โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิจัยกรุงศรี คาด สงครามตะวันออก กระทบราคาน้ำมัน ดันเงินเฟ้อพุ่ง ฉุด GDPไทย 0.2 – 0.9%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 14.42 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 07.42 น.

วิจัยกรุงศรี วิเคราะห์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันพุ่งจ่อกระทบเงินเฟ้อไทยให้สูงขึ้น อาจฉุด GDP ร่วง 0.2-0.9% จับตาสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ

10 มี.ค. 2569 วิจัยกรุงศรี เผยภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์ ว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย เดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ –0.88% YoY ติดลบเป็นเดือนที่ 11 โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน

ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักอาหารสดและพลังงาน) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 0.56% YoY สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ เดือนกุมภาพันธ์ ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 49.6 โดยเฉพาะความเชื่อมั่นที่ปรับเพิ่มขึ้นเกือบทุกหมวดธุรกิจจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและการส่งออก

แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังติดลบ แต่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต เนื่องจากไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนที่สูง (13% ของการนำเข้ารวม) และพึ่งพาแหล่งนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก (สัดส่วนราว 55%)

หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กดดันให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นสู่ระดับเฉลี่ย 85-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นและอาจทำให้ GDP ลดลงจากกรณีฐานราว 0.2-0.3% แต่ หากสถานการณ์รุนแรงและยืดเยื้อจนกดดันให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นสู่ระดับเฉลี่ย 110-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้เงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงไปจากกรณีฐาน 3-4.5% และอาจทำให้ GDP ลดลงจากกรณีฐานราว 0.6-0.9%

ทั้งนี้ ผลกระทบจะมากน้อยเพียงใดยังขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันสำรอง (ล่าสุดทางการระบุว่าอยู่ที่ 95 วัน) รวมทั้งมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมัน อาทิ การตรึงราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมัน เป็นต้น

อย่างไรก็ดี สงครามในตะวันออกกลางยังไม่มีสัญญาณผ่อนคลาย อาจกระทบเศรษฐกิจโลกและไทย ส่วนจีนปรับนโยบายมุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ

โลก: ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดและไม่แน่นอนสูงจากการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เข้าสู่สัปดาห์ที่สองและยังคงรุนแรงท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอุปทานพลังงาน ต้นทุนการขนส่งและเดินทางหลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางตกถูกโจมตีหลายแห่ง ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะหลายประเทศในเอเชีย

สหรัฐฯ: เศรษฐกิจเผชิญความเสี่ยงแม้ผลกระทบจากปัญหาด้านอุปทานพลังงานอาจน้อยกว่าประเทศอื่น เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิรายใหญ่และมีคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR)_ที่ใหญ่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่สูงย่อมกระทบต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในประเทศ อีกทั้งต้นทุนในการทำสงครามอาจสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลและสร้างภาระทางการคลัง สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดส่งสัญญาณชะลอตัว โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรลดลงเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 5 เดือน และอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.4%

จีน: ลดเป้าหมายการเติบโตลงมาอยู่ที่ 4.5-5% และเตรียมกระตุ้นการบริโภคผ่านเงินอุดหนุนแลกซื้อสินค้าใหม่ พร้อมทั้งสร้างหลักประกันทางรายได้และสังคม รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงการลดเป้าครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนลำดับความสำคัญทางนโยบายจากการเติบโตที่มุ่งผลลัพธ์เชิงปริมาณเป็นหลักสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยืดหยุ่นในระยะยาวผ่านการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับการสงวนพื้นที่ทางนโยบายบางส่วนไว้รับมือกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...