โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เศรษฐกิจไทย “เครื่องยนต์เก่า-ตลาดเก่า” ต้องสปีดปรับโครงสร้างก่อน...ตกรถ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 ธ.ค. 2565 เวลา 03.31 น. • เผยแพร่ 25 พ.ย. 2564 เวลา 01.00 น.
ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ

ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวิจัย และหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็นนักเศรษฐศาสตร์คนสุดท้ายของซีรีส์สัมภาษณ์พิเศษ 3 นักเศรษฐศาสตร์ไฟแรงจาก 3 สำนัก ที่มาวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย ความเสี่ยงและความท้าทาย รวมถึงข้อเสนอแนะการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพื่อที่จะไม่ให้ “ตกรถ”

ศก.ไทย “เครื่องยนต์เก่า-ตลาดเก่า”

ดร.สมประวิณฉายภาพว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี’65 ถือว่าอยู่ในทิศทางการฟื้นตัว แต่การฟื้นตัวช้ากว่าคนอื่น ขณะที่โลกกำลังฟื้นกลับไปที่เดิมและสูงขึ้นกว่าเดิม เพราะเป็นไซเคิลกำลังขึ้น แต่ประเทศไทยจะพื้นช้ากว่าจะกลับไปที่เดิมได้ แต่จะไปต่อได้แค่ไหนยังเป็นประเด็นที่ต้องพูดกัน

ปัญหาสำคัญคือ เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย (growth engine) ยังคงเป็นตัวเดิม สินค้าและบริการยังเหมือนเดิม เช่น การส่งออกสินค้ายังเป็นอุตสาหกรรมเดิม การท่องเที่ยวที่หวังจะกลับมาก็ยังเป็นการท่องเที่ยวแบบเดิม ยังเป็นตลาดเดิม ผู้ประกอบการหรือกระบวนการผลิตก็ยังเป็นกลุ่มเดิม แบบเดิม ดังนั้นถึงแม้จะเติบโตขึ้นในเชิงปริมาณ แต่ในเชิงคุณภาพยังมีโจทย์ที่ต้องจัดการ

“สิ่งที่กังวลคือ เศรษฐกิจภายในประเทศ ระยะสั้นฟื้นตัวไม่ทัน และระยะยาวจะตกรถ เพราะวันนี้หลายประเทศวางแผนเรื่องการลงทุนเศรษฐกิจใหม่ แต่เมืองไทยยังผลิตสินค้าเดิม ๆ เพราะเรากลัวเสียลูกค้าเดิม ขณะที่ลูกค้าในอดีตกับลูกค้าในอนาคตไม่เหมือนกัน ถ้าเราไม่เปลี่ยน ไม่ปรับ กลัวว่าประเทศไทยจะตกรถ เหมือนกรณีการลงทุนทีวีจอแบนไม่มาเมืองไทย ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตทีวีของไทยตายไปกับทีวีจอตู้”

เศรษฐกิจปี’65 อยู่ที่ “การลงทุน”

ดร.สมประวิณมองว่า ส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่ปัญหาคือเป็นเครื่องยนต์เก่า ขณะที่ภาคท่องเที่ยวที่เป็นความหวังหลังเปิดประเทศก็ยังต้องใช้เวลาฟื้นตัว ที่สำคัญ อย่าหวังแค่นักท่องเที่ยว แต่ต้องดึงกลุ่ม business traveller เข้ามาด้วย วิจัยกรุงศรีประเมินว่า ปีหน้าต่างชาติจะเข้ามา 5 ล้านคน ซึ่งยังห่างไกลกับก่อนโควิด-19 แต่ประเด็นสำคัญคือ ที่เข้ามาเป็น “ใคร” ถ้าเป็นนักเดินทางเพื่อธุรกิจจะดีมาก เพราะจะก่อให้เกิดธุรกิจตามมาอีก ไม่ใช่แค่ตัวเงินที่เกิดจากการเดินทาง ขณะที่ทั่วโลกเริ่มขยับเรื่องการลงทุน

ธีมเศรษฐกิจปีหน้าจะเป็นเรื่อง “การลงทุน” เศรษฐกิจโลกฟื้นส่งผลให้ดีมานด์เพิ่มขึ้น คนสามารถอยู่ร่วมกับโควิด-19 ภาคธุรกิจเริ่มคิดเรื่องการลงทุนมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยก็ได้อานิสงส์ เพราะอยู่ในซัพพลายเชนการผลิตโลก

“เศรษฐกิจโลกฟื้น มีดีมานด์แน่นอน แต่การลงทุนอาจจะช้า เพราะมีหลายปัจจัยที่ผู้ประกอบการต้องดูว่าจะลงทุนอะไร จะเลือกลงทุนที่ไหน เพราะวันนี้สินค้าและบริการกำลังปรับเปลี่ยนรวดเร็ว อย่างค่ายรถยนต์ถ้ากำลังการผลิตอาจจะเต็ม ผู้ประกอบการก็อยากลงทุนเพิ่ม แต่ก็ต้องศึกษาว่าจะผลิตอะไร รถยนต์สันดาป หรือรถอีวี ต้องดูเทรนด์ในอนาคต”

ลงทุนไทยจะเป็นแบบไหน

ดร.สมประวิณกล่าวว่า การลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้นจะมาจาก 2 ปัจจัย คือ 1.การขยายการผลิตบน “ซัพพลายเชนเดิม” เพราะเศรษฐกิจโลกฟื้น ส่งออกโต กำลังการผลิตเต็ม ทำให้ต้องขยายการลงทุน แต่เป็นในกลุ่มสินค้าประเภทเดิม ซึ่งตรงนี้ไทยได้ประโยชน์อยู่แล้ว แต่จะเป็นประโยชน์ในระยะสั้นและกลาง

และ 2.เทรนด์การลงทุนเศรษฐกิจใหม่ เพื่อสร้างซัพพลายเชนสินค้าใหม่ในอนาคต อย่างการลงทุนรถอีวี ยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหน เพราะอาเซียนไม่ได้มีแค่ประเทศไทย และทุกคนมีทั้งดีมานด์ ซัพพลาย และกำลังการผลิต

“การลงทุนจะเป็นธีมสำคัญ แต่จะต้องไปดูในรายละเอียดว่าเป็นการลงทุนใหม่ หรือเป็นการลงทุนในกิจกรรมแบบเก่า ๆ ถ้าลงทุนในกิจกรรมเก่า ผลที่ได้ก็แป๊บเดียว แต่ถ้าลงทุนในกิจกรรมใหม่ จะเป็นคลื่นลูกใหม่”

นโยบายการเงินการคลัง “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก”

ดร.สมประวิณมองว่า สัญญาณอันตราย หรือสิ่งที่เราต้องระวังคือ “เราฟื้นไม่ทันคนอื่น และเราจนกว่าคนอื่นด้วย” อันนี้จะทำให้ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ยิ่งถ่างมากขึ้น

ขณะที่ช่องว่างการทำนโยบายการเงินและนโยบายการคลังจะยิ่งยากขึ้น เพราะตอนนี้เศรษฐกิจโลกฟื้น เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้น ขณะที่ต้นทุนราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ก็ทำให้ประเทศไทยลำบาก

นโยบายการเงินการคลังอยู่ในภาวะ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น เงินเฟ้อกำลังมา การทำนโยบายจะมีข้อจำกัดและท้าทายมากขึ้น ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ใช้นโยบายกระตุ้นอย่างเดียวไม่ได้ เมื่อเศรษฐกิจยังไม่ดี ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ทำให้พื้นที่นโยบายการคลังจะยิ่งแคบ จำเป็นต้องมีมาตรการซับซิไดซ์ด้วย

รีด “ภาษีทรัพย์สิน” เพิ่มพื้นที่การคลัง

ดร.สมประวิณกล่าวว่า จากที่พื้นที่นโยบายการคลังมีจำกัด สิ่งสำคัญที่ทำได้คือเรื่องการขยายฐานภาษี แต่ไม่ใช่ภาษีที่มาจากฐานรายได้ (income based) แต่ควรที่จะพิจารณาเพิ่มจัดเก็บภาษีที่เป็นฐานจากสินทรัพย์ (asset based) ทบทวนอัตราจัดเก็บ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, ภาษีมรดก เป็นต้น

เพราะการจัดเก็บภาษีจากฐานรายได้ปัจจุบันก็เก็บได้แค่ล้านกว่าคน เพราะทุกคนออกนอกระบบหมด ส่วนที่มีการพูดถึงการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ส่วนตัวมองว่าแวตไม่ได้ผูกกับว่าใครจนใครรวย แต่จะกระทบกำลังซื้อคนทุกระดับ เราต้องมองเรื่องการเพิ่มอัตราภาษีจากสินทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

“อย่างไรก็ดี ก่อนจะเพิ่มภาษีที่ดินหรือภาษีมรดก ง่าย ๆ เอาโครงการช้อปดีมีคืน มากระตุ้นกำลังซื้อกลุ่มเศรษฐีให้ใช้ลดหย่อนภาษีเยอะ ๆ คือกระตุ้นให้เศรษฐีจ่ายเงินซื้อ แต่ต้องดีไซน์ว่าให้ใช้จ่ายประเภทไหน ต้องดูว่าสุดท้ายแล้ว ผู้รับเงินคือใคร ต้องเน้นธุรกิจท่องเที่ยวบริการ เช่น สปา ร้านอาหาร และอย่าเสียน้อยเสียยาก เพราะจะไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ”

จี้วางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจประเทศ

ดร.สมประวิณกล่าวว่า ช่วง 1-2 ปีหลังจากนี้ สิ่งสำคัญที่ไทยต้องทำคือ วางแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งในประเทศและบนเวทีโลก เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าไทยยังคงต้องพึ่งพิงต่างประเทศ แต่การพึ่งพิงหรือเลือกคบเพื่อนจะต้องมียุทธศาสตร์

วันนี้ประเทศยักษ์ใหญ่แย่งทรัพยากรกันผ่านภูมิรัฐศาสตร์โลก (geopolitics) ดังนั้น ไทยควรทำนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนการผลิตโลก การจับมือพันธมิตรเป็นเรื่องสำคัญ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น การเข้าความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) หรือความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ไม่ใช่เรื่องการเข้าสู่ตลาด (market access) หรือเข้าไปขายอย่างเดียว แต่เป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมการผลิตในซัพพลายเชน เพราะการผลิตทำให้คนไทยได้มีอาชีพ แต่การที่ไทยจับมือ FTA การค้าเสรี ซึ่งเป็นเรื่องของการเข้าสู่ตลาดเท่านั้น

ห่วงไทยไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้าง

ดร.สมประวิณทิ้งท้ายว่า อย่าคิดว่าเปิดประเทศแล้ว เศรษฐกิจฟื้น ทุกอย่างจะดีขึ้น เพราะโลกหลังโควิด-19 ไม่เหมือนเดิม เปิดประเทศแล้วจะดีขึ้นหรือไม่ ขึ้นกับว่าทำตัวเองยังไง วางโครงสร้างพื้นฐานยังไง ถ้าไม่ได้ทำ ไม่ได้ปรับอะไรเลยก็คงไม่ดีขึ้น ประเทศไทยอาจกลับไปที่เดิมได้ แต่จะดีขึ้นมั้ย ขึ้นอยู่กับว่ามีนโยบายต่อเนื่อง “เยียวยา-ฟื้นฟู และปรับตัว” หรือเปล่า ซึ่งวันนี้ประเทศไทยยังไม่มีการพูดถึงนโยบาย “ปรับตัว” เลย เพราะเพิ่งเริ่มฟื้นฟู

“สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือ วันที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้น ส่งออกดีขึ้น ท่องเที่ยวเริ่มฟื้น ทุกคนก็ร่าเริง ก็ลืมโจทย์ปัญหาโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำก็ถ่างขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะคนรวยฟื้นเร็ว แต่คนจนยังไม่ฟื้น ฝนตกหลังคารั่วยังไม่ได้ซ่อม แดดออกก็ดีใจ ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยเป็นรูมาตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว แต่เราไม่เคยอุดเลย”

ถอดรหัสเศรษฐกิจไทยปี 2565 ตอนที่ 1: เศรษฐกิจไทยผ่านวิกฤต แต่คนไทยส่วนใหญ่กำลังวิกฤต

ถอดรหัสเศรษฐกิจไทยปี 2565 ตอนที่ 2: รอแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ปี 2565 ต้นทุนธุรกิจชีวิตเพิ่ม-เงินเฟ้อสูงทำร้ายคนจน

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...