“สหรัฐ” ชั่งน้ำหนักหลายทางเลือก รับมือราคาน้ำมันพุ่งจากวิกฤตตะวันออกกลาง
"สหรัฐ" ชั่งน้ำหนักหลายทางเลือก รับมือราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามอิหร่าน ทั้งคุ้มกันเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉิน และแทรกแซงตลาดพลังงาน
วันที่ 6 มีนาคม 2569 เวลา 06.10 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณามาตรการหลายรูปแบบเพื่อรับมือกับการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและน้ำมันเบนซิน หลังความขัดแย้งกับอิหร่านทำให้ตลาดพลังงานโลกผันผวนอย่างหนัก
โดย Doug Burgum รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสหรัฐ เปิดเผยว่า ทุกทางเลือกกำลังถูกนำมาพิจารณา ทั้งมาตรการที่สามารถส่งผลได้ทันที รวมถึงแนวทางระยะยาวที่มีความซับซ้อนมากกว่า
ก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้ประชุมร่วมกับ Burgum และที่ปรึกษาระดับสูงหลายคนเพื่อหารือแนวทางควบคุมราคาพลังงาน ก่อนประกาศมาตรการสำคัญ ได้แก่ การให้หลักประกันด้านประกันภัยแก่เรือบรรทุกน้ำมัน และการส่งกองทัพเรือสหรัฐคุ้มกันเรือสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินทางผ่าน Strait of Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก
นอกจากนี้รัฐบาลสหรัฐยังพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น การปล่อยน้ำมันดิบจากคลังสำรองฉุกเฉินของประเทศ หรือ Strategic Petroleum Reserve ซึ่งอาจดำเนินการร่วมกับประเทศพันธมิตรเพื่อเพิ่มผลกระทบต่อราคาตลาด อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้ตัดสินใจใช้น้ำมันจากคลังสำรองดังกล่าว
นักวิเคราะห์ในกรุงวอชิงตันยังเสนอแนวทางเพิ่มเติม เช่น การผ่อนผันข้อกำหนดการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือแม้แต่การที่กระทรวงการคลังสหรัฐเข้าแทรกแซงตลาดโดยการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมัน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะถือเป็นมาตรการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก
ในขณะเดียวกันรายละเอียดของแผนให้หน่วยงานการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐเสนอประกันภัยแก่เรือบรรทุกน้ำมันยังอยู่ระหว่างการจัดทำ โดย Burgum ระบุว่า ทีมงานกำลังเร่งดำเนินการร่วมกับรัฐมนตรีคลังและรัฐมนตรีพลังงาน เพื่อสร้างเสถียรภาพให้ตลาดพลังงานโลก
Burgum กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐมีโอกาสเข้ามาสร้างภาวะปกติให้กับตลาดพลังงาน ด้วยการรับความเสี่ยงบางส่วนเพื่อให้พันธมิตรทั่วโลกยังคงได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ พร้อมย้ำว่าสหรัฐเป็นประเทศเดียวที่มีทั้งอำนาจทางการเงินและกำลังทางทหารเพียงพอที่จะทำเช่นนั้นได้
ความพยายามดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 18% นับตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่าน และเกิดขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งประเด็นค่าครองชีพและราคาพลังงานอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเมืองภายในประเทศ
อ้างอิง : www.bloomberg.com