สุจิตต์ วงษ์เทศ | เชื่อมโลกดนตรี 'ตะวันตก-ตะวันออก'
บรูซ แกสตัน – คาบสมุทรสุวรรณภูมิตั้งแต่เมืองเพชรบุรีลงไปสุดแหลมมลายู เป็นพื้นที่เชื่อมโลกการค้าทางทะเลตะวันตก-ตะวันออก ราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1 พร้อมกับเชื่อมสังคมและวัฒนธรรมโลกดนตรี “ตะวันตก-ตะวันออก”
ดนตรีไทยได้แนวคิดดนตรีฝรั่งตั้งแต่สมัยอยุธยาแผ่นดินพระนารายณ์ มีการเรียนเริ่มแรกดนตรีฝรั่งในสถานศึกษาของโปรตุเกสบริเวณเกาะมหาพราหมณ์ (ปัจจุบันอยู่บริเวณ อ. บางบาล จ. พระนครศรีอยุธยา) โดยรับนักเรียนจากลูกหลานชาวบ้าน
การบรรเลงเดี่ยวเครื่องดนตรีเป็นแนวคิดดนตรีฝรั่งโดยไทยรับมาตั้งแต่อยุธยา เป็นต้นตอเพลงทยอย ซึ่งกระตุ้นให้มี “เดี่ยวปี่” สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นแรงบันดาลใจให้สุนทรภู่แต่งพระอภัยมณี “เดี่ยวปี่”
การจัดวงดนตรีสมัยรัตนโกสินทร์ เรียกมโหรี, ปี่พาทย์, เครื่องสาย แบบที่รู้จักทั่วไปปัจจุบันได้ต้นแบบการจัดวงตามออเคสตรายุโรป ซึ่งน่าสงสัยว่าจะเริ่มโดยสมเด็จฯ เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) แผ่นดิน ร.5 ทำให้มีปี่พาทย์เสภาอวดฝีมือดนตรีที่เรียบเรียงเพื่อประชัน (โดยไม่สนใจการร้อง จึงไม่แต่งคำร้อง แต่ตัดจากวรรณคดี)
ดนตรีไทยเป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ มีความเป็นมาอย่างสรุปสั้นๆ ดังนี้ (1.) กำเนิดเป็นดนตรีพิธีกรรมทางศาสนาผี (2.) หลังรับศาสนาพราหมณ์-พุทธ ถูกปรับเป็นดนตรีพิธีกรรมทางผี-พราหมณ์-พุทธ (3.) รับเครื่องดนตรีจากอินเดียและจีน เป็นเครื่องประโคมพิธีกรรมและขับกล่อมในราชสำนักราว 1,500 ปีมาแล้ว หรือหลัง พ.ศ. 1000 (นักโบราณคดีไทยเรียกสมัยทวารวดี)
รับดนตรีตะวันตกสู่ดนตรีไทย
1.ราชสำนักอยุธยารับดนตรีตะวันตกจากยุโรปราว 500 ปีมาแล้ว หรือหลัง พ.ศ. 2000
2.ราชสำนักรัตนโกสินทร์ปรับดนตรีไทยพิธีกรรม เป็นดนตรีไทย “เพื่อฟัง” อย่าง ตะวันตก ทำให้มีดนตรีไทยแบบฉบับ 3 แบบ แล้วสมมุติเรียกวงมโหรี, วงปี่พาทย์, วงเครื่องสาย ราว 100 ปีมาแล้ว หรือหลัง พ.ศ. 2400
ดนตรีไทยหมดพลังปรับเปลี่ยนตัวเอง แล้วหยุดกึกลงเมื่อวัฒนธรรมป๊อปเริ่มถาโถมเข้ามา โดยค่อยๆ ซึมเข้ามาจากสิ่งเล็กๆ เช่น การพิมพ์, การอัดแผ่นเสียง, การแสดงที่เป็นสาธารณะ ฯลฯ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนบอกไว้ในเรื่อง “ดนตรีไทยในวัฒนธรรมป๊อป” (มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 12-18 พฤศจิกายน 2553 หน้า 20-21)
พลังของวัฒนธรรมป๊อปอยู่ที่มหาชนซึ่งเสพวัฒนธรรมนี้ จะเสพกันจำนวนมากเช่นนั้นได้ก็เพราะมีสื่อ ดังนั้นการออกอากาศครั้งแรกของวิทยุ 7 PJ ของกรมไปรษณีย์โทรเลขใน พ.ศ. 2471 เป็นจุดเริ่มต้นพลังของวัฒนธรรมป๊อป ที่ทำให้ดนตรีไทยกลายเป็นดนตรีไทยเดิม
[สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งแรกในประเทศไทยชื่อว่า “สถานีวิทยุกรุงเทพฯ ที่พญาไท” ตั้งอยู่ทุ่งพญาไท (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า) เปิดกระจายเสียงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2473]
หลังเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทย แล้วยกเลิกประวัติศาสตร์สยามด้วยการแต่งใหม่ตามใจชอบเป็นประวัติศาสตร์ไทยของ “เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์” ทำให้ปลุกใจว่า “ความเป็นไทยไม่เหมือนใครในโลก” สนองการเมืองชาตินิยม ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กระตุ้นให้เชื่อว่าดนตรีไทยเดิมเป็นของไทยแท้โดยไม่ผสมดนตรีใดในโลก ถ้ามีเครื่องดนตรีคล้ายคลึงกันในประเทศอื่น นั่นเพราะประเทศนั้นลอกเลียนจากดนตรีไทย
ถึงตอนนี้เริ่มแยกเพลงไทยออกเป็น “ไทยเดิม” กับ “ไทยสากล” ฝ่ายหนึ่งต้องหยุดพัฒนาการ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลาและอย่างรวดเร็วด้วย
การแยกเป็นสองนี้ไม่ใช่การแยก “ประเภท” อย่างเดียวเท่านั้น ที่จริงแล้วเป็นการแยกเจ้าของด้วยเพลง “ไทยเดิม” สำหรับคนที่ยังผูกพันอยู่กับชนชั้นนำเดิม หวงแหนและผูกขาดมาตรฐานความเป็น “ไทย” ไว้แต่ฝ่ายเดียวด้วยการ “แช่แข็ง” เป็น “คลาสสิค” ของไทย ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งจับจองพื้นที่เสรีที่จะปรับเปลี่ยนไปได้ตามสบาย
สถานะอันสูงส่งของเพลง “ไทยเดิม” ไม่เปิดให้ตีความใหม่ (มีเหมือนกัน แต่ไม่มาก)
บรูซ แกสตัน
สร้างสรรค์ดนตรีไทยเดิม เป็นดนตรีร่วมสมัย
บรูซ แกสตัน (พ.ศ. 2489-2564) เป็นชาวอเมริกัน นักดนตรีสากลที่หาประสบการณ์ดนตรีไทยเดิมทั้งทฤษฎีและปฏิบัติอย่างลุ่มลึ
จากนั้นทุ่มเทสร้างสรรค์ดนตรีไทยเดิม (เฉพาะทำนอง-ไม่ร้อง) เป็นดนตรีร่วมสมัย ได้รับความนิยมจากคนดูและคนฟังรุ่นใหม่ในประเทศไทย ส่งแรงกระตุ้นคนรุ่นใหม่ที่นิยมดนตรีไทยเดิม โดยเฉพาะนักดนตรีไทยเดิมกล้าออกจากขนบอย่างองอาจด้วยฝีมือและผลงานเป็นที่รู้จักกว้างขวาง
บรูซ แกสตัน เป็นฝรั่ง-อเมริกัน จบการศึกษาทางดนตรีจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐ จึงมีพื้นฐานเป็นนักดนตรีมีฝีมือทางสากล
เมื่อมาเมืองไทย (พ.ศ. 2514) ในฐานะครูอาสาสมัครสอนดนตรีสากลในโรงเรียนประถมศึกษาที่พิษณุโลก ได้พบประสบการณ์ครั้งแรกทางดนตรีไทยเดิม ต่อมา (พ.ศ. 2517) เป็นอาจารย์สอนดนตรีในสถาบันอุดมศึกษาที่เชียงใหม่ ได้ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อแสวงหาประสบการณ์ทางดนตรีไทยเดิม และดนตรี “ไม่ไทย” (หมายถึงดนตรีพื้นบ้านพื้นเมือง)
ดนตรีไทยเดิมจำแนกกว้างๆ ได้ 2 กลุ่ม ได้แก่ จารีตนิยมสุดโต่ง กับ จารีตนิยมเสรี
(1.) กลุ่มจารีตนิยมสุดโต่ง สืบทอดจากดนตรีไทย “แบบฉบับ” สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ดังนั้นส่วนมากอยู่ในระบบราชการ ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทุกกระเบียดนิ้ว ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่กรมศิลปากรโดยมีเครือข่าย “บ้าน” ต่างๆ ในกรุงเทพฯ
(2.) กลุ่มจารีตนิยมเสรี เป็นเอกชนอยู่นอกระบบราชการ (แต่ติดต่อสัมพันธ์กับราชการ) สืบทอดฝีมือดนตรีไทย “แบบฉบับ” แต่คิด “นอกกรอบ” จึงสร้างงานใหม่ๆ เสมอๆ มีผู้นำไม่เป็นทางการคือ ครูบุญยงค์ เกตุคง
บรูซ แกสตัน เข้าถึง “ครู” ทั้งกลุ่มจารีตนิยมสุดโต่งและจารีตนิยมเสรี แต่เลือกร่วมงานกับครูบุญยงค์ เกตุคง และคณะ ทำให้มีผลงานร่วมสมัยเป็น “ฟองน้ำ”
เริ่มแรกราว 50 ปีมาแล้ว บรูซ แกสตัน เริ่มกิจกรรมดนตรีไทยเดิมสู่สาธารณะ ต้องถูกนักดนตรีไทยเดิมจารีตนิยมสุดโต่งเสียดสีเยาะเย้ยถากถาง และถึงขั้นต่อว่าด่าทอ “ฝรั่งมันจะมาเล่นไทยเดิมดีกว่านักดนตรีไทยแท้ได้ยังไง?”
บรูซ แกสตัน แสดงออกด้วยการบรรเลงฆ้องวงใหญ่อย่างชำนาญ นอกจากนั้นยังแสดงภูมิปัญญาถึงรากฐานดั้งเดิมของวงปี่พาทย์ซึ่งเป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ มีเครื่องหลักได้แก่ “ปี่-ฆ้อง-กลอง” หมายถึงปี่นอก, ฆ้องวงใหญ่, กลองทัด
เสียงนินทาลดลง เสียงยกย่องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดชื่อ บรูซ แกสตัน อยู่ในหัวใจคนดนตรีไทยเดิมรุ่นใหม่และคนฟังดนตรีร่วมสมัยซึ่งมีไม่น้อย เสมือนฟองน้ำระเหยไปบนท้องฟ้าแล้วกลายเป็นเมฆฝนบันดาลให้ฝนโปรยปรายลงมาสู่อุทยาน ซึ่งมีดอกไม้นานาพันธุ์เบ่งบานชูช่อรับแสงตะวันและส่งกลิ่นหอมบำเรอมวลชนพลเมืองสยามในประเทศไทย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ | เชื่อมโลกดนตรี ‘ตะวันตก-ตะวันออก’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th