โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

น้ำท่วม “บ้าน-รถ” เคลมประกันได้ไหม? อยากได้เงินไวต้องยื่นเอกสารยังไง

Thairath Money

อัพเดต 18 พ.ย. 2568 เวลา 07.23 น. • เผยแพร่ 18 พ.ย. 2568 เวลา 07.21 น.
ภาพไฮไลต์

ตอนนี้หลายคนเจอกับปัญหาน้ำท่วม หรือ “อุทกภัย” ที่สร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินของเรา ไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรือรถยนต์ที่จอดไว้

คำถามที่ตามมาคือเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว ใครจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมช่วยเราล่ะ? หนึ่งในสิ่งที่หลายคนนึกถึงคงเป็น “ประกัน” ที่ทำเอาไว้ เพราะนี่คือ “ความคุ้มครอง” ที่เราซื้อเอาไว้เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเช่นนี้

น้ำท่วมบ้าน เคลมได้ไหม ทำยังไงได้บ้าง?

ถ้าถามว่าทรัพย์สินของเราอย่างบ้านและรถจะสามารถเคลมประกันได้ไหมเมื่อเกิดภัยธรรมชาติอย่างอุทกภัย? คำตอบคือ “ได้” แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของประกันภัยที่เราทำเอาไว้ Thairath Money จะพาผู้อ่านไปดูกันว่าการเคลมประกันฯ ของบ้าน-รถเมื่อถูกน้ำท่วม ต้องรู้อะไร และทำอะไรบ้าง

มาเริ่มกันที่ “บ้าน” เมื่อเกิดน้ำท่วม นอกจากการยกของขึ้นที่สูงแล้วราควรเก็บหลักฐานความเสียหายที่เกิดขึ้นเอาไว้ด้วย เพราะสถานการณ์น้ำท่วมอาจลากยาว หรือน้ำลดแล้วร่องรอยพวกนั้นจะหายไปหรือเปล่า

ดังนั้น เราควรเริ่มเก็บหลักฐานไว้เสมอ ตั้งแต่เกิดเหตุ เช่น รูปถ่าย หรือคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นระดับน้ำ และความเสียหาย เพราะคำบอกกล่าวอาจทำให้การเคลมไม่เห็นความเสียหายที่ชัดเจน หรือไม่ตรงกับความเป็นจริง นอกจากนี้เราอาจใช้เป็นหลักฐานในการขอรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ เช่น หลังการประกาศภัยพิบัติมีการใช้เงินช่วยเหลือ เป็นต้น

ขั้นตอนต่อมา ให้ตรวจสอบกรมธรรม์ประกันบ้านของตัวเองว่าครอบคลุมภัยน้ำท่วมด้วยหรือเปล่า ซึ่งหลัก ๆ จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ

1. ประกันอัคคีภัยพ่วงความคุ้มครองน้ำท่วม

คนส่วนใหญ่มักทำประกันภัยบ้านในรูปแบบ “ประกันภัยอัคคีภัย” ส่วนใหญ่อาจแถมความคุ้มครองภัยน้ำท่วมไว้ (ในหมวดภัยพิบัติ) แต่วงเงินความคุ้มครอง หรือ กรณีไหนที่คุ้มครองบ้าง ต้องดูกันที่รายละเอียดในกรมธรรม์ แต่ถ้าไม่มีระบุความคุ้มครองไว้จะไม่สามารถเคลมประกันได้

2. ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินทุกชนิด (IAR)

บางคนที่มีทั้งบ้านและที่ทำงาน (ออฟฟิศ) อยู่ในที่เดียวกัน อาจซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติม อย่าง ประกันภัย IAR ที่มีความคุ้มครองต่อหลากหลายด้าน เช่น ความเสียหายต่อทรัพย์สิน ไม่ว่าจะไฟไหม้ น้ำท่วม เจอภัยธรรมชาติ อื่น ๆ, ความหยุดชะงักทางธุรกิจ, ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก เป็นต้น

เคล็ดลับก่อนซื้อประกันภัยบ้าน จึงควรอ่านรายละเอียดความคุ้มครองว่ามีภัยไหนบ้าง และวงเงินความคุ้มครองเพียงพอกับความต้องการของเราหรือไม่ หากไม่พออาจซื้อแพ็กเกจเสริมได้เพิ่มเติมได้ เพราะอย่าลืมว่าถึงจะชื่อว่า “ประกัน” เหมือนกัน แต่เงื่อนไขที่ระบุไว้ในแต่ละกรมธรรม์มีความแตกต่างกันออกไป

เอกสารเคลมประกัน รู้ก่อน ยื่นก่อน

หลังจากเช็กเงื่อนไขประกันภัยของตัวเองแล้ว ควรรีบติดต่อบริษัทประกันภัยโดยเร็วที่สุดผ่านช่องทางที่เราสะดวก เช่น การติดต่อตัวแทนประกันภัย, ช่องทางออนไลน์ของบริษัท, โทรศัพท์ หรือติดต่อที่สำนักงานโดยตรง และหลังจากนั้นให้เตรียมเอกสารให้พร้อม ส่วนมากมักขอหลักฐาน ดังนี้

  • หนังสือคำร้องขอสินไหมทดแทน ที่ระบุรายละเอียดความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด
  • หลักฐานอ้างอิงเหตุการณ์ความเสียหาย
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  • เอกสารอื่น ๆ ที่บริษัทประกันอาจเรียกขอเพิ่มเติม เช่น สำเนาโฉนดที่ดิน สำเนาเอกสารการแสดงความเป็นเจ้าของบ้าน เป็นต้น

น้ำท่วม “รถ” เคลมยังไง?

มาต่อกันที่ส่วนของรถยนต์กรณีที่โดนน้ำท่วมกันบ้าง ปกติแล้วเราจะสามารถยื่นเคลมให้บริษัทประกันภัยมาดูแลได้เลย หลังจากเราตรวจสอบประเภทประกันฯ และความคุ้มครองที่มีอยู่ เบื้องต้นมี 6 ข้อหลัก ๆ ที่เราต้องวางแผนจัดการ ได้แก่

1. เก็บหลักฐาน และบันทึกความเสียหาย เพื่อให้บริษัทประกันฯ ประเมินและตรวจสอบความเสียหายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

2. แจ้งบริษัทประกันภัยทันที พร้อมรายละเอียดให้ครบถ้วน เช่น วันและเวลาที่เกิดเหตุ พื้นที่ที่เกิดน้ำท่วม และลักษณะความเสียหายที่พบ

3. ทำตามคำแนะนำของบริษัทประกันฯ เช่น แนะนำให้ลากรถไปยังอู่ซ่อมที่ได้รับการรับรอง เป็นต้น

4. ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ในการคุ้มครองเพิ่มเติม เช่น ค่าลากรถ หรือรถทดแทนระหว่างซ่อม เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย และความยุ่งยาก

5. หลังซ่อมแซมแล้วควรตรวจสอบความเรียบร้อย โดยเฉพาะระบบไฟและเครื่องยนต์ หากพบปัญหา ให้รีบแจ้งอู่หรือประกันทันที

6. การจ่ายค่าสินไหมตามทุนประกันภัย ในกรณีที่รถเสียหายเกิน 70% บริษัทประกันอาจจ่ายค่าสินไหมให้ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

แต่ถ้าอยากเจาะลึกว่า ความเสียหายระดับไหนประกันภัยต้องจ่ายเงินให้เราเท่าไร ยังมีข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งกำหนดเป็นแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่า รถน้ำท่วมระดับไหน ประกันภัยจะจ่ายค่าซ่อมให้เท่าไร โดยแบ่งเป็น 5 ระดับ ได้แก่

  • ระดับ A น้ำท่วมถึงพื้นรถยนต์ ประเมินค่าซ่อม 8,000-10,000 บาท
  • ระดับ B น้ำท่วมถึงเบาะนั่ง ประเมินค่าซ่อม 15,000-20,000 บาท
  • ระดับ C น้ำท่วมถึงส่วนล่างของคอนโซลหน้า ประเมินค่าซ่อม 25,000-30,000 บาท
  • ระดับ D น้ำท่วมถึงส่วนบนของคอนโซลหน้า ประเมินค่าซ่อมเริ่มต้นที่ 30,000 บาทขึ้นไป
  • ระดับ E รถยนต์จมน้ำทั้งคัน ซึ่งในกรณีนี้บริษัทจะคืนทุนประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์

สุดท้ายนี้ จะเห็นได้ว่าประกันภัยนั้นถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันอย่างน้ำท่วมได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการอ่านและทำความเข้าใจเงื่อนไขในกรมธรรม์ที่เรามีอย่างละเอียดถี่ถ้วนตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อที่เราจะสามารถรักษาสิทธิที่ตัวเองจะได้รับจากการทำประกันเอาไว้นั่นเอง

ที่มา : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, คปภ., Smile Insure, Mahasapkrit, Thailand Insurance Service

อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : น้ำท่วม “บ้าน-รถ” เคลมประกันได้ไหม? อยากได้เงินไวต้องยื่นเอกสารยังไง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...