่ๆ ยกตัวอย่างเช่นอินโดนีเซียที่ประกาศขอซื้อน้ำมันและแก๊ซจากสหรัฐฯมากขึ้น ส่งเสริมพลังงานทดแทน และรณรงค์การประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง

"เราต้องเร่งเครื่องตั้งแต่บัดนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนเหมือนกรณีหน้ากากอนามัยหรือไข่"

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่จะจบในครั้งเดียว แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะขยายวงกว้างขึ้น และท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบมาถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยตรง แนะต้องเตรียมลดการพึ่งพาจากมหาอำนาจเพียงชาติเดียว และหันมาสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการดูแลผู้ประกอบการ SME

"ถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงว่ามีความเสี่ยงเรื่องการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ และวันหนึ่งประเทศไทยอาจถูกบีบให้ต้องเลือกข้าง เราต้องเตรียมการเพื่อให้ประเทศอยู่รอดให้ได้" ดร.กอบศักดิ์ กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...