วิจัยกรุงศรี คาด สงครามตะวันออก กระทบราคาน้ำมัน ดันเงินเฟ้อพุ่ง ฉุด GDPไทย 0.2 – 0.9%
วิจัยกรุงศรี วิเคราะห์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันพุ่งจ่อกระทบเงินเฟ้อไทยให้สูงขึ้น อาจฉุด GDP ร่วง 0.2-0.9% จับตาสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ
10 มี.ค. 2569 วิจัยกรุงศรี เผยภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์ ว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย เดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ –0.88% YoY ติดลบเป็นเดือนที่ 11 โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน
ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักอาหารสดและพลังงาน) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 0.56% YoY สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ เดือนกุมภาพันธ์ ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 49.6 โดยเฉพาะความเชื่อมั่นที่ปรับเพิ่มขึ้นเกือบทุกหมวดธุรกิจจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและการส่งออก
แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังติดลบ แต่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต เนื่องจากไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนที่สูง (13% ของการนำเข้ารวม) และพึ่งพาแหล่งนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก (สัดส่วนราว 55%)
หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กดดันให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นสู่ระดับเฉลี่ย 85-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นและอาจทำให้ GDP ลดลงจากกรณีฐานราว 0.2-0.3% แต่ หากสถานการณ์รุนแรงและยืดเยื้อจนกดดันให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นสู่ระดับเฉลี่ย 110-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้เงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงไปจากกรณีฐาน 3-4.5% และอาจทำให้ GDP ลดลงจากกรณีฐานราว 0.6-0.9%
ทั้งนี้ ผลกระทบจะมากน้อยเพียงใดยังขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันสำรอง (ล่าสุดทางการระบุว่าอยู่ที่ 95 วัน) รวมทั้งมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมัน อาทิ การตรึงราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมัน เป็นต้น
อย่างไรก็ดี สงครามในตะวันออกกลางยังไม่มีสัญญาณผ่อนคลาย อาจกระทบเศรษฐกิจโลกและไทย ส่วนจีนปรับนโยบายมุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ
โลก: ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดและไม่แน่นอนสูงจากการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เข้าสู่สัปดาห์ที่สองและยังคงรุนแรงท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอุปทานพลังงาน ต้นทุนการขนส่งและเดินทางหลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางตกถูกโจมตีหลายแห่ง ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะหลายประเทศในเอเชีย
สหรัฐฯ: เศรษฐกิจเผชิญความเสี่ยงแม้ผลกระทบจากปัญหาด้านอุปทานพลังงานอาจน้อยกว่าประเทศอื่น เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิรายใหญ่และมีคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR)_ที่ใหญ่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่สูงย่อมกระทบต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในประเทศ อีกทั้งต้นทุนในการทำสงครามอาจสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลและสร้างภาระทางการคลัง สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดส่งสัญญาณชะลอตัว โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรลดลงเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 5 เดือน และอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.4%
จีน: ลดเป้าหมายการเติบโตลงมาอยู่ที่ 4.5-5% และเตรียมกระตุ้นการบริโภคผ่านเงินอุดหนุนแลกซื้อสินค้าใหม่ พร้อมทั้งสร้างหลักประกันทางรายได้และสังคม รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงการลดเป้าครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนลำดับความสำคัญทางนโยบายจากการเติบโตที่มุ่งผลลัพธ์เชิงปริมาณเป็นหลักสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยืดหยุ่นในระยะยาวผ่านการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับการสงวนพื้นที่ทางนโยบายบางส่วนไว้รับมือกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์