TPIPPเปิดแผนอัพมาร์จิ้น หวังอีบิทดาเพิ่มกว่า2พันล.
#TPIPP #ทันหุ้น – TPIPP ยัน ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง เหตุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าชัดเจน-แหล่งวัตถุดิบในประเทศรองรับ มีนาคมนี้เปลี่ยนจากขยะน้ำท่วมมาใช้ขยะชุมชนหนุนค่าการผลิตไฟฟ้าเพิ่ม พร้อมเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน หวังรักษามาร์จิ้น หลังโรงไฟฟ้า 2 แห่งหมด Adderหวังอนาคต EBITDA เพิ่มกว่า 2 พันล้านบาท
นายภัคพล เลี่ยวไพรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP ประกอบธุรกิจด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้ง และโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิง RDF เปิดเผยว่า ทิศทางผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ยังแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์อยู่ในระดับที่ดี แต่เดือนมีนาคมอาจได้รับผลกระทบบ้างจากการที่บริษัทแม่ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPL ที่ได้มีการปิดซ่อมบำรุงเครื่องจักร ทำให้ยอดขายไฟฟ้าให้โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ลดลง แต่บริษัทยังคงขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ได้เต็มตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA)
*อนาคตกลับมาแกร่ง
ทั้งนี้ในภาพรวมปี 2569 ถึงแม้ว่าบริษัทจะยังได้รับผลกระทบจากการสิ้นสุดระยะเวลาของส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าโดยเฉพาะ Adder ของโรงไฟฟ้า TG4 และ TG6 มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 90 เมกะวัตต์ แต่บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถชดเชยส่วนต่างความสามารถทำกำไรได้ ด้วยการประหยัดต้นทุนจากการเลิกใช้ถ่านหินซึ่งบริษัทได้มุ่งสู่การเป็นโรงไฟฟ้าปราศจากถ่านหิน โดยมีเป้าหมายชัดเจนที่จะเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิง 100% ภายในปี 2569 และได้เปลี่ยนหม้อต้มน้ำ (Boiler) B8 ทั้ง 3 ตัว จากที่เคยใช้ถ่านหินมาเป็นขยะทั้งหมดแล้ว โดยตัวสุดท้ายเสร็จสิ้นในเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามจากปลายปีก่อน บริษัทเคยรับขยะจากน้ำท่วมใหญ่ที่อำเภอหาดใหญ่ที่รัฐบาลจัดส่งมาให้โรงไฟฟ้าขยะที่จังหวัดสงขลาของ TPIPP ใช้เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งขยะประเภทนี้มีปัญหาคือ มีความชื้นสูงมากและมีสิ่งเจือปนเยอะ ทำให้ค่าความร้อนต่ำและไม่สามารถเดินเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพตามปกติ
ดังนั้นบริษัทได้เจรจากับทางรัฐบาลเพื่อขอหยุดรับขยะน้ำท่วม และขอเปลี่ยนเป็นการรับ ขยะชุมชนปกติ แทน ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติตามที่บริษัทร้องขอตั้งแต่เดือนมีนาคมปีนี้ จึงมั่นใจว่าค่าความล้อมจะดีขึ้นส่งผลดีสืบเนื่องไปยังผลประกอบการต่อไป อีกทั้งผลประกอบการปีนี้จะมีรายได้เพิ่มจากโครงการใหม่ที่สงขลาและมุกดาหาร และคาดผลดีจะชัดเจนในปี 2570 ทำให้ปีดังกล่าวผลประกอบการจะกลับมาแข็งแกร่งในระดับปีก่อนหน้านี้ได้
*ลงทุนปีนี้ 2.4 พันล.
นายภัคพล กล่าวว่า จากแผนงบลงทุนรวมระยะยาวระหว่างปี 2565-2569 กำหนดไว้ที่ 15,476 ล้านบาท สำหรับเฉพาะปีนี้บริษัทวางแผนใช้เงินลงทุนประมาณ 2,400 ล้านบาทซึ่งถือเป็นงบลงทุนสำหรับโครงการใหญ่งวดสุดท้าย โดยจำแนกนำไปใช้ใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ โครงการทดแทนการใช้ถ่านหิน (Coal Replacement) : การปรับปรุง Boiler, โครงการโรงไฟฟ้าขยะใหม่ในต่างจังหวัดที่ สงขลา และมุกดาหาร และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขยายโซลาร์ฟาร์ม โซน 4 และตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไปการใช้เงินลงทุนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะเหลือเพียงงบสำหรับการ ซ่อมบำรุงตามปกติ (Maintenance CAPEX) เท่านั้น
ด้านประมาณการ EBITDA หลังจากปี 2568 อยู่ที่ 3,952.6 ล้านบาท คาดว่าเมื่อการลงทุนต่างๆ แล้วเสร็จทั้งการปรับปรุง Boiler, โครงการแสงอาทิตย์ และโรงไฟฟ้าขยะใหม่ น่าจะช่วยเพิ่ม EBITDA รวมได้ประมาณ 2,095 – 2,100 ล้านบาทต่อปีในอนาคต
*ผลกระทบสงคราม
ขณะที่สถานการณ์สงครามตะวันออกลางนั้นกระทบต่อบริษัทค่อนข้างจำกัด เนื่องจากบริษัทมีสัญญาขายไฟฟ้าที่แน่นอน และมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเชื้อเพลิงไปสู่พลังงานหมุนเวียน (ขยะ) ซึ่งช่วยลดการพึ่งพิงเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ เว้นแต่การขายไฟฟ้าให้ TPIPL ที่ขึ้นอยู่กับดีมานด์และการเติบโตของการใช้ปูนซีเมนต์ คอนกรีตผสมเสร็จ และเม็ดพลาสติก รวมถึงเคมีภัณฑ์ของบริษัทดังกล่าวด้วย
ส่วนราคาเชื้อเพลิงหลัก เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกที่ต่างปรับตัวสูงขึ้น อาจส่งผลต่อค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) ในรอบต่อ ๆ ไปในบางส่วนเท่านั้น เพราะมีการใช้พลังงานประเภทอื่นร่วมชดเชยด้วย