โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘Sustainomy’ กรอบแนวคิดเศรษฐกิจใหม่ท่ามกลางความผันผวนของกติกาโลก

Capital

อัพเดต 03 มี.ค. เวลา 10.11 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. เวลา 10.08 น. • Insight

ในวันที่โลกกำลังป่วย ทั้งวิกฤตสิ่งแวดล้อม สงคราม เงินเฟ้อ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระบบเศรษฐกิจแบบเดิมกำลังถูกตั้งคำถามอย่างจริงจังว่ายังเหมาะกับศตวรรษที่ 21 และอนาคตระยะยาวอยู่หรือไม่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ประเทศไทยจะเติบโตยังไง แต่คือเราจะออกแบบเศรษฐกิจแบบไหนที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นบนเวทีโลกพร้อมกับเติบโตได้อย่างยั่งยืน

นี่คือจุดตั้งต้นของ Sustainomy กรอบแนวคิดเศรษฐกิจใหม่โดยปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด และผู้ก่อตั้ง BiOST ที่ต้องการผลักดันให้การเติบโตและความยั่งยืนเดินไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมเปิดตัวหนังสือ SUSTAINOMY ในงาน FUTUREADY 2026 ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกของคนไทยที่ได้รับการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Penguin Random House

เตรียมรับมือกับโลกที่กำลังป่วย

ปิยะชาติเปรียบโลกวันนี้เหมือนคนไข้ที่กำลังป่วยหลายระยะ ต้องเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมายาวนาน และมองว่าสิ่งที่โลกกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้คืออาการกำเริบแบบเฉียบพลัน โดยสรุปความท้าทายหลักออกมาเป็นกรอบที่เรียกว่า ‘4 ต.’

- ตื่นตูม : การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาและจีนที่ทำให้เกิดความแพนิกไม่ว่าจะเป็นจากนโยบายของทรัมป์และเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด เช่น AI

- แตกแยก : ความขัดแย้งและสงครามระหว่างประเทศที่ทำให้โลกแตกแยกเรียกว่า fragmentation

- ตกต่ำ : ภัยธรรมชาติจากโลกร้อนและสภาพภูมิอากาศที่คาดเดาไม่ได้ โดยหากมนุษย์รักษาสิ่งแวดล้อมอย่างสุดความสามารถ ใน scenario ที่ทำได้ดีที่สุด อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้น 1.8°C ภายในปี 2050

- ตีบตัน : การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจาก 3.3% ไปถึงแค่ 4% ในสถานการณ์ที่โลกเผชิญกับอาการป่วยที่ซับซ้อนและเรื้อรังเหล่านี้ การแก้ปัญหาระยะสั้นแบบเดิมๆ ที่เปรียบเทียบกับการกินยาพารานั้นไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดและโครงสร้างในการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมด

4 วิธีปรับโครงสร้างใหม่ในกติกาใหม่

กรอบแนวคิดของ Sustainomy มองว่าโครงสร้างที่หายไปในระบบเศรษฐกิจคือการคำนึงถึงมิติที่นอกเหนือจาก profit คือ planet, people, peace ดังนั้นเพื่อก้าวข้ามปัญหาเหล่านี้ จึงควรมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

- การนิยามทุนใหม่ (defining capital) : การมองทรัพยากรในรูปแบบนอกเหนือจากเงิน แต่รวมถึงคนและสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้คาร์บอนเครดิตเป็นทุน

- การเพิ่มมูลค่าทุน (developing capital) : ไม่มองแค่การทำตลาดให้เติบโตทางธุรกิจ แต่มองถึงการสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ เช่น การเปลี่ยน NPL(หนี้เสีย) ให้เป็น RPL (หนี้ปกติ)

- การกระจายทุน (distributing capital) : ไม่ใช่แค่สนับสนุนธุรกิจภาคบนกับล่าง แต่ต้องเสริมแกร่งตรงกลางด้วย ดังเช่น ประเทศเยอรมนีที่ 99% ของธุรกิจเป็น SME หรือธุรกิจขนาดเล็ก

- การสร้างตลาดใหม่ (deploying capital) : ออกแบบกลไกเชื่อมโยงภาคใหญ่ (macro) สู่เล็ก (mircro) รวมถึงเปลี่ยนจากแค่การผลิตเป็นการสร้างแบรนด์

เริ่มจากการเปลี่ยนบทสนทนาในประเทศเรา

ในช่วงเสวนาร่วมกับโจ้–ธนา เธียรอัจฉริยะ และกระทิง–เรืองโรจน์ พูนผล ได้พูดถึงความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจที่ไม่ใช่แค่เรื่องระบบ แต่หนึ่งในสิ่งที่เปลี่ยนยากที่สุดคือคน ปิยะชาติให้ความเห็นว่า ทุกอุตสาหกรรมล้วนมีโจทย์ซับซ้อนให้ต้องแก้ โลกความจริงไม่ใช่สีขาวหรือดำ แต่เป็น fifty shades of grey พื้นที่สีเทาหลากเฉดที่ควรถ่วงดุลผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วนให้สมดุล ตัวอย่างเช่น การพัฒนาโครงการร่วมกับชุมชน ควรเริ่มจากโจทย์ของชุมชนเอง จึงจะนำไปสู่การกระจายอำนาจที่แท้จริง

ด้านกระทิง ผู้เป็น Godfather of Start Up เสริมว่า หัวใจของช่วงเปลี่ยนผ่านระเบียบโลกใหม่คือการเข้าใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างลึกซึ้ง หรือ empathize stakeholder โดยในการก้าวออกจากระบบพลังงานโลกแบบเดิมต้องมีทัศนคติที่คำนึงถึงผลกระทบต่อทุกฝ่าย เช่น คนที่ตกงานจากเศรษฐกิจใหม่จะได้รับการดูแลยังไงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากการเปลี่ยนบทสนทนาในประเทศของเราเอง ผู้นำในแต่ละภาคส่วนควรมีแรงจูงใจจากภายในเพื่อสร้างผลกระทบที่มีคุณค่าในระยะยาว กล้าคิดและริเริ่มสิ่งใหม่ด้วยตัวเองโดยไม่ยึดติดเพียงตำแหน่ง มิเช่นนั้นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ก็ยากจะเดินต่อได้

ผลักดัน thought leader ผู้นำทางความคิดคนไทย

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่โลกกำลังร่างกติกาใหม่นี้ จะเห็นได้ว่า thought leader หรือผู้นำทางความคิดคนไทยยังแทบไม่มีบนเวทีโลก ซึ่งปิยะชาติมองว่า หากไม่มีตัวแทนจากไทยเข้าไปร่วมในบทสนทนา โลกก็จะถูกเขียนกติกาโดยประเทศอื่น ทำให้ไทยต้องเป็นผู้ตามเสมอในยุคที่ไทยก็ไม่แข็งแรงพอจะเป็นทั้งผู้นำและผู้ตามที่ดีได้ จึงควรผลักดันให้คนไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทางความคิดมากขึ้น โดยการเขียนหนังสือ SUSTAINOMY ครั้งนี้ยังเริ่มจากความตั้งใจจะสร้าง thought in print หรือความคิดที่ถูกบันทึกไว้เพื่อนำเสนอมุมมองเศรษฐกิจจากไทยออกไปสู่โลก

ปิยะชาติเล่าว่า คำถามที่มักถูกถามคือ ทำยังไงถึงจะได้มีโอกาสเขียนหนังสือกับสำนักพิมพ์ระดับโลกอย่าง Penguin คำตอบคือ ต้องถามตัวเองก่อนว่ามีผู้อ่านระดับโลกหรือไม่ ใครในโลกนี้จะสนใจสิ่งที่เราพูดบ้าง การสร้างเส้นทางผู้นำทางความคิดจึงต้องเริ่มจากการสั่งสมเครดิต โดยก่อนจะมาเป็นหนังสือ SUSTAINOMY ปิยะชาติเคยเขียนบทความลง Time Magazine และยังกล้าสร้างผลงานที่พิสูจน์ตัวเอง ไม่กลัวทางใหม่ กล้าแบกชื่อคนไทย บริษัทไทยที่ไม่มีใครรู้จักไปแนะนำตัวบนเวทีโลกในฐานะคนธรรมดาจากประเทศขนาดกลาง

กระทิงปิดท้ายว่า เสน่ห์ของประเทศไทยอยู่ที่การเป็นประเทศตรงกลาง หรือ beauty of being in the middle แม้ไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ แต่หากเราปรับมุมมองและวางบทบาทตัวเองใหม่ให้เป็นประตูสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็จะสามารถสร้างพื้นที่แห่งความเป็นไปได้ใหม่และบทบาทสำคัญบนเวทีโลกได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...