SANKO สต๊อกสหรัฐ 30 ล. เล็งเจาะตลาดเกาหลีใต้
#SANKO #ทันหุ้น – SANKO ชี้มาตรการภาษีสหรัฐ ไร้ผลกระทบ ลูกค้ารับจบตามสัญญา ลุยส่งสินค้าเดือนละ 4 ตู้คอนเทนเนอร์ ปัจจุบันตุนสต๊อกในโกดังสหรัฐราว 30 ล้านบาท คาดปีนี้โกยรายได้มากกว่าปีก่อน พร้อมเล็งขยายตลาดใหม่ในเกาหลีใต้เพิ่ม
นายรัฐวัฒน์ ศุขสายชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซังโกะ ไดคาสติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SANKO ผู้ผลิตชิ้นส่วนอะลูมิเนียมฉีดขึ้นรูปและชิ้นส่วนสังกะสีฉีดขึ้นรูปสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า หลังศาลสูงสหรัฐอเมริกาวินิจฉัย ว่ามาตรการชุดเดิมเกินขอบเขตกฎหมาย ทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายTrade Act 1974 เก็บภาษีนำเข้า 10% เท่ากันทุกประเทศทั่วโลก เป็นเวลา 150 วัน
มองกรณีดังกล่าว ทำให้ภาษีนำเข้าลดลงเป็นเวลา 150 วันนั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทโดยตรง เนื่องจากในโครงสร้างการเสนอราคาเดิม ลูกค้าเป็นผู้รับภาระส่วนต่างภาษีอยู่แล้ว ทำให้การเปลี่ยนแปลงของเรตภาษีในปัจจุบัน หรือก่อนหน้านี้ไม่มีผลต่อรายได้ของบริษัท
@ ลุยส่งออกสินค้า
ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีการส่งสินค้าไปยังสหรัฐ อย่างสม่ำเสมอประมาณเดือนละ 4 ตู้คอนเทนเนอร์ โดยมีสต๊อกสินค้าคงคลังในโกดังที่สหรัฐ ประมาณ 100,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 30 ล้านบาท ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมาบริษัทสามารถจัดเก็บรายได้ไปแล้วประมาณ 30 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าผลประกอบการในปีนี้จะเติบโตขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีใช้สินค้าเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับความได้เปรียบทางการแข่งขันในปัจจุบัน สินค้าของบริษัทเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน (Supply Chain) ขนาดใหญ่ที่มีแผนการผลิตชัดเจน ทำให้ไม่สามารถหยุดชะงักการสั่งซื้อได้ นอกจากนี้การที่คู่ค้าจะเปลี่ยนไปใช้ซัพพลายเออร์รายใหม่นั้นทำได้ยาก เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการประเมิน (Evaluation) และมาตรฐานที่เข้มงวด ซึ่งต่างจากสินค้าทั่วไปที่เน้นเพียงเรื่องราคา
@เล็งขยายฐานเกาหลี
“แม้เรื่องภาษีจะไม่ส่งผลกระทบ แต่ยอมรับว่ามีความกังวลในประเด็นเรื่องมาตรการตรวจสอบการกระทำที่ไม่เป็นธรรม หรือความเสี่ยงจากการบอยคอตที่อาจตามมาในอนาคต อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง บริษัทกำลังมองหาโอกาสในตลาดใหม่ๆ โดยเล็งขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศเกาหลีใต้เพิ่มเติม” นายรัฐวัฒน์ กล่าว
สำหรับแผนปี 2569 บริษัทจะยังเน้นกลยุทธ์ประคองตัว บริหารต้นทุนและบุคลากรอย่างรอบคอบ พร้อมใช้ความระมัดระวังในการลงทุนใหม่ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน แม้ยังมีสถานะกระแสเงินสดที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยตั้งเป้ารักษาระดับรายได้ 2569 ไม่ต่ำกว่าปี 2568