ส่องสมรภูมิเดือด 8 ก.พ. 69 วัดบารมี 200 ตระกูล “บ้านใหญ่” พลังอุปถัมภ์ชนกระแสคนรุ่นใหม่ พื้นที่ปลายด้ามขวานต้าน “รับเงินบาป”
ส่องสมรภูมิเดือด 8 ก.พ. 69 วัดบารมี 200 ตระกูล “บ้านใหญ่” พลังอุปถัมภ์ชนกระแสคนรุ่นใหม่ พื้นที่ปลายด้ามขวานต้าน “รับเงินบาป”
วันที่ 18 ก.พ. 2569 สำนักข่าว The Room 44 ส่องอิทธิพล “บ้านใหญ่” ต่อผลการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นสมรภูมิเดือดสู้กันระหว่าง “กระแส” กับ “กระสุน” ชัดเจน ปรากฏการณ์นี้เป็นด่านทดสอบ “บ้านใหญ่”ทั่วประเทศที่มีประมาณ 200 ตระกูล กระจายอยู่ในหัวเมืองต่างๆ สวมเสื้อค่ายนั้นตามที่บ้านใหญ่นั้นมีสัมพันธ์กับพรรคการเมือง ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อรักษาฐานอำนาจในจังหวัด โดยพรรคภูมิใจไทย มีบ้านใหญ่เยอะที่สุด ตามด้วยพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม
ปกตินิยามคำว่า “บ้านใหญ่” มีเครื่องบ่งชี้เป็นตระกูลการเมืองที่มีอิทธิพลสูงในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะมีคนในตระกูลเป็นผู้บริหารท้องถิ่น เช่น นายกอบจ. ผูกขาดอำนาจผ่านเครือข่าย ใช้ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกในพื้นที่มายาวนาน และคนในตระกูลเป็นนักการเมืองระดับชาติ ทำให้บ้านใหญ่ที่มีอิทธิพลหรือบารมีสามารถเป็นผู้กำหนดทิศทางการเมืองได้
บ้านใหญ่ในยุคนี้หลายตระกูลที่ส่งลูกหลานลงสมัครสส. ล้วนมีดีกรีพร้อมสรรพ มี “พลังที่มีศักยภาพ” เข้าไปแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างรวดเร็วได้ โดยพลิกวิกฤติเป็นโอกาสใช้เครือข่ายอุปถัมภ์เดิม เติมด้วยวิธีการบริหารจัดการรูปแบบใหม่ ทำให้หลายตระกูลยังเป็นที่ต้องการของประชาชนอยู่ ดังนั้นจับตาการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ครั้งนี้ว่า บ้านใหญ่ที่ไหลไปอยู่พรรคการเมืองต่างๆ มีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นสส.หรือไม่ เมื่อสังคมเริ่มตระหนักถึง “กินเหยื่อแต่ไม่ติดเบ็ด” รับเงินแต่ไม่เลือก โดยกลายเป็นไวรัลในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้แล้ว เมื่อคนรุ่นใหม่ “ปฏิเสธเงินบาป” ต่อต้านทุนเทารุนแรงมาก จนมี “กลุ่มคนรุ่นใหม่ทำหนังสือถึงคณะกรรมการอิสลามจังหวัด ตัดสินว่าเข้าหลักเกณฑ์เงินบาปหรือไม่ จนมีการประกาศเป็นทางการเป็นเงินบาป” นายอันวาร์ สาและ อดีตสส.หลายสมัย ระบุกับสำนักข่าว The Room 44
ลองไปดูมุมคิดของนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงความรู้สึกที่ถูกพูดถึงเป็นบ้านใหญ่ว่า ตั้งข้อสังเกตถึงความหมายของคำนี้มาโดยตลอด สำหรับตนเอง บ้านใหญ่คือภาพสะท้อนของการพัฒนาในทุกอุตสาหกรรมที่เข้าไปมีส่วนร่วม เห็นได้จากความสำเร็จในการเปลี่ยนจ.บุรีรัมย์ จากเมืองที่ยากจนที่สุดอันดับ 3 ของประเทศ ให้กลายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่เติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดจังหวัดหนึ่ง และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในระดับสากลที่น่าภาคภูมิใจ
ความหมายของคำว่าบ้านใหญ่ มองว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถ มีศักยภาพและเป้าหมายร่วมกันในการสร้างประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อความเห็นแก่ตัวหรือขายชาติย่อมไม่ถูกต้อง คำเรียกดังกล่าวไม่ได้ลดทอนความสามารถ และไม่เคยคิดปฏิเสธความเป็น "ชิดชอบ" เพราะทุกประสบการณ์ อุปสรรค และโอกาสที่ได้รับ รวมถึงความศรัทธาจากประชาชน ล้วนเป็นสิ่งที่หล่อหลอมให้เป็นตัวเองในวันนี้
"ผมต้องเป็นตัวของตัวเอง ยอมรับตัวเองให้ได้ เพราะถ้าไม่เช่นนั้น จะไม่สามารถพัฒนาหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้เลย" นายไชยชนกกล่าว และยืนยันว่าจะรักษาตัวตนบนเส้นทางการเมือง และมุ่งมั่นใช้ความสามารถทั้งหมดที่มี เพื่อทำงานให้กับประชาชนต่อไป