โรงกลั่นน้ำมันฟันกำไรพุงกาง 10 วันแรกเดือนมี.ค. ค่ากลั่นทะยานกว่า 6.06 บาท
สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และทวีความรุนแรงขึ้น จนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลต่อเส้นทางเดินเรือน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก กระทบต่อการจัดหาพลังงาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยในช่วง 10 วันแรกของเดือนมีนาคม (1-10 มี.ค.69) ราคาน้ำมันดิบดูไบเคลื่อนไหวขึ้นมาอยู่ที่ 99.14 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูป อย่างน้ำมันดีเซลทะยานขึ้นไปแตะ 144.55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ส่วนน้ำมันเบนซิน 95 ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล รวมถึงน้ำมันเครื่องบินที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 231.42 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
แหล่งข่าวจากนักวิเคราะห์ เปิดเผยว่า จากส่วนต่างของราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่แตกต่างกันมากในช่วง 10 วันแรกของเดือนมีนาคม ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ได้ประมาณการตัวเลขของค่าการกลั่นน้ำมันของโรงกลั่นในไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 6.06 บทต่อลิตร ถือว่าเป็นค่าการกลั่นที่อยู่ในอัตราที่สูงมาก เมื่อเทียบกับตัวเลขประมาณการของเดือนก่อนหน้านี้
โดยในเดือนมกราคมเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 2.14 บาทต่อลิตร และเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ระดับ 2.09 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นมาประมาณ 4 บาทต่อลิตร
ทั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันรับกำไรจากค่าการกลั่นในระดับที่สูงมาก ภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึงสองสัปดาห์ และยังมีแนวโน้มว่าค่าการกลั่นนี้จะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นเดือน ที่มีปัจจัยจากจากกลุ่มโรงกลั่นในภูมิภาคเอเชียหลายแห่ง เริ่มมีแผนปิดซ่อมบำรุงประจำปีในไตรมาสที่สอง
ซึ่งจะส่งผลให้การจัดหาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกลดน้อยลง และกดดันให้ค่าการกลั่นทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง
สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มโรงกลั่นยักษ์ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ไม่ว่าจะเป็นไทยออยล์ (TOP), สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟนนิ่ง (SPRC), บางจาก (BCP) และ พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ไออาร์พีซี กลายเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะนอกจากจะได้กำไรจากค่าการกลั่นแล้ว
บริษัทยังได้รับประโยชน์จากกำไรสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) เนื่องจากน้ำมันดิบที่นำเข้ามาก่อนหน้ามีราคาทุนที่ต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบันมาก ประกอบกับการเดินเครื่องกลั่นเต็มกำลังผลิตในระดับ 95-100% ยิ่งช่วยให้เกิดการประหยัดต่อขนาดและลดต้นทุนคงที่ต่อหน่วยลงไปอีก ส่งผลให้ผลประกอบการในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 มีแนวโน้มพุ่งสูงเกินกว่าที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเคยคาดการณ์ไว้
กำไรของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน แม้ว่าจะเกิดขึ้นเพียงระยะ 10 วันแรกของเดือนมีนาคม 2569 กำลังเป็นคำถามส่งไปถึงรัฐบาลหรือกระทรววงพลังงาน ถึงความเป็นธรรมและความเหมาะสมของโครงสร้างราคาพลังงานในปัจจุบัน ในขณะที่ประชาชนต้องมารับภาระจากการปรับของราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมัน และยังสร้างภาระให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องเข้ามาแบกรับภาระจากการตรึงราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มแก๊สโซฮอล์ ที่ต้องจ่ายการอุดหนุนกว่า 1,200 ล้านบาทต่อวันล่าสุด จนส่งผลกระทบต่อฐานะกองทุนน้ำมันเริ่มจะติดลบ และกำลังเข้าสู่ภาวะต้องกู้เงินมาอุดหนุนราคาน้ำมัน สวนทางกับกลุ่มโรงกลั่นที่มีกำไรสูงอย่างต่อเนื่องในระยะนี้
ล่าสุดกำลังจะมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานและรัฐบาลเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า เหตุใดส่วนต่างกำไรของโรงกลั่นจึงพุ่งขึ้นไปสูงถึงระดับ 6 บาทต่อลิตร และรัฐบาลมีแนวทางอย่างไรในการเข้าไปบริหารจัดการกำไรส่วนที่เกินปกตินี้ให้กลับคืนสู่ประชาชน