โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดสถิติหุ้นไทยพุ่งแรงหลัง Circuit Breaker โบรกฯ ชี้โอกาสสะสม พร้อมชู 10 หุ้นเด่น

efinanceThai

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เปิดสถิติหุ้นไทยพุ่งแรงหลัง Circuit Breaker โบรกฯ ชี้โอกาสสะสม พร้อมชู 10 หุ้นเด่น

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -5 มี.ค. 69 10:01 น.

เปิดสถิติหุ้นไทยพุ่งแรงหลัง Circuit Breaker โบรกฯ ชู 10 หุ้นเด่น ชี้โอกาสสะสม หลัง SET เจอแรงเทขายรุนแรง จน ตลท.สั่งใช้มาตรการ Circuit Breaker ระดับ 1 พร้อมลุ้น SET วันนี้ มีโอกาส rebound

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในบทวิเคราะห์วันนี้ ประเมินว่าการปรับลงของตลาดหุ้นไทยในรอบนี้ เป็นโอกาสสะสม โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

Circuit Breaker ครั้งที่ 7 ของไทย

- เมื่อวานนี้ ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงเทขายอย่างรุนแรง โดยดัชนี SET Index ปิดที่ระดับ 1,384 จุด ลดลง 81.90 จุด (-5.58%) ระหว่างวัน ดัชนีร่วงลงต่ำสุดที่ระดับ 1,341 จุด (-8.0%) ส่งผลให้มีการใช้มาตรการ Circuit Breaker ระดับ 1 และทำให้ ตลท. ต้องสั่งหยุดการซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 30 นาที พร้อมทั้งระงับการทำธุรกรรม Program Trading เป็นการชั่วคราว

- แรงขายเกิดขึ้นในวงกว้าง นำโดยหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน ขนส่ง ธนาคาร และค้าปลีก ภายในดัชนี SET50 มีหุ้นจำนวน 30 ตัวที่ปรับตัวลดลงมากกว่า 5% และมี 5 ตัวที่ร่วงลงมากกว่า 10% โดยรวมถึงหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี เช่น SCC ที่ปรับลดลง 15% ในช่วงสองวันทำการ และ IVL ที่ร่วงลง 18% ในช่วงเวลาเดียวกัน เนื่องจากตลาดได้สะท้อนผลกระทบเชิงลบจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวขึ้นได้ทุกครั้งที่มี Circuit Breaker ในอดีต

- เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นการใช้มาตรการ Circuit Breaker ครั้งที่ 7 ในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย โดยหากย้อนดู 6 ครั้งก่อนหน้า ซึ่งเกิดจากเหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ มาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าในปี 49 วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ปี 51 และวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 63 จะพบรูปแบบที่เกิดซ้าอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ตลาดมักเผชิญภาวะความผันผวนรุนแรงในช่วงสั้นก่อนจะค่อยๆสร้างฐานและฟื้นตัวในระยะถัดไป

- การทำจุดต่ำสุดทันที (3 ใน 6 ครั้ง) ตลาดปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดในระยะสั้นในวันเดียวกับที่มีการใช้มาตรการ Circuit Breaker, การทำจุดต่ำสุดรอบสอง (2 ใน 6 ครั้ง)ตลาดปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดใหม่ภายใน 14 วันทาการ ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวในระยะถัดไป ภาวะตลาดหมีที่ยืดเยื้อ (1 ใน 6 ครั้ง) มีเพียงวิกฤติซับไพรม์ในปี 51 เท่านั้น ที่นำไปสู่การปรับตัวลดลงเชิงโครงสร้างในระยะยาว

เป็นโอกาสซื้อเมื่ออ่อนตัว ในกลุ่มที่แนวโน้มผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง

- เชื่อว่าตลาดกำลังอยู่ในจุดของ Peak Volatility หรือช่วงความผันผวนสูงสุดในรอบนี้ โดยจากสถิติในอดีต ภาวะตื่นตระหนกอย่างรุนแรงมักสะท้อนถึงจุดยอมจำนนของตลาด (capitulation) ในระยะสั้น และอาจเป็นจังหวะเข้าลงทุนเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนที่มีวินัยและบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

- โดยมองเป็นโอกาส Buy On Dip ในกลุ่ม 1. พลังงาน, 2. ท่องเที่ยว และ 3.โรงไฟฟ้า (IPP)

ภาพรวมกลยุทธ์

- ระวังความผันผวนจากแรงบังคับขาย (Forced selling) ตลาดหุ้นต่างประเทศปรับตัวลดลงเฉลี่ย 2-3% ในช่วงหยุดมาฆบูชา ทำให้วันนี้หุ้นไทยอาจเปิดลดลงแรง ซึ่งจากการที่หุ้นหลายตัวลดลง 6-8% ในช่วงวันจันทร์ การปรับลดลงต่อจะเริ่ม trgigger การบังคับขายได้

- แนวรับที่ 1,330 จุด และแนวต้านที่ 1,420 จุด

- สัดส่วนลงทุนแบ่งเป็นเงินสด 50% และพอร์ตหุ้น 50%

เปิดโผ 4 หุ้นเด่นที่แนะนำ

- PTTEP (150) :คาดได้อานิสงส์เชิงบวกจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นตัดขาดทุน 130.00 บาท

- PTT (40) : กลุ่มพลังงานที่สามารถ hedging ราคาน้ามันและก๊าซ ตัดขาดทุน 36 บาท

- TNP (3.30) : ผลการดาเนินงานได้แรงหนุนจากเงินที่เติมเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเติบโตจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ซื้อขายเพียง 12 เท่า PER ตัดขาดทุน 2.80 บาท

- HMPRO (8): ราคาหุ้นสะท้อนผลประกอบการที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมาไปแล้ว และเริ่มทยอยปรับดีขึ้น ตัดขาดทุน 6.90 บาท

ด้าน บล.ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดแนวโน้ม SET วันนี้มีโอกาส rebound โดยในช่วงวันที่ 2-4 มี.ค.69 SET ปรับตัวลงแรง -9.4% จากสถานการณ์ตึงเครียดตะวันออกกลาง ขณะที่วานนี้ดัชนีดาวโจนส์กลับมาฟื้นตัว และตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ปรับตัวขึ้น ทำให้เราคาดว่าวันนี้ SET มีโอกาส rebound

หุ้นลงแรงพื้นฐานดี มีโอกาสฟื้นตัวโดดเด่น

- แนะนำเลือกหุ้นที่ปรับตัวลงแรง ขณะที่พื้นฐานยังดี โดยมี 6 หุ้น ได้แก่

- BH รายได้ Middle East ที่ 23% ของรายได้รวม กระทบจำกัดในไตรมาส 1/69 เนื่องจากสงครามเกิดปลายไตรมาส และเป็น low season ของ Middle East จากรอมฎอน

- CENTEL (ซื้อ/เป้า 42.00 บาท) จากแนวโน้มกำไรปี 69 ที่จะโตเด่นสุดที่ +17% YoY จากทั้งธุรกิจโรงแรมและอาหาร

- SCGP (ซื้อ/เป้า 23.00 บาท) คาดว่าบริษัทจะเห็น GPM ที่ฟื้นตัวในไตรมาส 1/69 หนุนโดย lag effect ของแนวโน้มต้นทุน RCP ที่อ่อนตัวลงระหว่างปี 68 และต้นทุนในการดำเนินงานของ Fajar ที่น่าจะลดลง

- OSP (ซื้อ/เป้า 20.00 บาท) กำไรปกติปี 69 โตต่อเนื่อง จากรายได้และ GPM ขยายตัว บริษัทฯได้ล็อคราคา raw & packaging materials จนถึงปี 69

- CK (ซื้อ/เป้า 23.00 บาท) ปี 69 โตต่อเนื่องจาก backlog แข็งแกร่งและ GPM ทรงตัวดีตาม project mix

- AOT (ซื้อ/เป้า 60.00 บาท) ยังมองผลกระทบไม่มาก หากสถานการณ์เกิดขึ้น 1-2 เดือนจะยังกระทบจำกัด โดยยังประเมินกำไรไตรมาส 4/69 และปี 70 จะเติบโตดีจากการปรับเพิ่ม PSC

เรียบเรียง โดย ปริวัฒน์ หินพลอย
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...