โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“บิวกิ้น” ทำงานหนักจนต้องฉีดยาเข้าเส้นเสียง!

daradaily

อัพเดต 28 ม.ค. เวลา 23.10 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. เวลา 23.00 น.

“บิวกิ้น” ทำงานหนักจนต้องฉีดยาเข้าเส้นเสียง!

ออกมาเปิดใจในรายการ PrimeCast WITH PUNPUN สำหรับ "บิวกิ้น พุฒิพงศ์" แบบไม่กั๊ก ย้อนเล่าวัยเด็กที่เคยติดพี่เลี้ยง ไปจนถึงวีรกรรมเป็นเด็กเอาแต่ใจขั้นสุด รวมถึงประสบการณ์ทำงานหนักจนเคยต้องฉีดยาเข้าที่เส้นเสียง การรับมือกับภาวะ Burnout การดูแลตัวเองทั้งกายและใจ พร้อมเผย Safe zone และวิธีรีชาร์จใจในวันเหนื่อย

อ่านข่าวต่อ: “หลานม่า” กวาดรางวัลฉ่ำ ด้าน “บิวกิ้น พุฒิพงศ์” คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม!!

ชื่อ อียอ มาจากไหน ?

บิวกิ้น : เป็นชื่อที่เขาตั้งให้ก่อนเกิดครับ คือหมายถึงว่าที่บ้านผมเขาจะเป็นชื่อแบบธีมดิสนีย์กันหมด คือพี่คนโตผมชื่อมิกกี้ คนที่ 2 ชื่อวินนี่ แล้วก็ก่อนผมเกิดตอนแรกจะชื่อว่า อียอ แต่ว่าพอดีเขามาเปลี่ยนตอนเกิดเป็น บิวกิ้น ครับ

ติดพี่เลี้ยงตั้งแต่เด็ก ?

บิวกิ้น : ใช่ครับ ตอนเด็กเราก็อยู่กับพี่เลี้ยงแบบทุกวันแล้วก็ทั้งวัน เลยเหมือนเราเจอพ่อแม่แบบเช้าเย็น ๆ ช่วงอนุบาลประถมจะติดพี่เลี้ยงมาก

เด็ก ๆ ชีวิตเป็นยังไงบ้าง ?

บิวกิ้น : กินข้าว 3 มื้อทั่วไป ก็โตมาแบบไม่ได้พิสดารอะไรมาก ก็อยู่ที่บ้านอยู่กับพี่เลี้ยง แล้วพ่อแม่ก็จะเหมือนกับว่าจะมาใช้เวลากับเราช่วงเย็น ๆ ถึงกลางคืน แล้วก็ปะป๊า ม๊าเขาชอบส่งไปเรียนนั่นเรียนนี่ เหมือนกับว่าให้ไปลองเรียนอะไรที่หลากหลาย ทั้งกีฬาทั้งดนตรีทั้งเรียนพิเศษตลอด เทควันโด้ ปั้นดินน้ำมัน เรียนคอมพิวเตอร์ เรียนภาษาอังกฤษ กีฬาฟุตบอล ตีแบต ปิงปอง โบว์ลิ่ง ว่ายน้ำ

เรียนร้องเพลงไหมตอนเด็ก ?

บิวกิ้น : เรียนครับ ชอบร้องเพลง ผมว่าคือมันเป็นกิจกรรมแบบไม่กี่อย่างเลยจริง ๆ แล้วอันเดียวเลยที่เหมือนกับว่าไปเรียนแล้วเรารู้สึกว่าอยากไปเรียนเรื่อย ๆ อันอื่นมันจะมีความฝืนนิดหนึ่ง ไปเรียนแล้วอยากอยู่บ้านมากกว่า แต่อันนี้มันเหมือนกับว่ามันมีช่วงที่หยุดไปจากการเรียนร้องเพลง แล้วก็รู้สึกว่าคิดถึงการเรียนร้องเพลงแล้วก็กลับไปเรียนร้องเพลง

เป็นคนญาติเยอะมาก พาญาติไปดูหนังทีต้องปิดโรงหนัง ?

บิวกิ้น : ใช่ เรื่องจริง เป็นแบบญาติหลายทางไง มันจะมีฝั่งปะป๊า ฝั่งหม่าม๊า ฝั่งปะป๊าก็จะแตกสายเป็นฝั่งอากงอาม่าฝั่งปะป๊าอีก แล้วก็แบบ Top-down ลงมา ฝั่งอากงอาม่า ฝั่งหม่าม๊าแล้วก็ลงมาอีก มันก็หลายภาคส่วน ถ้าเป็นกิจกรรมใหญ่ ๆ ป๊าผมก็จะเป็นพวกมนุษย์สังคม ชอบไปชวนคนนั้นคนนี้ ชวนญาติทั่วสารทิศมาพอเริ่มเยอะเขาก็จะชอบปิดโรงหนังเวลาถ้ามีหนังเล่น

ทำไมไม่ตัดผม ?

บิวกิ้น : ไม่รู้เหมือนกันนะ ไม่ได้คิดว่าจะไว้แบบจริงจังด้วย แต่ว่าจริง ๆ แล้วแค่ตอนนั้นไปเรียนต่อแล้วก็เหมือนไม่ได้ตัด 3-4 เดือน แล้วก็รู้สึกว่ามันเริ่มมันจะยาวกว่าที่เราเคยไว้มาแล้ว แล้วก็รู้สึกว่าเวลาเราไว้ผมยาวมันจะมีช่วงที่มันมีความไม่พอดี จะสั้นก็ไม่สั้น จะยาวก็ไม่ยาว แล้วมันเป็นช่วงที่เราจะต้องก้าวข้ามผ่านในการที่จะไว้ผมยาว แล้วเราก็ไม่ได้ทำงานด้วยช่วงนั้น มันเลยเหมือนพอกลับมา มันเริ่มจะเข้าทรงก็เลยรู้สึกว่าเกิดมาไม่เคยไว้ผมยาวเลย เรียนโรงเรียนชายล้วนเรียน รด. เข้ามหาลัยฯ ก็ไม่เคยไว้ผมยาว รู้สึกว่าสักครั้งหนึ่งอยากลองมีผมประบ่าซะหน่อย จริง ๆ มันก็เกือบ ๆ แล้ว มันเคยไปข้างหลังเคยเลยไปแล้ว แล้วก็ตัดขึ้นมาไล่กับข้าง ๆ ก็ดีนะผมว่ามันก็เปลี่ยนลุค แล้วก็เหมือนไดร์นานดี เวลาว่าง ๆ ก็แบบสางผมตัวเองก็รู้สึกสวย

ทุกวันนี้ดูแลตัวเองไงบ้าง ?

บิวกิ้น : กินดีครับเหมือนว่ากินโปรตีนที่ถึง แล้วก็ดูเรื่องการกินแล้วกัน อาจจะไม่ได้คุม 100% แต่ก็พยายามไม่กินของที่มันแย่ ๆ ไม่กินหวาน ไม่กินมัน กินโปรตีนที่ถึง แป้งก็กินในปริมาณที่โอเค แล้วก็นอน ออกกำลังกายจริง ๆ แค่นี้เอง แล้วก็สุขภาพจิตดีก็โอเคแล้ว

ทุกวันนี้ออกกำลังกายอะไรบ้าง ?

บิวกิ้น : ถ้าเป็น routine เลยก็จะมีเวทกับคาร์ดิโอแล้วก็เสริม ๆ ก็จะเป็นเพื่อนชวนไปตีแบตก็ไป เขาชวนไปเตะบอลก็ไปบ้าง แต่นาน ๆ ที

ปกติเป็นคนหุ่นทรงนี้อยู่แล้ว ?

บิวกิ้น : ประมาณนี้ครับประมาณนี้ จริง ๆ จะเป็นหุ่นแบบนี้หมายถึงว่าแขนขาจะไม่ได้ใหญ่มาก แต่เด็ก ๆ อ้วนก็จะพุงโล้ น้ำหนักผมเท่านี้มาตั้งแต่ประมาณ ม.2 ม.3 อยู่ประมาณ 60 ต้นถึง 60 กลางอยู่ประมาณนี้ น้ำหนักไม่ขึ้น ไม่เพิ่มไม่ลดเลย ถ้าขึ้นลงมันจะอยู่ในช่วง 60 ไม่เกิน 70 แล้วก็จะลงไปไม่ต่ำกว่า 60 จริง ๆ ผมว่าประมาณนี้แต่ว่าสุขภาพดีก็โอเคแล้ว

เรื่องของสุขภาพใจดูแลตัวเองยังไงบ้าง ?

บิวกิ้น : พอโตมาผมรู้สึกว่าผมค่อนข้างติดคนที่บ้าน แล้วก็ติดเพื่อน เพื่อนกลุ่มที่เราโตมาด้วยกัน จริง ๆ ก็แค่เหมือนกับได้มีช่วงเวลาพักไปใช้เวลากับคนที่บ้านกับเพื่อน อย่างตอนนี้ก็มีเพื่อนเพิ่งมีหมาเข้ามาใหม่ที่บ้าน เพิ่งเลี้ยงหมาประมาณ 6 เดือน 7 เดือน ก็กลับไปก็ไปอยู่กับมัน คือแค่ไปอยู่ในบ้านไปอยู่ในบรรยากาศญาติเยอะ ๆ แล้วก็ไปเจอเพื่อนบ้างผมว่าแค่ได้หยุดสักพักหนึ่งมันก็ recover ได้เร็ว

เป็น introvert ไหม ?

บิวกิ้น : เพิ่งมาเป็นตอนโต ตอนเด็ก ๆ เป็นคนชอบออกไปเจอคนมาก ชอบวันหยุด ชอบหากิจกรรมออกไปทำต้องนัดไปทำนั่นทำนี่ แต่ว่าช่วงประมาณปี 2 ปีมา รู้สึกว่าชอบอยู่บ้านมาก

เจอคนเวลาทำงานเยอะเกี่ยวไหม ?

บิวกิ้น : ก็เยอะแต่มันก็ไม่ได้เยอะกว่าช่วงที่ผ่านมา มีความสุขกับการอยู่บ้านมากขึ้น

วันว่างเลือกที่จะทำอะไร ?

บิวกิ้น : ถ้าว่างทั้งวันก็ไปออกกำลังกาย แล้วก็ถ้าว่างหน่อยก็ไปคลินิก ไปดูแลผิวนิดหนึ่งแล้วก็กลับบ้านแค่นี้

เป็นคนรีชาร์จพลังวันว่างโดยการอยู่บ้าน อยู่คนเดียว ?

บิวกิ้น : อยู่บ้านก็ไม่ได้อยู่คนเดียวหรอก ก็จะมีพี่เลี้ยง ที่เขาเลี้ยงมาตั้งแต่เกิด อยู่กับเขา ลงไปนั่งคุยกับเขาบ้าง ลงไปอยู่กับหมาบ้าง ตอนเย็นก็ลงมากินข้าวกับอากงอาม่าอะไรอย่างนี้ กลางคืนก็ไปนั่งคุยกับป๊าม๊าสักชั่วโมง 2 ชั่วโมง กลางวันก็มาดูหนังก็รู้สึกว่าอยู่บ้านก็แฮปปี้แล้ว

บิวกิ้นเป็นเด็กเอาแต่ใจไหม ?

บิวกิ้น : ตอนเด็ก ๆ นี่สุด ๆ เลย ก็ค่อนข้างเป็นน้องคนเล็ก

มีวีรกรรมความแสบอะไรที่จะไม่มีวันลืมเลยไหม ?

บิวกิ้น : ถ้าเป็นพาร์ทงานไม่ค่อยนะ ไม่ค่อยจริง ๆ แล้วตั้งแต่อยู่นาดาวก็รู้สึกว่าค่อนข้างทำตามกฎอยู่ประมาณหนึ่ง เขาให้ทำอะไรก็จะค่อนข้างไปตามนั้น เป็นเด็กดี

ถ้าตอนเด็ก ?

บิวกิ้น : ผมว่าก็เอาแต่ใจแหละเอาแต่ใจมาก หมายถึงว่างี่เง่า สมมติเรารู้สึกว่าวันนี้เราอยากจะกินขนมที่มันต้องไปซื้อที่หน้าโรงเรียนเท่านั้น แต่มันเป็นวันอาทิตย์ แม่ก็ต้องพาไปหา ร้านมันก็ปิดไงต้องหาเอาให้ได้ ร้องไห้ได้แบบ 4-5 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง เอาแต่ใจ เมื่อก่อนนี้อารมณ์ร้อนด้วย ตอนเด็ก ๆ ตอนอนุบาลจำได้เลย กวาดของลงจากโต๊ะ ล้มโต๊ะ คือเอาแต่ใจมากตอนเด็ก ๆ

จุดไหนที่ทำให้เราเย็นลงได้ ?

บิวกิ้น : ผมจำได้มีวันหนึ่งเขาไม่ตีเรา แต่เขาเรียกเราไปคุย แล้วเขาบอกว่ารู้ไหมว่าทำผิด รู้ไหมว่าทำไม่ดียังไง แล้วเหมือนเราคุยกัน เราคุยแล้วสุดท้ายก็บอกโอเคถ้างั้นหลังจากนี้อย่าทำอีกนะ หลังจากนั้นมันเหมือนโดนกระตุ้นด้วยวิธีคิดอะไรสักอย่างหนึ่ง มันเลยทำให้หลังจากนั้นเราไม่ค่อยทำอะไรเอาแต่ใจมาก เหมือนกับว่ามันมีเหตุการณ์นี้หลาย ๆ ครั้งซ้ำไปซ้ำมา พอเขาเปลี่ยนวิธีการจากการบังคับเราเป็นการสอนให้เราคิด แล้วก็ใช้เหตุผลมากขึ้น หลังจากนั้นรู้สึกว่าผมไม่ค่อยทำอะไรที่มันไม่ค่อย make sense ขนาดนั้นแล้ว พอเวลาเริ่มผ่านมา

ในหนังเรื่องหลานม่า ลดน้ำหนักไปเท่าไหร่เพื่อรับบท ?

บิวกิ้น : 8-9 กก. ครับประมาณ ก็เยอะครับ ตอนนั้นประมาณ 3-4 เดือน ก็รู้สึกว่าไม่ได้ทรมานมากนะ เริ่มจากคาร์ดิโอก่อน เพราะช่วงนั้นขี้เกียจคาร์ดิโอมาก ก็เริ่มคาร์ดิโอ แล้วพอมันลงมาถึงจุดหนึ่งมันเริ่มไม่ค่อยลงแล้ว ก็เพิ่มคาร์ดิโอเข้าไปอีก หลัง ๆ ก็เริ่มตัดแป้งออกไป กินโปรตีนกับผัก แล้วก็คาร์ดิโอเสริม ๆ ไป พอเริ่มทำอย่างหนึ่งมันจะลงมาถึงจุดหนึ่งที่สักพักมันจะไม่ลงแล้ว แล้วเหมือนกับว่าเปลี่ยนระดับความเข้มข้นแล้วมันก็ค่อย ๆ ลง

ส่งผลกับอารมณ์ไหม ?

บิวกิ้น : ไม่ค่อยนะแค่หิว ก็ไม่ได้โมโหแต่มันจะมึน ๆ นิดหนึ่ง เพราะว่าไม่กินน้ำตาลเลยช่วงนั้น แล้วก็แป้งกินน้อยมาก กินวันหนึ่งกินแค่ข้าวถ้วยเดียว

มีคนคุมให้ไหม ?

บิวกิ้น : ตอนนั้นมีคุยเทรนเนอร์บ้าง แต่เขาไม่อยากได้ผอมแบบมีกล้าม เขาก็เลยให้หยุดเวทไปเลยคาร์ดิโออย่างเดียว มันก็จะมีความแบบซูบ ๆ นิดหนึ่ง

เคยมีเรื่องที่เข้าใจผิดกับสุขภาพไหม ?

บิวกิ้น : มีเยอะเลย มีช่วงหนึ่งพยายามลดน้ำหนักเร็ว ๆ คือทั้งวันไม่กินเลย กินแต่สลัดถ้วยเดียวตอนมัธยม แล้วมันลงเร็วจริง ๆ วันละกิโลเลย 2 อาทิตย์ลงไปเกือบ 7-8 กก. ได้ แล้วก็ทรมานมากเลย พอกลับมากินประมาณอาทิตย์เดียวมันเด้งคืนมา 2 เท่าเลย แล้วก็พยายามจะลงอย่างนี้ แล้วก็ไม่ขึ้นสักที จำได้เลยเคยไปดูสัมภาษณ์ของดาราท่านหนึ่ง เขาบอกว่าถ้าช่วงไหนเขาจะมีงานที่ต้องลดน้ำหนัก เขากินแค่กรีกโยเกิร์ตวันละถ้วย แล้วก็มีช่วงหนึ่งเคยไปทำตามเขาเหมือนกัน ทำ ๆ ก็ลง ๆ แต่ทรมานมากเลย มึนหัวไปหมด พอเสร็จมันก็เด้งกลับขึ้นมาอีกแล้วเลยช็อตเดิมไปอีก โยโย่เคยแบบประมาณ 2-3 รอบหลายลูปเลย แต่ตอนนี้ก็ให้เทรนเนอร์ช่วย

เป็นนักร้องเราดูแลเสียงตัวเองยังไงบ้าง ?

บิวกิ้น : ผมว่าสำคัญที่สุดเลยก็คือนอน คือถ้าวันไหนนอนน้อยมันจะรู้เลยว่าเหมือนกับมันไม่มีเสียง เหมือนเราซัพพอร์ตลมขึ้นมา มันจะร้องแต่ไม่มีเสียง เสียงมันออกแต่อยู่ดี ๆ มันจะปลิ้นหรือมันจะแหบ หรือมันจะอะไรอย่างนี้ โทนมันจะไม่เพราะด้วย แล้วก็เหมือนกับว่าเราต้องใช้แรงเยอะกว่าเดิม แต่ถ้าได้นอนสัก 8 ชม. 10 ชม. ตื่นมาเสียงมันก็จะค่อนข้างดี

Routine การนอนเป็นยังไงบ้าง ?

บิวกิ้น : มันก็จะมีช่วงที่เรานอนน้อยมาก ๆ 3-4 ชั่วโมงต่อกันหลาย ๆ วัน ซึ่งเมื่อก่อนเราไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นปัญหาขนาดนั้น ตอนที่เรา 20 ต้น ๆ เราก็จะรู้สึกเหมือนสมมตินอนน้อยมาสัก 5 วัน เรามานอนเยอะวันเดียวมันฟื้นเลย แต่ตอนนี้มันเหมือนมันกลับกัน ถ้านอนน้อยวันเดียว 3 วันฟื้น 3 วันแบบนอนเต็ม ๆ ถึงจะฟื้น ทุกวันนี้ถ้าผมวางแผนได้ก็จะนอนให้ได้อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง

เคยมีเหตุการณ์ที่คออักเสบเสียงหายก่อนที่จะต้องใช้เสียงขึ้นคอนเสิร์ตหรือขึ้นงานใหญ่ ๆ ไหม ?

บิวกิ้น : ประจำเลยครับ ช่วงที่พักผ่อนไม่พอ แล้วร้องต่อเนื่อง เอาง่ายสุดหรือว่านาน ๆ จะทำสักทีหนึ่งก็คือไปหาหมอ แล้วก็ฉีดยาเลย อ้าปากแล้วก็ฉีดเข้าไปที่เส้นเสียงเลย ประมาณสัก 6-7 ชม. มันก็จะเริ่มคืนมาสักประมาณ 50% ก็จะเหมือนพอประคองผ่านวันนั้นไปได้ แต่เขาบอกว่าปีหนึ่งหรือ 2 ปีควรจะทำแค่ครั้งเดียว

เราทำไปกี่รอบปีหนึ่ง ?

บิวกิ้น : ปีหนึ่งก็คืออันนี้รอบหนึ่งแต่ที่เหลือเขาบอกว่าฉีดเข้าก้นยังได้ แต่หมายถึงว่าถ้าเข้าไปตรงเส้นเสียงเลยไม่ควรทำบ่อย แต่ก็บางทีก็ฉีดก้นบ้างฉีดอะไรบ้าง แต่ก็ถ้าไม่ได้รีบมากก็กินยาเอา แต่หลัง ๆ ก็ไม่ค่อยแล้ว เพราะว่ารับงานน้อยไม่ค่อยรับงานเยอะแล้วนาน ๆ ร้องที

ถ้าเกิดให้เลือกร้องเพลงกับการแสดงเลือกอะไร ?

บิวกิ้น : เลือกไม่ได้ชอบหมด ชอบทั้งคู่มันสนุกคนละแบบ เหมือนเตะบอลกับตีแบดมันคนละอย่างกัน ไม่รู้สิรู้สึกว่ามันเปรียบเทียบยากแล้วก็รู้สึกว่า ผมว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จะร้องเพลงหรือแสดงมันจะมีช่วงหนึ่งที่เรารู้สึกว่าเราทำไปมันจะเริ่ม burnout แต่มันไม่ได้ burnout แบบอยากพักนะ แต่มันเหมือนอยากไปทำอย่างอื่น คือพอเราแสดงเยอะ ๆ เราจะรู้สึกว่าเบื่อ routine นี้จังเลย เริ่มเบื่อกับการทำแพทเทิร์น ๆ แบบนี้ อยากออกไปเจอคนบ้าง อยากออกไปนั่งแคมป์เพลงบ้าง อยากออกไปอัดเสียงบ้าง มาทำเพลง พอทำเพลงเริ่มคิดเพลง ทำเพลง สร้างเพลง ออกไปร้อง ออกไปโปรโมท พอมาถึงจุดหนึ่งก็จะรู้สึกว่าเริ่มเบื่อแพทเทิร์นแบบนี้ อยากกลับไปออกกองบ้าง หรือบางทีอยากกลับไปนั่งคิดงานอื่น ๆ บ้าง มันเหมือนกับว่าผมอยู่กับการทำงานแบบรูปแบบเดียวนาน ๆ ไม่ได้ เพราะมันจะคิดไม่ออก จะเริ่มหมดแพชชัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...