ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ บทเรียนสู่แก้รัฐธรรมนูญ
การเมืองไทยภายใต้ความคืบหน้าเข้าสู่โหมด การจัดสรร “โควต้ารัฐมนตรี”
แน่นอน! เป็นโควต้าตาม “มุ้งบ้านใหญ่” ในแต่ละพรรค
ว่าไปแล้ว ผลการเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้แม้จะมีเรื่องเกรียวกราวเกี่ยวกับการซื้อเสียงครั้งมโหฬารที่สุดจนเกิดความสงสัยไปทั่วถึงเป้าหมายในการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่มาพร้อมกับข่าวคราวพฤติกรรมอันชวนสงสัยถึงความไม่ชอบมาพากลในการจัดการเลือกตั้ง
แต่นั่นในที่สุดแล้วเป็นเรื่องที่ทำได้แค่สงสัยกันไป แก้ไขคือจัดการอะไรไม่ได้มากกว่านั้น ด้วยถูกทำให้เป็นภาวะต้องยอมจำนน ด้วยคนส่วนใหญ่มีความคิดไปในทางประเทศจำเป็นต้องเร่งมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม เพื่อรับมือวิกฤตโลกที่เกิดขึ้นรุนแรง
มีความเห็นกันว่าหากจัดเลือกตั้งใหม่แล้วผลไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากที่เป็นอยู่ จัดไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร เสียงบประมาณที่ควรจะเอาไปทำอย่างอื่นให้เป็นประโยชน์มากกว่า
ถึงแม้จะเป็นการจัดการเลือกตั้งที่น่าเกลียด น่ากลัว แค่ไหน ก็จำต้องปล่อยให้ถูลู่ถูกังกันไปเช่นนี้
ในแวดวงของผู้ติดตามพัฒนาการการเมืองไทย ปรากฏการณ์ที่ทำให้ตื่นตาตื่นใจเป็น “ผลการเลือกตั้งที่เป็นชัยชนะแบบขาดลอยของเครือข่ายระบบบ้านใหญ่อุปถัมภ์” อันสะท้อนผ่านจำนวน ส.ส.ที่ได้รับเลือกของ “พรรคภูมิใจไทย” กับ “พรรคกล้าธรรม” ที่ได้รวมกันแล้วเกินครึ่งสภามากกว่า
เป็นที่รู้กันดีว่าการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มมีการก่อตั้ง “พรรคไทยรักไทย” ที่มี ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำ ปัจจัยที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้เลือก ส.ส.เปลี่ยนไป โดยเน้นเลือกที่นโยบายพรรคที่นำเสนอในการแก้ปัญหาให้ประเทศ และมาเป็นเน้นที่ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และเมื่อพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้น คนส่วนใช้ภาพของอุดมการณ์พรรคเป็นปัจจัยในการเลือก ชัดเจนยิ่งขึ้นมาในยุคที่เป็น “พรรคก้าวไกล”
แต่มาถึงเลือกตั้งครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ที่น่าตื่นตะลึงอย่างยิ่ง เมื่อคนส่วนใหญ่ย้อนกลับไปเลือก “ระบบเครือข่ายบ้านใหญ่อุปถัมภ์” กันท่วมท้น
การเมืองที่สู่ทิศทางของ “เสรีนิยมประชาธิปไตย” ที่เป็นพัฒนาการความรู้ทางการเมืองของประชาชนที่เชื่อว่าเกิดจากความเข้าใจโครงสร้างอำนาจ ที่ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” หมายถึงบทบาทของ ส.ส.มีหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ และคานอำนาจของฝ่ายบริหาร ซึ่งเลยถึงการทำหน้าที่ของกลไกราชการให้สามารถดูแลทุกข์สุขของประชาชนได้ ซึ่งเป็นพัฒนาการไปในทิศทางที่ถูกต้อง
แต่ผลการเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้เป็นภาพสะท้อนชัด ว่า “ประชาชนส่วนใหญ่” ยังมีความเข้าใจว่าการแก้ปัญหาต่างๆ เป็นหน้าที่โดยตรงของ ส.ส.ที่จะต้องเรียกร้องให้ลงมือเองได้
หากต้องการเข้าใจความเปลี่ยนแปลงในทางถอยหลังกลับของความเข้าใจโครงสร้างอำนาจการเมืองไทย ให้หา “คลิป” หรือบทสัมภาษณ์ของ ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ อดีต ส.ส.ระยองปี 2562 ที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ ต่อกลไก “บ้านใหญ่อุปถัมภ์” ที่ซับซ้อนและเป็นจริงในวิถีชีวิตประชาชน จนยากที่จะกลับไปเอาชนะได้
ภารกิจหนึ่งของนักการเมือง และประชาชนคือ นับจากนี้จะต้องร่วมกัน“เขียนรัฐธรรมนูญ” ขึ้นใหม่
โจทย์ใหญ่อาจจะมีอยู่ที่ต้องลดทอนอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ “องค์กรอิสระ” แล้ว
ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การทำให้ “อำนาจอธิปไตยทั้ง 3” คือ “บริหาร นิติบัญญัติ” ตรวจสอบและคานกันได้ตามหน้าที่ที่ควรจะเป็น โดยวางกลไกให้ประชาชนเรียนรู้และเข้าใจ ถึงหน้าที่ที่ถูกต้องของแต่ละอำนาจให้ได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ บทเรียนสู่แก้รัฐธรรมนูญ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th