โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไปให้ไกลกว่าฟีเวอร์รถขนฝัน คือ ยกระดับทัวร์นาเมนต์ ให้โอกาสท้องถิ่นได้เฉิดฉาย | ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 24 พ.ย. 2568 เวลา 08.20 น. • เผยแพร่ 24 พ.ย. 2568 เวลา 08.20 น.

Cityzense | ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

ไปให้ไกลกว่าฟีเวอร์รถขนฝัน

คือ ยกระดับทัวร์นาเมนต์

ให้โอกาสท้องถิ่นได้เฉิดฉาย

กระแสหมอนทองวิทยาฟีเวอร์ที่เกิดขึ้นหลายวันก่อนที่ทำให้นัดชิงชนะเลิศของฟุตบอล นักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD แชมเปียน คัพ 2025 กลายเป็นนัดหยุดโลกที่คนไทยจำนวนมากให้ความสำคัญติดตามอย่างล้นหลาม บางคนไม่เคยดูฟุตบอลมาก่อน ก็กลายเป็นเกมแรกของพวกเขา ในนัดชิงชนะเลิศนี้เอง

ไวรัลของทีมรองบ่อนที่โค่นทีมยักษ์ใหญ่ในกรุงเทพฯ กับภาพลักษณ์ของ “รถขนฝัน” จากบ้านนอกแถบแปดริ้วที่ไม่มีใครรู้จักได้กลายเป็นขวัญใจของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้นัดตัดสินแชมป์กลายเป็นปรากฏการณ์น้องๆ ความยิ่งใหญ่ของวันถ่ายทอดสดการแข่งขันชกมวยป้องกันแชมป์โลกของเขาทราย กาแล็คซี่ ในทศวรรษ 2530

สิ่งที่ตามมาคือ พอเป็นกระแสการเฮโลของผู้มีชื่อเสียงที่จะอยู่กับหน้าสื่อก็ตบเท้าเข้ามามีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางตั้งแต่สนธิ ลิ้มทองกุล, พิมรี่พาย, อั้ม พัชราภา กระทั่งมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า

ผู้เขียนเคยเสนอไอเดียเกี่ยวกับการทำให้กีฬาเป็นการสร้างโอกาสของเยาวชนที่มาพร้อมกับพลังของการกระจายอำนาจไว้เมื่อราว 7 ปีที่แล้ว ในบทความที่ชื่อว่า “กระจายอำนาจไม่ใช่ (แค่) กฎหมาย แต่คือ จินตนาการใหม่ของท้องถิ่น” โดยพยายามเทียบกับการแข่งขันกีฬาเยาวชนในประเทศญี่ปุ่น กับความเป็นไปได้ของบ้านเรา

คือ ชี้ให้มองว่ากีฬาไม่ใช่เฉพาะเรื่องของการเล่นกีฬาในตัวของมันเอง แต่มันรวมถึงอารมณ์ความรู้สึก ความภาคภูมิใจและการมีส่วนร่วมของผู้คนในท้องถิ่นที่จะมีโอกาสเชียร์และสนับสนุนลูกหลานในนามตัวแทนของทีมบ้านเกิด

ดังที่เราอาจจะเห็นผ่านวัฒนธรรมป๊อปอย่างกีฬาเบสบอลที่เด็กผู้ชายมีเป้าหมายที่จะผ่านรอบคัดเลือกเป็นตัวแทนท้องถิ่นไปสู่สนามระดับชาติอย่างโคชิเอ็ง

หรือถ้าหากเทียบกับฟุตบอลในเร็วๆ นี้ก็อาจจะนึกถึงทัวร์นาเมนต์อินเตอร์ไฮที่เป็นระบบการแข่งขันฟุตบอลระดับก่อนอุดมศึกษา

ช่อง 7 เคยมีบทบาทสำคัญในการสร้างทัวร์นาเมนต์อย่างไทยแลนด์คัพ ที่เป็นการชิงชัยกันของทีมฟุตบอล ระหว่างตัวแทนจังหวัดต่างๆ มีการแข่งรอบคัดเลือกตามภูมิภาคต่างๆ ก่อนจะมาแข่งขันกันในสนามกลางเพื่อหาผู้เป็นที่หนึ่งของประเทศ

ทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวนอกจากจะแจ้งเกิดนักเตะจากต่างจังหวัดจนถูกเลือกไปติดทีมชาติแล้ว (เช่น วิฑูรย์ กิจมงคลศักดิ์ ที่ได้รับฉายาว่า สิงห์โตเผือกแห่งปากน้ำโพ นครสวรรค์) ยังสร้างกระแสท้องถิ่นนิยมในจังหวัดต่างๆ ขึ้นอย่างกว้างขวาง

เพราะมิได้เป็นเพียงแค่การเข้าชมในสนามอย่างเดียว แต่มันยังถูกทำให้กลายเป็นข่าวผ่านสื่อมวลชน และการถ่ายทอดสดผ่านช่อง 7 ที่มีเครือข่ายสัญญาณกว้างขวางและครอบคลุมมากกว่าโทรทัศน์ช่องอื่น

ยังไม่นับว่ารายการกีฬายังเป็นจุดแข็งของช่อง 7 ไม่แพ้ละครหลังข่าว รวมไปถึงละครจักรๆ วงศ์ๆ ตอนเช้า

หลายคนไม่รู้ว่า ทุกวันนี้เอาเฉพาะกีฬาฟุตบอลระดับเยาวชน เรามีรายการแข่งขันหลายรายการแต่ก็ไม่มีความสมดุลมากนัก

ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลนักเรียนกรมพลศึกษาที่เตะกันเองดูกันเอง แทบไม่มีคนดู ไม่มีการสร้างคอนเทนต์และความรู้สึกของผู้คนในวงกว้าง

ฟุตบอลจตุรมิตรที่เป็นรายการแข่งขันของนักเรียนมัธยมในพื้นที่เล็กๆ อย่างกรุงเทพฯ แต่ด้วยความที่เป็นโรงเรียนชนชั้นนำ ศิษย์เก่ามีบารมีทางการเมืองและเศรษฐกิจทำให้เป็นรายการที่มีพื้นที่สื่อ เพียงแต่ว่ามันอยู่ห่างไกลกับมวลชน เพราะไม่รู้ว่าจะไปเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนที่เขาไม่รู้จักด้วยยังไง

ขณะที่ยูธลีกที่เข้าใจว่าเกิดจากการพยายามนำทีมอะคาเดมี่ของสโมสรไทยลีกมาเตะก็ไม่ได้มีกระแสอะไรมาช่วย ในทางที่น่าหดหู่กระแสไทยลีกเองก็ไม่ได้บูมเหมือนเมื่อหลายปีที่ผ่านมาแล้ว

จึงเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งกับกรณีรายการฟุตบอลนักเรียน 7 คนของช่อง 7 นั้นทำถึงและสร้างกระแสนิยมได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนกับฟุตบอลระดับเยาวชน

คือ มิใช่เป็นเพียงรายการที่ดูกันเองระหว่างผู้แข่งขันกับแมวมอง

แต่มันได้เอื้อมไปแตะหัวใจของผู้คน อันที่จริงรายการนี้เริ่มเป็นกระแสฮือฮามาก่อนแล้ว จากการนำคลิปมาขยี้ผ่านคอนเทนต์ต่างๆ ของนักเตะ เช่น นักเตะผู้แสดงความดีใจเก้อ หลังจากที่พบว่าประตูที่น่าจะเข้าแน่ๆ กลับพลาดเป้าไป

ผู้เขียนเข้าไปสำรวจในเว็บไซต์ของรายการแข่งขัน ก็พบสิ่งที่น่าสังเกตบางประการ เช่น จำนวนทีมที่ส่งเอกสารเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 503 ทีม (แต่ก็มีทีมที่เอกสารไม่สมบูรณ์หรือไม่ดำเนินการต่ออยู่บ้าง) และแบ่งสายการแข่งขันมากถึง 16 สาย จะมีรอบคัดเลือก, รอบ 256 ทีม, รอบ 128 ทีม, รอบ 64 ทีม, รอบ 32 ทีม, รอบ 16 ทีม, รอบ 8 ทีม, รอบรองชนะเลิศ ก่อนจะเข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศ

กรณีของหมอนทองวิทยาที่อยู่ในสาย 7 ต้องแข่งมา 8 ครั้ง ตั้งแต่รอบคัดเลือก ถึงจะเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ส่วนโรงเรียน อบจ.ชัยนาท เป็น “ทีมวาง” (เช่นเดียวกับทีมใหญ่หลายทีม) เริ่มแข่งตั้งแต่ รอบ 128 ทีม หมายถึงว่า แข่งขันเพียง 6 ครั้ง ก่อนจะถึงนัดชิงชนะเลิศ

หากสำรวจดูแล้วเราจะพบทีมจากโรงเรียนหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนชื่อดังในวงการลูกหนัง, โรงเรียนที่สังกัดท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นระดับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่ส่งมา 7 ทีม ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ ทีมแชมป์อย่าง อบจ.ชัยนาท โรงเรียนเทศบาลจำนวน 17 แห่ง เมืองพัทยา 1 แห่ง

ในจำนวนเหล่านี้ยังแบ่งเป็นโรงเรียนกีฬาของท้องถิ่นคือ โรงเรียนกีฬา อบจ. 3 แห่ง โรงเรียนกีฬาเทศบาล 7 แห่ง, โรงเรียนกีฬาจังหวัดที่สังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 7 แห่ง, กลุ่มโรงเรียนสาธิต 9 แห่ง, กลุ่มโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 14 แห่ง, กลุ่มโรงเรียนนวมินทราชูทิศ 10 แห่ง, กลุ่มโรงเรียนเทพศิรินทร์ 7 แห่ง

และอีกกลุ่มใหญ่ที่มาจากกลุ่มโรงเรียนจากต่างจังหวัดทั้งมัธยมประจำจังหวัด, ต่างอำเภอจากทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเหนือ อีสาน กลาง ใต้ ทั้งสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และเอกชน โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ

นั่นย่อมรวมไปถึงโรงเรียนเล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก ซึ่งหมอนทองวิทยาอาจจัดอยู่ในกลุ่มหลัง

มันจะเป็นไปได้ไหม หากช่อง 7 หรือสื่อเจ้าใดจัดการแข่งขันที่ทะเยอะทะยานแบบไทยแลนด์คัพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

เข้าใจว่ารายการ 7 สี HD นั้น ทีมต่างๆ ที่จะต้องเข้าร่วมนั้นจะต้องส่งตัวเองมาแข่งในสนามกลางที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก

โรงเรียนที่ไกลกรุงเทพฯ ออกไป จึงเสียเปรียบตั้งแต่ต้น

หากตีออกมาเป็นระยะทางจะเห็นตัวอย่างคือ โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ.เมือง จ.อุดรธานี ที่ห่างจากสนามศุภชลาศัยกว่า 570 กิโลเมตร, โรงเรียนสกลทวาปี อ.เมือง จ.สกลนคร 705 กิโลเมตร, โรงเรียนแม่ลาววิทยาคม อ.แม่ลาว จ.เชียงราย 765 กิโลเมตร, โรงเรียนสตูลวิทยา อ.เมือง จ.สตูล 971 กิโลเมตร, โรงเรียนร่มเกล้า อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ที่น่าจะอยู่ไกลที่สุดในทัวร์นาเมนต์นี้ที่ 1,127 กิโลเมตร

สิ่งที่คนทั่วไปอาจลืมไป นั่นคือ ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และค่าที่พัก รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่แฝงอยู่ ต่างจากโรงเรียนในกรุงเทพฯ หรือที่ใช้เวลาเดินทางจากโรงเรียนมาได้ไม่ไกลนัก ยังไม่นับว่า การแข่งขันรอบคัดเลือกอาจจะกินเวลายาวนาน ก็หมายถึง ค่าใช้จ่ายด้านที่พักและอาหารการกินของนักกีฬามากขึ้นที่ทีมจะต้องแบกรับเอง

ย้ำอีกครั้งว่า จะเป็นไปได้ไหมที่จะมีเจ้าภาพไม่ว่าจะภาครัฐ หรือเอกชน หรือการร่วมกันสร้างทัวร์นาเมนต์อันทรงคุณค่าของนักเรียน และผู้คนในท้องถิ่น โดยกระจายการแข่งขันออกไปในระดับจังหวัดที่อาจอาศัยการร่วมมือกับหน่วยงานระดับจังหวัด ในนาม อบจ.คัพ แล้วนำตัวแทนจังหวัดไปแข่งในระดับภูมิภาคที่อาจจะเวียนกันเป็นเจ้าภาพแข่งกันในสนามฟุตบอลของสโมสรต่างๆ

แล้วตัวแทนภูมิภาคก็จะได้สิทธิ์ไปแข่งที่กรุงเทพฯ โดยการสนับสนุนตัวแทนของจังหวัดก็อาจจะมาจาก อบจ. ร้านค้าและธุรกิจท้องถิ่น กระทั่งการระดมทุนของแฟนบอล และผู้คนในท้องถิ่น

การแข่งขันเหล่านี้ขาดไม่ได้คือ การสื่อสารกับผู้คนในวงกว้าง ซึ่งกรณีของช่อง 7 ทำได้อย่างยอดเยี่ยม สร้างไวรัลได้อย่างน่าตื่นตา แต่สิ่งที่น่าจะต่อยอดและขยายไปได้อีกคือ เรื่องราวของทีมอีกจำนวนมากที่ยังมีศักยภาพที่จะเล่าและสร้างมูลค่าให้กับท้องถิ่น ซึ่งเป็นภารกิจแสนท้าทายที่รออยู่

ผู้เขียนนึกถึงสมัยไทยลีกเฟื่องฟู หนังสือพิมพ์ทั้งหลายได้เปิดพื้นที่เฉพาะให้กับไทยลีกเพื่อเล่าถึงเรื่องราวของสโมสร นักเตะ โค้ชและผู้คนที่เกี่ยวข้อง

กรณีของบอลนักเรียนพื้นที่สื่อแบบเดียวกันที่อาจกลายเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ ก็น่าจะสามารถสร้างช่องทางสื่อสารที่สายใยเชื่อมโยงกับผู้คนได้ดี

หากเป็นเช่นนี้ ฟุตบอลนักเรียน จึงมิใช่แค่การแข่งขัน และความฝันของคนกลุ่มเล็กๆ แต่มันยังจะกลายเป็นพื้นที่แห่งความฝันอันยิ่งใหญ่ของผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ ที่จะถูกร้อยเรื่องราวผ่านกีฬายอดนิยมอย่างฟุตบอล

และอาจเป็นประตูสำคัญเปิดไปสู่ความเป็นไปได้อื่นๆ ของท้องถิ่นได้อีก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไปให้ไกลกว่าฟีเวอร์รถขนฝัน คือ ยกระดับทัวร์นาเมนต์ ให้โอกาสท้องถิ่นได้เฉิดฉาย | ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...