วิเคราะห์กระแสเทขายสินทรัพย์ลงทุนในสหรัฐฯ ? หรือกระแส ‘Sell America’ ไม่มีอยู่จริง แต่เป็นเพียงแค่การ ‘Hedge America’ เท่านั้น
โดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™
Head of Wealth Strategy บลจ.ทิสโก้
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ท่ามกลางความผันผวนของการเมืองโลกและการกลับมารับตำแหน่งอีกครั้งของประธานาธิบดี Donald Trump เมื่อปีที่แล้ว สิ่งหนึ่งที่ถูกพูดถึงและสร้างความกังวลให้กับตลาดการเงินทั่วโลกอย่างมากคือ ทฤษฎีที่ว่านักลงทุนต่างชาติกำลังจะรวมหัวกันเทขายสินทรัพย์ของสหรัฐฯ หรือที่เรียกกันว่ากระแส “Sell America” ภาพจำที่หลายคนกลัวคือการดึงเงินทุนมหาศาลกลับประเทศ ซึ่งอาจสั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่เป็นเสาหลักของโลก
ความกังวลนี้มีที่มาที่ไปที่สมเหตุสมผล ไม่ว่าจะเป็นกำแพงภาษีที่พร้อมจะพลิกโฉมการค้าโลก หรือแม้แต่ท่าทีของทำเนียบขาวที่ออกมาข่มขู่ถึงความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยลบที่ลดความน่าเชื่อถือของสินทรัพย์ในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เมื่อเรากางตัวเลขสถิติและข้อมูลการลงทุนที่แท้จริงออกมาดู กลับพบว่าภาพที่เกิดขึ้นจริงนั้นแตกต่างจากกระแส ‘Sell America’ อย่างสิ้นเชิง
นักลงทุนไม่ได้กำลังวิ่งหนีออกจากสหรัฐฯ ในทางตรงกันข้าม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงพุ่งทะยานและดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “วิธีการ” ที่พวกเขารับมือกับความเสี่ยง ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เรียกว่าการเทขาย แต่คือการจัดพอร์ตอย่างชาญฉลาดที่เรียกว่า “Hedge America” หรือการลงทุนไปพร้อมๆ กับการป้องกันความเสี่ยงอย่างรัดกุมที่สุด บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเม็ดเงิน $36 trillion ที่ต่างชาติลงทุนในหุ้นและพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปี 2025 ยังดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติได้
หากกระแส “Sell America” เป็นเรื่องจริง เราควรจะได้เห็นตัวเลขเงินทุนไหลออกมหาศาล แต่ข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (U.S. Treasury Department) ที่เพิ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์กลับขัดกับทฤษฎี “Sell America” เพราะยอดซื้อหุ้นสหรัฐฯ สุทธิจากนักลงทุนที่ไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ ในปี 2025 พุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ $720.1 billion ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 134% เมื่อเทียบกับระดับ $307.5 billion ในปี 2024 การเข้าซื้อที่เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าตัวนี้ยังเกิดขึ้นถึงแม้ว่ามีประเด็นกำแพงภาษีและนโยบายที่แข็งกร้าวของ ปธน.Trump คอยกดดันตลาด
จากข้อมูลตัวเลขสถิติที่ออกมาอาจสามารถพูดได้ว่า “การขายทิ้งอเมริกาเป็นเรื่องราวที่พูดเกินจริงไปหน่อย อย่างน้อยก็สำหรับตลาดหุ้น” โดยความน่าสนใจที่สามารถดึงดูดนักลงทุนมาลงทุนในหุ้นสหรัฐฯได้ มาจากความคลั่งไคล้ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
แม้ว่าความกังวลเรื่องนโยบายการเมืองจะทำให้ดัชนีหุ้นมีความผันผวน แต่ความหวังที่ว่า AI จะเข้ามาพลิกโฉมและเพิ่มผลกำไรให้กับองค์กรธุรกิจอย่างมหาศาล ก็มีน้ำหนักมากพอที่จะชดเชยความกลัวเหล่านั้นไปได้จนหมดสิ้น
ใครซื้อ ใครขาย: เผยโฉมผู้เล่นหลักในปี 2025
เมื่อเจาะลึกภาพรวมการซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ ในปี 2025 ข้อมูลจาก Bloomberg News เผยให้เห็นผู้เล่นระดับโลกที่น่าสนใจ: โดยนอร์เวย์ กลายเป็นผู้ซื้อหุ้นสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุด (หากไม่นับรวมแหล่งจดทะเบียนกองทุนอย่างหมู่เกาะเคย์แมนและไอร์แลนด์) ด้วยยอดซื้อสุทธิมหาศาลถึง $81.8 billion ซึ่งมากกว่ายอดของปี 2024 เกือบสามเท่า สิงคโปร์ ตามมาติด ๆ เป็นอันดับสองด้วยยอดซื้อ $79 billion เกาหลีใต้ อัดฉีดเงินลงทุนเพิ่มอีก $73.6 billion ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงเกือบห้าเท่า
ที่น่าสนใจที่สุดคือ แคนาดา ซึ่งเคยมียอดเทขายสูงสุดในปี 2024 กลับลำมาเป็นผู้ซื้อสุทธิที่ $10.6 billion ในปี 2025 สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า แม้ชาวแคนาดาจะไม่พอใจนโยบายการค้าของ Donald Trump แต่ในโลกของการลงทุน “ผลกำไรย่อมสำคัญกว่าอารมณ์ความรู้สึกทางการเมือง”
ในฝั่งของผู้ขาย มีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่เทขายอย่างชัดเจน นำโดย คูเวต ที่เทขายไป $36.5 billion และ จีน ที่เทขายไป $34.1 billion ซึ่งถือเป็นการขายสุทธิติดต่อกันเป็นปีที่สามสำหรับจีน
คำถามสำคัญคือ ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปั่นป่วน ทำไมกองทุนระดับโลกถึงไม่ปรับพอร์ตหนีออกจากสหรัฐฯ อย่างเด็ดขาด? คำตอบที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาที่สุดคือ “พวกเขาไม่สามารถหาผลตอบแทนระดับนี้ได้จากที่อื่น”
แม้ดัชนี S&P 500 Index ในปีที่แล้วจะสร้างผลตอบแทนที่ 16% ซึ่งอาจจะตามหลังดัชนี MSCI World Excluding United States Index อยู่บ้าง แต่น้ำหนักของบริษัทสหรัฐฯ ในดัชนีโลกนั้นมหาศาลเกินกว่าจะเพิกเฉย
ประเด็นนี้ได้รับการยืนยันจาก Nicolai Tangen ผู้บริหารกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์มูลค่า $2.1 trillion ที่กล่าวอย่างชัดเจนว่า “เราไม่สามารถแค่ขายบริษัท AI ทิ้งไปได้ เรากล้าที่จะรับความเสี่ยงโดยไม่มีสัดส่วนใน AI แบบนั้น” การกระจายความเสี่ยงออกไปจากสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะต้องผ่านการพิจารณาและอนุมัติจากบอร์ดบริหารหลายขั้นตอน
เข้าใจแนวคิด ‘Hedge America’ ทำไมเงิน dollar ถึงอ่อนค่าท่ามกลางตลาดหุ้นที่ร้อนแรง
แม้เม็ดเงินจะไหลเข้าตลาดหุ้น แต่ทำไมค่าเงิน dollar ถึงร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี? และทำไมยอดซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถึงชะลอตัว? คำตอบของเรื่องนี้คือหัวใจสำคัญของคำว่า “Hedge America”
ในอดีต การถือครองเงิน dollar เปรียบเสมือนการมีเกราะป้องกันภัยที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะเมื่อเกิดวิกฤตหรือตลาดหุ้นผันผวน เงิน dollar มักจะแข็งค่าขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ช่วยชดเชยการขาดทุนในพอร์ตการลงทุนได้เสมอ
แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา ค่าเงิน dollar กลับร่วงลงประมาณ 8% ทั้งที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง ตลาดหุ้นทำนิวไฮ และอัตราดอกเบี้ยก็ยังสูงกว่าหลายประเทศในกลุ่มโลกพัฒนาแล้ว โดยความย้อนแย้งนี้น่าจะมาจากการที่นักลงทุนต่างชาติยังคง “อยากได้” หุ้นสหรัฐฯ แต่เริ่ม “กลัว” ความเสี่ยงจากการถือครองสกุลเงิน dollar
ดังนั้น แทนที่จะเทขายหุ้นทิ้ง พวกเขาเลือกใช้วิธีป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedging) ผ่านตลาดอนุพันธ์ ซึ่งทำได้ง่ายและต้นทุนต่ำกว่า แต่กลไกของการป้องกันความเสี่ยงนี้คือ “การเทขายเงิน dollar” ล่วงหน้า ยิ่งนักลงทุนป้องกันความเสี่ยงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดแรงเทขาย dollar มากขึ้นเท่านั้น กลายเป็นวงจรที่กดดันให้ค่าเงิน dollar อ่อนลงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลยืนยันจากธนาคารกลางของเดนมาร์กพบว่า กองทุนบำเหน็จบำนาญและบริษัทประกันชีวิตได้เพิ่มสัดส่วนการทำ Hedging ป้องกันความเสี่ยงเงิน dollar จาก 61% ขึ้นเป็น 71% ภายในปีเดียว
ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จุดเปลี่ยนผ่านที่ต้องจับตา
ในขณะที่ตลาดหุ้นดึงดูดเงินได้มหาศาล แต่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กลับเผชิญกับภาพที่แตกต่าง แม้ยอดการถือครอง พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของต่างชาติจะสูงเป็นประวัติการณ์ที่ $9.4 trillion แต่ “อัตราการซื้อใหม่” กลับชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก $641 billion ในปีก่อนหน้า ลดลงเหลือ $422 billion
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ AkademikerPension กองทุนบำเหน็จบำนาญของเดนมาร์ก ที่ตัดสินใจเทขาย พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มูลค่า $100 million อย่างไรก็ตาม Anders Schelde ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของกองทุนได้ออกมาชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาว่า นี่ไม่ใช่การคว่ำบาตรทางการเมือง ไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ Donald Trump อยากซื้อเกาะกรีนแลนด์ แต่มันเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจปกติที่เกิดจากความกังวลเรื่อง “การขาดดุลและระดับหนี้ของสหรัฐฯ” ที่เพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกับ PFA กองทุนเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดของเดนมาร์ก ที่ผู้บริหารอย่าง Kasper Ahrndt Lorenzen ก็ทยอยลดสัดส่วน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มาหลายปี เพื่อกลับไปลงทุนในพันธบัตรสกุลเงินของตัวเองที่สมเหตุสมผลกว่า
นอกจากนี้ เจ้าหนี้รายใหญ่อย่างญี่ปุ่นก็อาจดึงเงินกลับบ้านหากอัตราดอกเบี้ยในประเทศสูงขึ้น ส่วนทางด้านจีน แม้ตัวเลขทางการจะชี้ว่าการถือครอง พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลงต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2008 แต่มีบทวิเคราะห์ประเมินว่า ณ ปัจจุบันจีนอาจยังลงทุนอยู่มากกว่า $1 trillion ผ่านตัวกลางในประเทศอย่างเบลเยียม และธนาคารของรัฐจีนก็ยังคงเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อแทรกแซงไม่ให้เงินหยวนแข็งค่าเกินไป
ไม่ใช่การหนีสหรัฐฯ แต่เป็นการอยู่ร่วมอย่างชาญฉลาด
บทสรุปของสถานการณ์การเงินโลกในยุคปัจจุบัน สามารถนิยามได้ว่านี่ไม่ใช่ยุคของการ “Sell America” แต่เป็นยุคของ “Hedge America” อย่างแท้จริง กระแสข่าวเรื่องการเทขายสินทรัพย์สหรัฐฯ ทิ้งนั้น เป็นเพียงความตื่นตระหนกที่เกินจริงเมื่อเทียบกับหลักฐานเชิงประจักษ์ ยอดการลงทุนกว่า $720.1 billion ในตลาดหุ้นปี 2025 เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า เม็ดเงินของโลกยังคงโหยหาการเติบโตจากนวัตกรรมและเทคโนโลยีของอเมริกา
แน่นอนว่าความน่าเชื่อถือแบบไร้ข้อกังขาที่สหรัฐฯ เคยมีอาจจะลดน้อยลง สะท้อนให้เห็นจากการที่เงิน dollar ไม่ใช่เซฟโซนที่สมบูรณ์แบบอีกต่อไป และยอดการซื้อ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอตัวลง นักลงทุนสถาบันต่างตื่นตัวและเริ่มปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อกระจายความเสี่ยงและป้องกันผลกระทบจากค่าเงินที่ผันผวน
แต่ท้ายที่สุดแล้ว ในโลกของการลงทุนที่ผลลัพธ์วัดกันที่ตัวเลขและผลตอบแทน สหรัฐฯ ยังคงเป็นสนามแข่งขันที่สำคัญที่สุดที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ดังที่ Anders Schelde ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของกองทุน AkademikerPension กองทุนบำเหน็จบำนาญของเดนมาร์ก ที่พึ่งเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แต่กลับยังมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ ได้กล่าวไว้อย่างเฉียบคมและสะท้อนความจริงที่สุดของวงการการเงินว่า “เหตุผลเดียวที่เรามีอยู่คือเพื่อมอบเงินบำนาญที่ดีให้กับสมาชิกของเรา และผมมองไม่เห็นว่าคุณจะทำเช่นนั้นได้อย่างไรโดยไม่ต้องลงทุนในสหรัฐฯ”ซึ่งตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและสร้างผลกำไรให้โลกได้ โลกก็จะไม่เทขายอเมริกา แต่จะเลือกหาวิธีปกป้องตัวเองและตักตวงผลประโยชน์จากความยิ่งใหญ่นี้ต่อไป