โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

LGBTQ+ ในฐานะ "ม้าทรง" ในเทศกาลกินเจที่ภูเก็ต

Khaosod

อัพเดต 13 ต.ค. 2564 เวลา 16.43 น. • เผยแพร่ 13 ต.ค. 2564 เวลา 16.43 น.
  • ณัฏฐา เทพบำรุง
  • ผู้สื่อข่าวพิเศษ

"ร่างทรง" หรือ "ม้าทรง" ถือเป็นกลุ่มบุคคลที่สำคัญและโดดเด่นที่สุดกลุ่มหนึ่งในเทศกาลถือศีลกินผักของ จ.ภูเก็ต

ภาพขบวนแห่ของแต่ละศาลเจ้าที่ประกอบไปด้วยม้าทรงในชุดจีนหลากสีสัน ตามร่างกายมีของแหลมคมทิ่มแทงใส่ พร้อมเกี้ยวที่หามรูปปั้นองค์เทพต่าง ๆ ผ่านท้องถนนที่คลาคล่ำด้วยผู้มีจิตศรัทธา ท่ามกลางเสียงดังและควันประทัดทั่วบริเวณ เป็นสิ่งคุ้นตาชาวภูเก็ตและผู้มาเยือน

เทศกาลถือศีลกินผักปีนี้ มีระหว่างวันที่ 6 - 14 ต.ค. ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 อยู่ทั่วประเทศ

เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเพิ่มเติม ทางการภูเก็ตจึงออกประกาศให้แต่ละศาลเจ้างดการทรงพระ งดขบวนแห่แบบเดินเท้า และงดพิธีกรรมบางส่วน ทำให้บรรยากาศการกินเจปีนี้ดูเงียบเหงากว่าปีก่อน ๆ และม้าทรงหลายพันรายจากกว่า 30 ศาลเจ้าในภูเก็ตอดทำหน้าที่

ในบรรดาม้าทรงเหล่านี้ มีทั้งชายจริงหญิงแท้ตามเพศกำเนิด และม้าทรงที่เป็น LGBTQ+ ที่มีบทบาทชัดเจนและสำคัญอยู่ในวงการนี้มานานนับยี่สิบปี

แม้กฎหมายและสังคมไทยบางส่วนยังไม่ยอมรับความเท่าเทียมของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) แต่ในโลกที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ใน จ.ภูเก็ต คนกลุ่มนี้ได้รับการยอมรับอย่างเปิดกว้าง

23 ปี ที่ทำหน้าที่ม้าทรง

กว่า 20 ปี นายสิชารัช เขียนวาด หรือ ลูกปลา หญิงข้ามเพศวัย 47 ปี ทำหน้าที่ร่างทรงของศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง ศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ใกล้ย่านเมืองเก่า เป็นศาลเจ้าหลักแห่งหนึ่งในภูเก็ต เขาเล่าถึงโอกาสที่ได้รับจากกรรมการของศาลเจ้านี้ว่า

"ในเรื่องความหลากหลายทางเพศของที่ศาลเจ้านี้ ทั้งทางคณะกรรมการและท่านประธานจะให้ความเท่าเทียมกันในทุกเพศ ไม่ตัดสินที่เพศ แต่ดูที่ว่าเราเป็นม้าทรงแล้วเราทำตัวอย่างไรบ้าง ที่ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยจะเปิดกว้างมาก มีทั้ง LGBTQ+ และผู้หญิงที่ลงพระผู้ชายหรือผู้ชายที่ลงพระผู้หญิง"

สิชารัช ชี้ว่า ในสังคมวงกว้าง ยังมีกลุ่มคนไม่ยอมรับ หรือไม่เชื่อว่า LGBTQ+ จะเป็นม้าทรงให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่เวลาและการพิสูจน์ตัวเองนั้นเป็นตัวแปรสำคัญ

"จริงๆ แล้ว LGBTQ+ อย่างพี่ การที่จะทำให้คนยอมรับเนี่ย มันจะค่อนข้างยากกว่าปกติอีก แต่เวลาและการกระทำตัวของเราจะทำให้ทุกคนเห็นว่าเราทำอะไรเพื่อศาลเจ้าบ้าง และการทรงเจ้าของเรา เราทำให้เสื่อมเสียไหม ซึ่ง 23 ปีที่ผ่านมาพี่ก็ไม่เคยทำให้เสื่อมเสียเลยค่ะ"

THITI FOSTER
ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง

จุดเริ่มต้น "พระจับ"

ในวันขึ้นเสาโกเต๊ง ณ ศาลเจ้าจุ๊ยตุ่ยเต้าโบ้เก้งของปี พ.ศ. 2541 สิชารัชนั่งรับประทานก๋วยเตี๋ยวอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งกับกลุ่มเพื่อน ไม่ห่างจากตัวศาลเจ้านัก ขณะนั้นเองเธอก็ได้ยินเสียงกลองใหญ่ลั่นมาจากศาลเจ้า และเริ่มรู้สึกผิดปกติ ใจเริ่มสั่น ตัวสั่น ขนลุกไปทั้งตัว ซึ่งเธออธิบายว่านี่เป็นอาการ "พระจับ" หรือ การที่องค์เทพมาประทับร่างเป็นครั้งแรก

"มันเป็นอาการที่เราไม่สามารถอธิบายให้ใครฟังได้ มันเป็นอาการที่เรารู้ตัวแต่เราคอนโทรลตัวเองไม่ได้ พี่ก็หันหลังวิ่งเข้าศาลเจ้าแล้วก็ตบตั๋วเลย ซึ่งก็คือการประกาศว่าเราเป็นม้าทรงของศาลเจ้านี้แล้วนะ" สิชารัชย้อนอดีตเมื่อเธอ "ตบตั๋ว" หรือ การแสดงอากัปกิริยาว่าองค์เทพได้มาประทับทรงแล้ว

"พี่ได้ยินว่าเวลาเราโดนพระจับ เราอยากได้อะไรให้เรามาขอ ตอนนั้นพี่ก็ไม่ทราบว่าพระองค์ไหนมาจับพี่ พี่ก็เลยมาที่ศาลเจ้า อธิฐานว่าองค์เทพใดก็แล้วแต่ที่จะมาประทับ ขอเวลา 2 ปี ให้ลูกได้บ้าน ให้ลูกได้รถ พูดไปเพราะอยากรู้ว่าจะเป็นจริง ๆ มั้ย ซึ่งภายใน 2 ปีพี่ก็ได้ในสิ่งที่ขอ" ลูกปลาเล่าให้บีบีซีไทยฟัง

สิชารัช ผู้ทำหน้าที่ม้าทรงของ "อาม่าเหล็งลู้เหนียวเหนียว" ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของพระโพธิสัตว์กวนอิม อธิบายถึงความรู้สึกของการถูกประทับร่างโดยองค์เทพว่ารู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ควบคุมการกระทำของตัวเองไม่ได้ และทุกปีจะมีการแทงปากด้วยเหล็กหัวมณฑลทั้งห้า ซึ่งถือเป็นอาวุธเทพตามตำนานที่สูงสุด

"ถามว่าเจ็บไหม จะบอกว่าไม่เจ็บเลยก็ไม่ได้นะคะ แต่ความรู้สึกเหมือนเจาะหู รู้สึกถึงแอลกอฮอล์เย็น ๆ และเหล็กแหลม แต่ตอนที่แทงเข้าไปเนี่ยไม่มีเลือดนะคะ ความรู้สึกก็แสบๆ เย็นๆ แค่นั้น"

"เวลาอยู่ในขบวนแห่พี่รู้ตัวค่ะ แต่ใจพี่นิ่งมาก เราคอนโทรลตัวเองไม่ได้ค่ะ อย่างเช่นเวลาเราเดิน เราเห็นว่าข้างหน้าเป็นเพื่อนเรารอรับพระอยู่ แต่เราไม่สามารถที่จะทักเพื่อนเราได้ ในขบวนแห่เราก็จะมีฮู้ (ผ้ายันต์จีน) และของอื่น ๆ ที่จะแจกให้กับผู้คนที่มารอรับพระอยู่ สมมติว่าเราเห็นเพื่อน ต้องการจะเอาฮู้ไปให้เพื่อน แต่เราก็ทำไม่ได้ เราเห็นเรารู้ แต่ก็แค่ครึ่งหนึ่ง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านเป็นจิต แต่ท่านใช้เราเป็นร่าง"

สิชารัช เขียนวาด
สิชารัช เขียนวาด หรือ ลูกปลา ขณะเป็น "ม้าทรง"

องค์เทพชายในร่างม้าทรงหญิง

ในย่านสามกอง มีศาลเจ้าอีกแห่งที่ชาวบ้านรู้จักเป็นอย่างดีคือ ศาลเจ้าเจ่งอ๋อง ตั้งอยู่ภายในซอยเล็ก ๆ ตรงข้ามโรงพยาบาลประจำจังหวัด ที่นั่น น.ส.ยุภา ศากยวิกรม หรือ ภา วัย 40 ปี ผู้มีความหลากหลายทางเพศ รับหน้าที่เป็นหนึ่งในม้าทรงของที่นี่มา 8 ปี หลังจากเริ่มพิธีที่ศาลเจ้าจ้อสู่ก้ง ซอยพะเนียง นาน 10 ปี

"ที่นี่ก็มีกฎระเบียบ ตอนประชุมม้าทรงก็เคยมีการระบุว่าผู้ชายลงพระชาย ผู้หญิงลงพระหญิง แต่พอมีเพศนี้ (LGBTQ+) เข้ามา เราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเรามีความเหมาะสมจริง ๆ แล้วที่นี่ การยอมรับก็เปิดกว้างขึ้น ทางคณะกรรมการก็ไม่ได้ระบุว่าพระชายต้องประทับทรงผู้ชาย พระหญิงต้องประทับทรงผู้หญิงเท่านั้น"

ยุภา ยอมรับว่าอาจยังมีคนบางกลุ่มที่ไม่เข้าใจและไม่ยอมรับในการที่ LGBTQ+ มาเป็นม้าทรง อีกทั้งพระที่มาลงตนซึ่งเป็นเพศหญิงนั้นเป็นพระชายอย่างองค์เทพนาจา

"ถ้ากลุ่มคนที่ยังมีความคิดแบบโบราณก็อาจจะมีการแอนตี้ ถามว่าตัวเราเองอยากให้เกิดแบบนี้ไหม เราก็ไม่ได้อยากให้เกิด เพราะถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นผู้หญิงเสียทีเดียว แต่ก็ยังเป็นเพศหญิง และไม่อยากแปลกไปจากสังคม เป็นเพศหญิงก็ลงพระหญิง แต่เราไม่สามารถเลือกหรือระบุองค์เทพที่มาประทับได้"

"ส่วนตัวที่ลงพระมา 18 ปี ไม่เคยได้รับการปฏิบัติที่แปลกแตกต่างจากม้าทรงคนอื่น ๆ ทุกคนเท่าเทียมกันหมด อย่างที่บอกว่าอยู่ที่การปฏิบัติตัวค่ะ"

ยุภา ศากยวิกรม
ยุภา ศากยวิกรม ร่างทรง LGBTQ+

จากคนไม่เชื่อสู่ม้าทรงองค์เทพนาจา

ยุภา เล่าว่าเดิมเคยไม่เชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ขององค์เทพเจ้า หรือการทรงพระที่ภูเก็ตเลย เพราะย้ายจากภูเก็ตไปอยู่ภาคกลางตั้งแต่อายุ 9 เดือนและเติบโตที่นั่น แต่แล้วเหตุการณ์รอดตายปาฏิหาริย์หลายครั้ง รวมถึงเหตุการณ์พระจับก็ได้เกิดขึ้นในห้วงเวลาใกล้กัน ทำให้ยุภาเริ่มเกิดความสงสัย และได้ลองเข้าศาลเจ้าเพื่อทดสอบ

ในวัย 22 ปี ยุภาเกิดอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวชนกับรถบรรทุกทำให้ตัวเข้าไปอยู่ใต้ท้องรถ และเพียงเสี้ยววินาทีที่ล้อรถบรรทุกเกือบทับหัว ยุภาก็รอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์

"หลังจากนั้นประมาณสองอาทิตย์ ก็เกิดอาการปวดท้องอย่างไม่รู้สาเหตุ ไปมาหลายโรงพยาบาลก็ไม่พบสาเหตุ จนไปพบเนื้องอกก้อนเท่าผลส้ม ระหว่างผ่าตัดความดันตก ก็รอดมาได้อีก แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไร"

หลังจากได้ย้ายมาพักฟื้นที่บ้านได้ไม่นาน และยังเจ็บแผลอยู่ ยุภาเล่าว่ารู้สึกมึนหัวแล้ววูบไป ซึ่งเป็นเหตุการณ์วันที่โดนพระจับ

"ฟื้นมาอีกทีก็อยู่ที่ศาลเจ้ากะทู้ค่ะ ที่บ้านบอกว่าพระจับ แล้วพี่ก็เดินจากที่บ้านมาถึงศาลเจ้าซึ่งค่อนข้างไกล วันนั้นเกิดเหตุการณ์ตอนสี่ทุ่ม พอกลับบ้านประมาณตีสี่ก็เกิดเหตุการณ์เหมือนเดิมซ้ำอีก เหมือนมีวิญญาณอะไรสักอย่างมาแทรกเรา ความรู้สึกมันเหมือนเรามองเห็นว่าใครเป็นใคร แต่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เราก็พยายามแข็งขืน กลัวว่าเราจะจิตมโนไปหรือเปล่า"

ยุภาเล่าว่าเหตุการณ์ทำนองนี้ยังเกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนวันหนึ่งคนรู้จักซึ่งเป็นกรรมการศาลเจ้าจ้อสู่ก้ง ในซอยพะเนียง ตัวเมืองภูเก็ต ได้ชักชวนเขาให้ลองไปที่ศาลเจ้าเพื่อเสี่ยงทาย และให้เทพมาประทับทรง

"ปรากฏว่าทุกอย่างก็เสร็จสิ้นที่นั่น ไปนอนที่นั่นสองวัน พระก็มาบอกว่าเป็นซำไท่จื้อ ซึ่งก็คือภาคหนึ่งขององค์นาจา ซึ่งเป็นปางเด็ก ลงมา 5 ปี หลังจากนั้น 3 ปี ลงเป็นองค์ตงตั๋นหง่วนโส่ย จากนั้นก็มาลงปางสุดท้ายคือ องค์ลีฮู้โลเชี้ย ยาวมาตลอด"

THITI FOSTER
ศาลเจ้าเจ่งอ๋อง

ปาฏิหาริย์ ความศรัทธา และความภาคภูมิใจ

ในเรื่องของปาฏิหาริย์นั้น ยุภาได้ลองอธิษฐานขอองค์เทพที่มาประทับหลายเรื่องเพราะต้องการจะพิสูจน์ และทุกครั้งก็สัมฤทธิ์ผล ทำให้ยุภาปักใจเชื่อในที่สุด

เขาเล่าว่าเคยลองพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์เทพมาหลายครั้ง ครั้งหนึ่งคือเมื่อพ่อของเขาป่วยติดเตียง เดินไม่ได้ หลังลองพบแพทย์มาหลายที่และไม่เป็นผล ยุภาจึงลองอธิษฐานต่อองค์เทพ ซึ่งเหตุการณ์วันนั้น องค์เทพได้ประทับทรง และระบุชนิดยาจีนเพื่อให้คนที่บ้านไปซื้อมาจากร้าน

"จากที่ติดเตียงเลยก็ดีขึ้น เหลือแค่ซีกขวาด้านเดียวและหัดเดินได้ แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นปาฏิหาริย์ขององค์เทพ จบมายังไม่มีงาน ลองของานก็ได้ แต่ก็ยังไม่เชื่ออีก จนกระทั่งช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตก (ปี 2540) ทำให้ที่บ้านต้องเริ่มนับศูนย์อีกครั้ง ก็เลยลองจุดธูปขอท่าน ว่าถ้าท่านมีตัวตนจริงให้ท่านแสดงปาฏิหาริย์ให้ลูกเห็น อยากขายที่ ขายบ้านได้ภายใน 7 วัน เพื่อให้พ่อไปปลดหนี้ปลดสิน เราก็ผ่านมาได้ เราเลยเชื่อว่าเป็นบารมีของท่านจริงๆ ค่ะ"

การที่เทพเจ้าประทับทรงนั้น นอกจากจะมีความเชื่อในเรื่องการช่วยต่ออายุให้กับม้าทรงคนนั้นๆ แล้ว ยังถือว่าเป็นการได้รับเกียรติ ที่จะได้รับใช้องค์เทพต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งยุภาเองก็มีความภาคภูมิใจที่ได้รับเลือกให้เป็นม้าทรงคนหนึ่งเช่นกัน

"ตลอด 18 ปีที่ได้รับใช้สวรรค์และเทพเจ้ามา ก็มีความภูมิใจว่าครั้งหนึ่งเราได้ถูกเลือก ในขณะที่คนจำนวนมากไม่มีโอกาสได้เข้ามาอยู่จุดนี้ ได้มาช่วยงาน ได้ล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าให้ได้ไปตักเตือนผู้คน คนทั่วไปอาจจะมองว่ารูปปั้น เป็นสิ่งแกะสลัก แต่สำหรับเรา ท่านมีปาฏิหาริย์จริง ๆ เรื่องร้าย ๆ เราก็ผ่านมาได้ เราประทับใจว่าท่านไม่เคยทิ้งลูกหลาน"

THITI FOSTER
ยุภาภายในศาลเจ้าเจ่งอ๋อง

ไม่มีข้อกำหนดเรื่องเพศสำหรับม้าทรง

ม้าทรง LGBTQ+ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในกลุ่มศาลเจ้าภูเก็ต

นาย กิตติวงค์ จันทร์สัทธรรม หรือ "ฮกสิ่ว" ประธานศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง เล่าว่า เท่าที่เขาทราบ ม้าทรงคนแรกที่เป็น LGBTQ+ ในภูเก็ตมีมาตั้งแต่ประมาณ 50 - 60 ปีที่แล้ว

"ต้องบอกว่าเรื่องพวกนี้มีมานานตั้งแต่ในอดีต แต่ในปัจจุบันอาจจะมีปริมาณร่างทรงเพศที่สามมากขึ้น"

ในส่วนของศาลเจ้าจุ๊ยตุ่ยซึ่งเป็นศาลเจ้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดนั้น ก็ไม่ได้เพ่งความสนใจไปที่เพศสภาพหรือเพศวิถีของผู้ที่จะมาเป็นม้าทรงแต่อย่างใด เพราะถือได้ว่า ศาลเจ้าเป็นของทุกคน

"ในส่วนของอ๊าม (ศาลเจ้า) เองเนี่ย เราก็ไม่ได้ปิดกั้น เพราะเราถือว่าอ๊ามเป็นของทุกคน ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมาเป็นส่วนหนึ่ง มาช่วย มาทำ มาดำเนินการอะไรได้หมด"

"แล้วเราก็มีมาเรื่อย ๆ ที่จุ้ยตุ่ยเราก็มองว่ามันเป็นเรื่องที่พวกเราชาวภูเก็ตเองให้ความเคารพนับถือ ไม่ว่าจะเป็นเพศชาย เพศหญิง เพศที่สาม เราก็ต้องดำเนินการตามขนบธรรมเนียมประเพณีไป เราแค่ขอให้ปฏิบัติตามแนวทางของอ๊ามแล้วกัน บางคนอาจประทับทรงถูกเพศถูกร่าง แต่คุณประพฤติตัวไม่ดี ก็ไม่ได้"

เมื่อถามถึงกฎระเบียบที่บัญญัติไว้ ฮกสิ่วยืนยันว่าไม่มีกฎข้อห้ามเพศใดมาเป็นม้าทรง ผู้ใดที่ถูกเลือกก็สามารถเป็นม้าทรงได้

"ไม่มี สำหรับเราคนใน เรามองเป็นเรื่องปกติ แต่บางทีคนนอกอาจจะมองมุมอื่น ผู้หญิงลงเทพเจ้ากวนอู ศาลเจ้าจุ๊ยตุ่ยก็มี ผู้ชายลงเทพเจ้าหยกลื่อก็มี แม้แต่เพศที่สามที่เป็นกะเทยแต่งหญิงก็มี"

นอกจากนี้ ฮกสิ่วยังได้เล่าว่าหนึ่งในเทพแปดเซียน ซึ่งมีการประทับทรงกันนั้น ก็มีเทพหนึ่งองค์ที่ไม่มีการระบุว่า เทพองค์นี้เป็นเพศอะไร

"แม้กระทั่งหนึ่งในเทพเจ้าแปดเซียนอย่าง 'หนาใชฮั้ว' ก็เป็นเทพที่ไม่มีบันทึกไว้ว่าเป็นเทพผู้ชายหรือเทพผู้หญิง ถ้าในวงการเพศที่สาม เขาก็เรียกว่าเป็นศาสดาของเขาเลย"

……………………..

คำศัพท์ "ม้าทรง"

ตบตั๋ว การแสดงอากัปกิริยาว่าองค์เทพได้มาประทับทรงแล้ว

พระจับ การที่องค์เทพมาประทับร่างเป็นครั้งแรก ถือว่าเป็นการที่องค์เทพเลือกร่างร่างนั้นแล้ว

ขึ้นเสาโกเต๊ง พิธียกเสาตะเกียง 9 ดวง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นประเพณีถือศีลกินผัก

หัวมณฑลทั้งห้า รูปลักษณะคล้ายหัวตุ๊กตา เป็นตัวแทนทหารรักษาการทั้ง 5 ทิศ

อ๊าม คำที่คนภูเก็ตใช้เรียกศาลเจ้าจีน

…………………..

LGBTQ+ กับพื้นที่ในโลกทางจิตวิญญาณ

อ.เคท ครั้งพิบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน เพศ เพศสถานะ เพศวิถี แห่งคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า มีผู้ทำการศึกษาบทบาทของ LGBTQ+ ในทางวัฒนธรรมศึกษากันมาก โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณ ในกรณีของภูเก็ต เธอมองว่าการมีม้าทรงที่หลากหลายทางเพศในภูเก็ตเป็นเรื่องการสานต่อประเพณีวัฒนธรรมให้คงอยู่ต่อไปมากกว่า

"สังคมภูเก็ตก็มีการยึดโยงกับประเพณีสูง ที่ใดที่มีการทรงเจ้า ทำให้เราเห็นความยึดโยงกับประเพณีสูง ทำให้ชาวภูเก็ตรักษารากฐานวัฒนธรรม อย่างการถือศีลกินผัก คนภูเก็ตน่าจะไม่ได้คิดเรื่องของ LGBTQ+ แต่กลัววัฒนธรรมประเพณีหาย และมองว่าเป็นเรื่องที่อะลุ่มอล่วยได้"

อ.เคท ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกาเองที่มีกลุ่ม LGBTQ+ ที่เป็นกลุ่มชนพื้นเมืองท้องถิ่นผู้ที่เชื่อกันว่าสามารถติดต่อกับโลกแห่งจิตวิญญาณได้ เรียกตัวเองว่ากลุ่ม LGBTQ2

"ในอเมริกาก็จะเรียกคนกลุ่มนี้ว่าเป็น Two-Spirit การที่เราเรียก LGBTQ+ ก็จะเป็น LGBTQ2 ซึ่งเลข 2 นั้นก็คือกลุ่ม Two-Spirit เท่าที่เรามีข้อมูล กลุ่ม Two-Spirit เป็นกลุ่มคนที่ทำงานโดยตรงกับเรื่องความเชื่อ จิตวิญญาณ ในกลุ่มที่เป็น Native American (คนพื้นถิ่นดั้งเดิมของสหรัฐอเมริกา) จะมีกลุ่ม Two-Spirit คือแสดงออกถึงความเป็นหญิงและชายได้ภายในร่างเดียว"

ในแง่ของศาสนาพุทธนั้น พระอาจารย์สังฆารักษ์ สุธี รักษาการเจ้าอาวาสวัดลัฎฐิวนาราม (วัดใต้) ซึ่งตั้งอยู่ในตัวเมืองภูเก็ต เป็นวัดใหญ่ที่ชาวภูเก็ตรู้จักดี พระอาจารย์กล่าวไว้เพียงสั้น ๆ ว่าต้องแยกประเพณีถือศีลกินผักออกจากเรื่องของศาสนาพุทธ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน

"จริงๆ แล้วการกินเจไม่เกี่ยวกับศาสนาพุทธ การกินเจเป็นประเพณีวัฒนธรรม ส่วนเรื่องอภินิหารต่างๆ ก็อยู่ที่ความเชื่อส่วนตัวบุคคล แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเรื่องนี้ หรือการทรงเจ้า"

THITI FOSTER

คำอธิบายเชิงจิตวิทยา

ในฟากฝั่งของวิทยาศาสตร์ นพ.ปฏิพล หอมหวล นายแพทย์ชำนาญการ ด้านจิตเวชศาสตร์ (จิตแพทย์) รักษาการในตำแหน่ง ผอ.รพ.ท้ายเหมืองชัยพัฒน์ จ.พังงา ได้ให้คำอธิบายที่เป็นไปได้ไว้ 2 ทางคือ การประทับทรงในม้าทรงนั้นเป็นเรื่องจริงที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังไปไม่ถึง และยังพิสูจน์ไม่ได้ ขณะที่กรณีที่สอง อาจเกิดขึ้นได้จากอุปทานหมู่

"อย่างเทศกาลกินเจมีการทรงเจ้า มีการเชิญองค์มาประทับ เรายังไม่สามารถใช้เทคโนโลยีมาอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ วิทยาศาสตร์อาจจะยังไปไม่ถึงเรื่องนี้ ยังไม่มีอะไรอธิบายได้ชัดเจน เพราะคนที่ลงพระก็เป็นคนปกติ ใช้ชีวิตปกติ ในช่วงที่ไม่มีการประทับทรง"

"วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ แต่ก็ไม่ขัดศรัทธา และก็ไม่ได้บอกว่าเขาไม่ได้เป็นจริงนะ อาจเรียกว่าวิทยาศาสตร์ยังไปไม่ถึงทางจิตวิญญาณ"

ส่วนการอธิบายอีกวิธีหนึ่ง นพ.ปฏิพล บอกว่าเป็นกลไกทางจิตที่เรียกว่า Dissociative (Identity Disorder) คล้ายอุปทานหมู่

"สมมติมีร่างทรงจริง ๆ อยู่หนึ่งคน แล้วถ้าเราเชื่อว่าเราเป็นร่างทรงด้วย กลไกทางจิตเราอาจจะหลุดออกมาจากตัวตนของเราเป็นอีกคน ด้วยสภาพแวดล้อม เช่น การตีกลอง ควันธูป อะไรต่าง ๆ บางทีกลไกทางจิตจะลืมไปเลยว่าตัวตนเคยเป็นอะไร ซึ่งอันนี้ถามว่าเกิดขึ้นได้ไหม เกิดขึ้นได้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้พบในม้าทรง"

……………

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...