เปิดประวัติ เอกนัฎ พร้อมพันธุ์ ผู้ชนแหลกทุนจีน
จากเหตุโศกนาฏกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไล่เรียงตั้งแต่กรณีอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม เหตุเครนก่อสร้างถล่มทับขบวนรถไฟในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จนกระทั่งล่าสุดเกิดเหตุอุบัติเหตุซ้ำซากในโครงการก่อสร้างถนนพระราม 2 เหตุการณ์เหล่านี้ได้จุดกระแสการตั้งคำถามครั้งใหญ่ในสังคมขึ้นอีกครั้งถึงมาตรฐานความปลอดภัย วัสดุก่อสร้าง และประสิทธิภาพการกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรมของภาครัฐ
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว ชื่อของ นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง ในฐานะนักการเมืองที่เคยเปิดเกมรุกตรวจสอบอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการชนตรงกับกลุ่มทุนจีนในประเทศไทย ที่ถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายวัสดุอุตสาหกรรมไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับเหตุอาคารและโครงสร้างขนาดใหญ่พังถล่มในหลายพื้นที่ตลอดช่วงที่ผ่านมา
นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ เป็นนักการเมืองและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมไทย ผู้มีบทบาทโดดเด่นในการตรวจสอบอุตสาหกรรมและกำกับดูแลมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมไทยในช่วงดำรงตำแหน่ง ก่อนพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีตามวาระรัฐบาลปัจจุบันช่วงปลายปีที่ผ่านมา
ในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายเอกนัฎได้สั่งการให้ ทีมตรวจการสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เข้าตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งที่มีประเด็นเกี่ยวกับการผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะโรงงานที่มี การลงทุนจากกลุ่มทุนจีนในประเทศไทย ซึ่งพบการลักลอบใช้เตาหลอมโลหะแบบ IF ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายควบคุมการผลิต ทำให้ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ออกสู่ตลาดมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน มอก. และอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารและเครื่องจักร
จุดเริ่มต้นของประเด็นร้อนแรงคือการตรวจสอบคุณภาพเหล็กที่เกี่ยวข้องกับกรณีอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มลงมา ซึ่งมีข้อสงสัยว่าการใช้เหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ทำให้ทีมตรวจสอบพบเหล็กผิดมาตรฐานจำนวนมาก และนำไปสู่การดำเนินคดีกับบริษัทผลิตเหล็กทุนจีน
ขณะที่ดำรงตำแหน่ง มีรายงานว่า นายเอกนัฎเคยเปิดเผยว่า กลุ่มทุนจีน พยายามล็อบบี้และขับเคลื่อนให้มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีอุตสาหกรรม โดยมีการตั้ง ค่าหัว ในระดับ 200-300 ล้านบาท เพื่อให้ตนพ้นตำแหน่ง หลังจากสั่งปิดโรงงานและตรวจสอบกิจการผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด แม้ประเด็นนี้จะไม่ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงจริง แต่เป็นหนึ่งในแรงกดดันที่เขาต้องเผชิญระหว่างการทำงาน
ผลงานอีกด้านหนึ่งของนายเอกนัฎ คือคำสั่ง สั่งปิดและดำเนินคดีกับโรงงานของทุนจีนหลายแห่ง ที่ลักลอบประกอบกิจการผิดกฎหมาย เช่น การลักลอบหลอมเหล็กโดยใช้เตาหลอมแบบ IF ที่ควบคุมคุณภาพไม่ได้ และการลักลอบผลิตเหล็กที่ไม่มีใบอนุญาต จนต้องอายัดสินค้าและยึดของกลาง นำไปสู่การตรวจสอบต่อเนื่องและผลักดันคดีพิเศษกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง
ด้านองค์กรเอกชนและกลุ่มผู้ประกอบการไทยยังร่วมสนับสนุนการตรวจสอบคุณภาพสินค้าดังกล่าว โดยหลายสมาคมอุตสาหกรรมเหล็กไทยไม่ยอมรับผลตรวจที่บิดเบือน และยืนยันว่าสินค้าที่ผลิตโดยโรงงานทุนจีนไม่ผ่านมาตรฐานสากล
ข้อมูลล่าสุดยังระบุว่าในบัญชีทรัพย์สินที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. ขณะพ้นจากตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายเอกนัฎมีทรัพย์สินรวมประมาณ 1.1 พันล้านบาท ซึ่งรวมถึงเงินให้กู้ยืมในเครือข่ายธุรกิจส่วนตัวหลายราย