“จีน” ส่งสัญญาณตอบโต้ “ญี่ปุ่น” รุนแรงขึ้น ขู่ตอบโต้ทางเศรษฐกิจ-การทูต-การทหารเต็มรูปแบบ
"จีน" ยกระดับแรงกดดันต่อ "ญี่ปุ่น" พร้อมขู่ใช้มาตรการเศรษฐกิจ การทูต และการทหารตอบโต้เต็มรูปแบบ ขณะความสัมพันธ์สองประเทศเสี่ยงย้อนกลับสู่ภาวะตึงเครียดรอบใหม่
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.50 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า จีนเดินหน้ายกระดับความตึงเครียดกับญี่ปุ่นต่อจากถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีซาเอะ ทากาอิชิ เรื่องไต้หวัน โดยสื่อของรัฐเริ่มส่งสัญญาณถึงมาตรการตอบโต้ครั้งสำคัญ ขณะคำเตือนการเดินทางที่ออกมาก่อนหน้านี้ยิ่งเพิ่มความกังวลว่าจีนอาจใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ
บัญชีโซเชียลมีเดีย Yuyuantantian ซึ่งเชื่อมโยงกับสถานีโทรทัศน์ของรัฐจีน และมักใช้สะท้อนท่าทีเชิงนโยบายของทางการ เผยแพร่บทความเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่าจีนเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการตอบโต้ในระดับเป็นรูปธรรม พร้อมส่งสัญญาณว่ามาตรการอาจรวมถึงการคว่ำบาตร การระงับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การทูต และการทหาร รวมถึงการจำกัดการค้ากับญี่ปุ่น
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา หนังสือพิมพ์ PLA Daily ของกองทัพจีนย้ำท่าทีดังกล่าวอีกครั้ง โดยเผยแพร่มุมมองของนักวิชาการที่ระบุว่า หากกองกำลังญี่ปุ่นเข้าไปเกี่ยวข้องในช่องแคบไต้หวัน ทั้งประเทศญี่ปุ่นมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นสมรภูมิ
วิกฤตทางการทูตครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ทากาอิชิเพิ่งพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และเห็นพ้องที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ดีขึ้น แต่สถานการณ์ล่าสุดเสี่ยงทำลายความคืบหน้าเหล่านั้น และอาจสร้างผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่ดำเนินกิจการในทั้งสองประเทศ ขณะที่จีนเตือนนักท่องเที่ยวและนักเรียนของตนถึงความเสี่ยงในญี่ปุ่น
คำเตือนการเดินทางของจีนคุกคามต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวญี่ปุ่นทันที เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนราวหนึ่งในสี่ของผู้มาเยือนทั้งหมด ส่งผลให้หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและค้าปลีกทรุดตัว เช่น Shiseido ที่ร่วงลงสูงสุดถึง 11% ในวันจันทร์ ขณะเดียวกันฮ่องกงก็ได้ปรับคำแนะนำการเดินทางสำหรับญี่ปุ่นเช่นกัน
NHK รายงานว่าญี่ปุ่นเตรียมส่งนักการทูตระดับสูงไปยังจีนในวันจันทร์เพื่อพยายามคลี่คลายสถานการณ์ โดยการประชุมสุดยอด G20 ที่จะจัดขึ้นที่แอฟริกาใต้ในสุดสัปดาห์นี้ อาจเป็นโอกาสให้ทากาอิชิพบและหารือกับนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง แม้ยังไม่มีการยืนยันการพบปะอย่างเป็นทางการก็ตาม
เจนนิเฟอร์ เวลช์ นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Economics ระบุว่า จีนกำลังกำหนดเส้นกรอบให้ทากาอิชิตั้งแต่ช่วงต้นของการทำงาน เพื่อยับยั้งไม่ให้มีประเทศอื่นพูดในลักษณะเดียวกัน และเพื่อขัดขวางไม่ให้โตเกียวเดินหน้าดำเนินการเพิ่มเติม พร้อมชี้ว่าญี่ปุ่นเป็นเป้าหมายที่โจมตีได้ง่าย และการท่องเที่ยวก็เป็นคันโยกที่จีนใช้ได้ง่าย
ทากาอิชิยังคงยืนหยัดต่อถ้อยแถลงของตน ขณะที่รัฐบาลโตเกียวระบุว่าจุดยืนเรื่องไต้หวันยังเหมือนเดิมกับรัฐบาลก่อนหน้า
ความตึงเครียดระหว่างจีน–ญี่ปุ่นเริ่มปะทุขึ้นไม่นานหลังยุโรปอนุญาตให้รองประธานาธิบดีไต้หวันเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้จีน และเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามด้านการทูตระหว่างไต้หวันกับสหภาพยุโรปที่สวนทางกับยุทธศาสตร์ของจีนที่ต้องการโดดเดี่ยวไต้หวัน
สำหรับญี่ปุ่น ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจถือว่าสูงมาก เพราะจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด และ บทความของ Yuyuantantian ระบุว่า ผู้ผลิตญี่ปุ่นจำนวนมากยังพึ่งพาวัตถุดิบสำคัญจากจีนเป็นหลัก ความขัดแย้งในปี 2555 จากกรณีหมู่เกาะพิพาทเคยทำให้สินค้าญี่ปุ่นถูกบอยคอตเป็นเวลาหลายเดือนและกระทบการค้าอย่างหนัก
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จีนยังส่งเรือยามชายฝั่งติดอาวุธ 4 ลำ เข้าไปในน่านน้ำพิพาทที่ญี่ปุ่นควบคุม ก่อนจะออกจากพื้นที่
ทั้งนี้จีนมีประวัติใช้มาตรการทางเศรษฐกิจตอบโต้ประเทศเพื่อนบ้าน เช่นในปี 2560 ที่จีนจำกัดการท่องเที่ยวไปยังเกาหลีใต้และกดดันธุรกิจเกาหลี หลังโซลติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD ซึ่งจีนมองว่าเป็นภัยคุกคาม โดยเหตุการณ์นั้นทำให้เศรษฐกิจเกาหลีใต้สูญเสียราว 0.4% ของ GDP ตามประมาณการของธนาคารกลางเกาหลีใต้
สถานการณ์ล่าสุดถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางความสัมพันธ์อย่างฉับพลัน หลังทากาอิชิเพิ่งพบปะกับสี จิ้นผิงในที่ประชุม APEC ที่เกาหลีใต้ และให้คำมั่นว่าจะกระชับความสัมพันธ์ส่วนตัว พร้อมทั้งย้ำความกังวลของญี่ปุ่นต่อมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีน ซึ่งจำเป็นต่อการผลิตตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้าถึงสมาร์ตโฟน
อย่างไรก็ดีทากาอิชิมีประวัติเป็นมิตรกับไต้หวัน ทำให้เธอเข้ารับตำแหน่งท่ามกลางความไม่ไว้วางใจจากจีน ซึ่งให้ความสำคัญสูงกับประเด็นไต้หวันและย้ำเสมอว่าพร้อมใช้กำลังหากจำเป็นในการรวมเกาะกลับสู่จีน
ดิลัน ล่อห์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานยางของสิงคโปร์ ให้มุมมองว่า เนื่องจากทากาอิชิยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการดำรงตำแหน่ง และฐานอำนาจยังไม่มั่นคง จีนจึงเห็นโอกาสในการทดสอบเส้นแบ่งมากขึ้น และท่าทีของจีนครั้งนี้ไม่ใช่การแสดง แต่เป็นความจริงจังอย่างยิ่ง
ญี่ปุ่นเองมีความกังวลมายาวนานต่อการเคลื่อนไหวใด ๆ ของจีนในไต้หวัน เพราะมีพื้นที่ใกล้ชิด โดยเกาะโยนากุนิของญี่ปุ่นอยู่ห่างจากไต้หวันเพียงประมาณ 100 กิโลเมตรเท่านั้น ทำให้ประเด็นนี้เป็นเรื่องอ่อนไหว รัฐบาลญี่ปุ่นก่อนหน้านี้หลีกเลี่ยงไม่พูดถึงรายละเอียดของความขัดแย้งด้านความมั่นคงของไต้หวัน และเน้นรักษาสถานะปัจจุบัน
แต่ทากาอิชิได้เปลี่ยนท่าทีดังกล่าว โดยในเดือนนี้เธอกล่าวว่า หากมีการใช้กำลังทหารในกรณีไต้หวัน อาจเข้าข่ายสถานการณ์คุกคามต่อการอยู่รอดของชาติ ซึ่งจะให้เหตุผลทางกฎหมายแก่ญี่ปุ่นในการสนับสนุนประเทศมิตรที่ตัดสินใจตอบโต้จีน
กระทรวงการต่างประเทศจีนได้เรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเข้าพบด้วยถ้อยคำว่าตามคำสั่งจากเบื้องบน ซึ่งสื่อจีนระบุว่าเป็นสัญญาณว่ามาจากผู้นำระดับสูง และไม่ใช่เพียงการประท้วงทางการทูตทั่วไป
ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นมีประวัติความตึงเครียดที่ยืดเยื้อมาหลายทศวรรษ นับตั้งแต่ประเด็นสงครามในยุคทศวรรษ 1930 จนถึงข้อพิพาทหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออก
ด้าน ประธานาธิบดีไต้หวัน ไล่ ชิงเต๋อ กล่าวในวันจันทร์ว่า การโจมตีญี่ปุ่นของจีนเป็นการบ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก พร้อมเรียกร้องนานาชาติให้จับตา และขอให้จีนยับยั้งชั่งใจ
ขณะนี้สหรัฐยังไม่ได้ออกแถลงการณ์ตอบสนองต่อความขัดแย้งดังกล่าว โดยวอชิงตันและโตเกียวหลีกเลี่ยงการกล่าวชัดเจนเรื่องการปกป้องไต้หวันด้วยกำลังทหารมาตลอด
อ้างอิง : www.bloomberg.com