โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิเคราะห์กระแสเทขายสินทรัพย์ลงทุนในสหรัฐฯ ? หรือกระแส ‘Sell America’ ไม่มีอยู่จริง แต่เป็นเพียงแค่การ ‘Hedge America’ เท่านั้น

Businesstoday

อัพเดต 19 ก.พ. เวลา 18.11 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 11.11 น. • Businesstoday

โดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™
Head of Wealth Strategy บลจ.ทิสโก้

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ท่ามกลางความผันผวนของการเมืองโลกและการกลับมารับตำแหน่งอีกครั้งของประธานาธิบดี Donald Trump เมื่อปีที่แล้ว สิ่งหนึ่งที่ถูกพูดถึงและสร้างความกังวลให้กับตลาดการเงินทั่วโลกอย่างมากคือ ทฤษฎีที่ว่านักลงทุนต่างชาติกำลังจะรวมหัวกันเทขายสินทรัพย์ของสหรัฐฯ หรือที่เรียกกันว่ากระแส “Sell America” ภาพจำที่หลายคนกลัวคือการดึงเงินทุนมหาศาลกลับประเทศ ซึ่งอาจสั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่เป็นเสาหลักของโลก

ความกังวลนี้มีที่มาที่ไปที่สมเหตุสมผล ไม่ว่าจะเป็นกำแพงภาษีที่พร้อมจะพลิกโฉมการค้าโลก หรือแม้แต่ท่าทีของทำเนียบขาวที่ออกมาข่มขู่ถึงความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยลบที่ลดความน่าเชื่อถือของสินทรัพย์ในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เมื่อเรากางตัวเลขสถิติและข้อมูลการลงทุนที่แท้จริงออกมาดู กลับพบว่าภาพที่เกิดขึ้นจริงนั้นแตกต่างจากกระแส ‘Sell America’ อย่างสิ้นเชิง

นักลงทุนไม่ได้กำลังวิ่งหนีออกจากสหรัฐฯ ในทางตรงกันข้าม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงพุ่งทะยานและดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “วิธีการ” ที่พวกเขารับมือกับความเสี่ยง ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เรียกว่าการเทขาย แต่คือการจัดพอร์ตอย่างชาญฉลาดที่เรียกว่า “Hedge America” หรือการลงทุนไปพร้อมๆ กับการป้องกันความเสี่ยงอย่างรัดกุมที่สุด บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเม็ดเงิน $36 trillion ที่ต่างชาติลงทุนในหุ้นและพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปี 2025 ยังดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติได้

หากกระแส “Sell America” เป็นเรื่องจริง เราควรจะได้เห็นตัวเลขเงินทุนไหลออกมหาศาล แต่ข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (U.S. Treasury Department) ที่เพิ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์กลับขัดกับทฤษฎี “Sell America” เพราะยอดซื้อหุ้นสหรัฐฯ สุทธิจากนักลงทุนที่ไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ ในปี 2025 พุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ $720.1 billion ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 134% เมื่อเทียบกับระดับ $307.5 billion ในปี 2024 การเข้าซื้อที่เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าตัวนี้ยังเกิดขึ้นถึงแม้ว่ามีประเด็นกำแพงภาษีและนโยบายที่แข็งกร้าวของ ปธน.Trump คอยกดดันตลาด

จากข้อมูลตัวเลขสถิติที่ออกมาอาจสามารถพูดได้ว่า “การขายทิ้งอเมริกาเป็นเรื่องราวที่พูดเกินจริงไปหน่อย อย่างน้อยก็สำหรับตลาดหุ้น” โดยความน่าสนใจที่สามารถดึงดูดนักลงทุนมาลงทุนในหุ้นสหรัฐฯได้ มาจากความคลั่งไคล้ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

แม้ว่าความกังวลเรื่องนโยบายการเมืองจะทำให้ดัชนีหุ้นมีความผันผวน แต่ความหวังที่ว่า AI จะเข้ามาพลิกโฉมและเพิ่มผลกำไรให้กับองค์กรธุรกิจอย่างมหาศาล ก็มีน้ำหนักมากพอที่จะชดเชยความกลัวเหล่านั้นไปได้จนหมดสิ้น

ใครซื้อ ใครขาย: เผยโฉมผู้เล่นหลักในปี 2025

เมื่อเจาะลึกภาพรวมการซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ ในปี 2025 ข้อมูลจาก Bloomberg News เผยให้เห็นผู้เล่นระดับโลกที่น่าสนใจ: โดยนอร์เวย์ กลายเป็นผู้ซื้อหุ้นสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุด (หากไม่นับรวมแหล่งจดทะเบียนกองทุนอย่างหมู่เกาะเคย์แมนและไอร์แลนด์) ด้วยยอดซื้อสุทธิมหาศาลถึง $81.8 billion ซึ่งมากกว่ายอดของปี 2024 เกือบสามเท่า สิงคโปร์ ตามมาติด ๆ เป็นอันดับสองด้วยยอดซื้อ $79 billion เกาหลีใต้ อัดฉีดเงินลงทุนเพิ่มอีก $73.6 billion ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงเกือบห้าเท่า

ที่น่าสนใจที่สุดคือ แคนาดา ซึ่งเคยมียอดเทขายสูงสุดในปี 2024 กลับลำมาเป็นผู้ซื้อสุทธิที่ $10.6 billion ในปี 2025 สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า แม้ชาวแคนาดาจะไม่พอใจนโยบายการค้าของ Donald Trump แต่ในโลกของการลงทุน “ผลกำไรย่อมสำคัญกว่าอารมณ์ความรู้สึกทางการเมือง”

ในฝั่งของผู้ขาย มีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่เทขายอย่างชัดเจน นำโดย คูเวต ที่เทขายไป $36.5 billion และ จีน ที่เทขายไป $34.1 billion ซึ่งถือเป็นการขายสุทธิติดต่อกันเป็นปีที่สามสำหรับจีน

คำถามสำคัญคือ ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปั่นป่วน ทำไมกองทุนระดับโลกถึงไม่ปรับพอร์ตหนีออกจากสหรัฐฯ อย่างเด็ดขาด? คำตอบที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาที่สุดคือ “พวกเขาไม่สามารถหาผลตอบแทนระดับนี้ได้จากที่อื่น”

แม้ดัชนี S&P 500 Index ในปีที่แล้วจะสร้างผลตอบแทนที่ 16% ซึ่งอาจจะตามหลังดัชนี MSCI World Excluding United States Index อยู่บ้าง แต่น้ำหนักของบริษัทสหรัฐฯ ในดัชนีโลกนั้นมหาศาลเกินกว่าจะเพิกเฉย

ประเด็นนี้ได้รับการยืนยันจาก Nicolai Tangen ผู้บริหารกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์มูลค่า $2.1 trillion ที่กล่าวอย่างชัดเจนว่า “เราไม่สามารถแค่ขายบริษัท AI ทิ้งไปได้ เรากล้าที่จะรับความเสี่ยงโดยไม่มีสัดส่วนใน AI แบบนั้น” การกระจายความเสี่ยงออกไปจากสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะต้องผ่านการพิจารณาและอนุมัติจากบอร์ดบริหารหลายขั้นตอน

เข้าใจแนวคิด ‘Hedge America’ ทำไมเงิน dollar ถึงอ่อนค่าท่ามกลางตลาดหุ้นที่ร้อนแรง

แม้เม็ดเงินจะไหลเข้าตลาดหุ้น แต่ทำไมค่าเงิน dollar ถึงร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี? และทำไมยอดซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถึงชะลอตัว? คำตอบของเรื่องนี้คือหัวใจสำคัญของคำว่า “Hedge America”

ในอดีต การถือครองเงิน dollar เปรียบเสมือนการมีเกราะป้องกันภัยที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะเมื่อเกิดวิกฤตหรือตลาดหุ้นผันผวน เงิน dollar มักจะแข็งค่าขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ช่วยชดเชยการขาดทุนในพอร์ตการลงทุนได้เสมอ

แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา ค่าเงิน dollar กลับร่วงลงประมาณ 8% ทั้งที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง ตลาดหุ้นทำนิวไฮ และอัตราดอกเบี้ยก็ยังสูงกว่าหลายประเทศในกลุ่มโลกพัฒนาแล้ว โดยความย้อนแย้งนี้น่าจะมาจากการที่นักลงทุนต่างชาติยังคง “อยากได้” หุ้นสหรัฐฯ แต่เริ่ม “กลัว” ความเสี่ยงจากการถือครองสกุลเงิน dollar

ดังนั้น แทนที่จะเทขายหุ้นทิ้ง พวกเขาเลือกใช้วิธีป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedging) ผ่านตลาดอนุพันธ์ ซึ่งทำได้ง่ายและต้นทุนต่ำกว่า แต่กลไกของการป้องกันความเสี่ยงนี้คือ “การเทขายเงิน dollar” ล่วงหน้า ยิ่งนักลงทุนป้องกันความเสี่ยงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดแรงเทขาย dollar มากขึ้นเท่านั้น กลายเป็นวงจรที่กดดันให้ค่าเงิน dollar อ่อนลงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลยืนยันจากธนาคารกลางของเดนมาร์กพบว่า กองทุนบำเหน็จบำนาญและบริษัทประกันชีวิตได้เพิ่มสัดส่วนการทำ Hedging ป้องกันความเสี่ยงเงิน dollar จาก 61% ขึ้นเป็น 71% ภายในปีเดียว

ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จุดเปลี่ยนผ่านที่ต้องจับตา

ในขณะที่ตลาดหุ้นดึงดูดเงินได้มหาศาล แต่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กลับเผชิญกับภาพที่แตกต่าง แม้ยอดการถือครอง พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของต่างชาติจะสูงเป็นประวัติการณ์ที่ $9.4 trillion แต่ “อัตราการซื้อใหม่” กลับชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก $641 billion ในปีก่อนหน้า ลดลงเหลือ $422 billion

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ AkademikerPension กองทุนบำเหน็จบำนาญของเดนมาร์ก ที่ตัดสินใจเทขาย พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มูลค่า $100 million อย่างไรก็ตาม Anders Schelde ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของกองทุนได้ออกมาชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาว่า นี่ไม่ใช่การคว่ำบาตรทางการเมือง ไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ Donald Trump อยากซื้อเกาะกรีนแลนด์ แต่มันเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจปกติที่เกิดจากความกังวลเรื่อง “การขาดดุลและระดับหนี้ของสหรัฐฯ” ที่เพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกับ PFA กองทุนเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดของเดนมาร์ก ที่ผู้บริหารอย่าง Kasper Ahrndt Lorenzen ก็ทยอยลดสัดส่วน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มาหลายปี เพื่อกลับไปลงทุนในพันธบัตรสกุลเงินของตัวเองที่สมเหตุสมผลกว่า

นอกจากนี้ เจ้าหนี้รายใหญ่อย่างญี่ปุ่นก็อาจดึงเงินกลับบ้านหากอัตราดอกเบี้ยในประเทศสูงขึ้น ส่วนทางด้านจีน แม้ตัวเลขทางการจะชี้ว่าการถือครอง พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลงต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2008 แต่มีบทวิเคราะห์ประเมินว่า ณ ปัจจุบันจีนอาจยังลงทุนอยู่มากกว่า $1 trillion ผ่านตัวกลางในประเทศอย่างเบลเยียม และธนาคารของรัฐจีนก็ยังคงเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อแทรกแซงไม่ให้เงินหยวนแข็งค่าเกินไป

ไม่ใช่การหนีสหรัฐฯ แต่เป็นการอยู่ร่วมอย่างชาญฉลาด

บทสรุปของสถานการณ์การเงินโลกในยุคปัจจุบัน สามารถนิยามได้ว่านี่ไม่ใช่ยุคของการ “Sell America” แต่เป็นยุคของ “Hedge America” อย่างแท้จริง กระแสข่าวเรื่องการเทขายสินทรัพย์สหรัฐฯ ทิ้งนั้น เป็นเพียงความตื่นตระหนกที่เกินจริงเมื่อเทียบกับหลักฐานเชิงประจักษ์ ยอดการลงทุนกว่า $720.1 billion ในตลาดหุ้นปี 2025 เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า เม็ดเงินของโลกยังคงโหยหาการเติบโตจากนวัตกรรมและเทคโนโลยีของอเมริกา

แน่นอนว่าความน่าเชื่อถือแบบไร้ข้อกังขาที่สหรัฐฯ เคยมีอาจจะลดน้อยลง สะท้อนให้เห็นจากการที่เงิน dollar ไม่ใช่เซฟโซนที่สมบูรณ์แบบอีกต่อไป และยอดการซื้อ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอตัวลง นักลงทุนสถาบันต่างตื่นตัวและเริ่มปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อกระจายความเสี่ยงและป้องกันผลกระทบจากค่าเงินที่ผันผวน

แต่ท้ายที่สุดแล้ว ในโลกของการลงทุนที่ผลลัพธ์วัดกันที่ตัวเลขและผลตอบแทน สหรัฐฯ ยังคงเป็นสนามแข่งขันที่สำคัญที่สุดที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ดังที่ Anders Schelde ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของกองทุน AkademikerPension กองทุนบำเหน็จบำนาญของเดนมาร์ก ที่พึ่งเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แต่กลับยังมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ ได้กล่าวไว้อย่างเฉียบคมและสะท้อนความจริงที่สุดของวงการการเงินว่า “เหตุผลเดียวที่เรามีอยู่คือเพื่อมอบเงินบำนาญที่ดีให้กับสมาชิกของเรา และผมมองไม่เห็นว่าคุณจะทำเช่นนั้นได้อย่างไรโดยไม่ต้องลงทุนในสหรัฐฯ”ซึ่งตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและสร้างผลกำไรให้โลกได้ โลกก็จะไม่เทขายอเมริกา แต่จะเลือกหาวิธีปกป้องตัวเองและตักตวงผลประโยชน์จากความยิ่งใหญ่นี้ต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...