สีสันโสโครก ในกระแสปฏิรูปตำรวจ
เหยี่ยวถลาลม
สีสันโสโครก
ในกระแสปฏิรูปตำรวจ
ดูเหมือน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” อดีตรอง ผบ.ตร.จะกำลังสนุกถึงขั้นเมามันกับการกระชากลากไส้อดีตบิ๊กตำรวจด้วยกัน ยังไม่รู้ฉากสุดท้ายของซีรีส์นี้
แต่ต้องไม่ลืมว่า เมื่อครั้งยังอยู่ในราชการ “โจ๊ก” ก็เคยใหญ่คับฟ้าถึงขนาดที่ผู้บังคับบัญชาแต่ละลำดับชั้นก็ยังต้อง “เลี่ยง” หรือไม่เสี่ยงที่จะปะทะ
นรต.รุ่น 47 เริ่มรับราชการในปี พ.ศ.2537 ในรุ่นเดียวกัน “โจ๊ก” โตเร็วเหมือนเรียนลัด จากผู้กำกับการ สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ขึ้นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรสงขลา ชั่วฟ้าแลบในจังหวะที่ คสช.ยึดอำนาจปี 2557 “โจ๊ก” ก็พรวดขึ้น “ผู้บังคับการ” ทำหน้าที่ประสานงานนายกรัฐมนตรี เดินตามติด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ปี 2558 “โจ๊ก” ก็สไลด์ไปเป็น “ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว”
พอปี 2559 ก็ขึ้นเป็น “รองผู้บัญชาการ” ตำรวจท่องเที่ยว
ปี 2561 ขึ้นนั่งเป็น “ผู้บัญชาการ” ได้เลย ที่สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง
ยังจะมีใครที่ทะยานได้รวดเร็วขนาดนี้ (ยกเว้น พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีต ผบ.ตร.)
พฤติการณ์อันเลวร้ายทั้งหมดในวงการตำรวจที่ “โจ๊ก” กำลังสนุกกับการ “แฉ” นั้นรุนแรงทวีคูณขึ้นตามลำดับในยุคที่ “คสช.” เรืองอำนาจและครองเมือง
รัฐประหารทุกครั้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่เคยมี “ความปรารถนาดี” ที่แท้จริง ไม่มีเจตนาสร้างชาติ หรือพัฒนาประเทศ แต่ทั้งหมดที่ทำไปใช้คำว่า “ประชาชน” มาเป็นบังหน้า
เงื่อนไขรัฐประหารทุกครั้งที่ใช้เป็น “ข้ออ้าง” คือวาทกรรมที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อสร้างความชอบธรรมในการยึดอำนาจและสืบทอดอำนาจ
การเคลื่อนกำลังพลรบและอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพสมบัติของชาติออกมายึดอำนาจทุกครั้งจึงต้องใส่สีตีไข่ให้รัฐบาลที่ถูกโค่นล้มลงไปเป็นผู้ร้าย มีการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ทหารไทยทำรัฐประหารมาเกือบร้อยปีจนถึงวันนี้ “การทุจริตในวงราชการ” หนักหนาสาหัสขึ้นยิ่งกว่าเก่า
ทำกันเปิดเผย โจ่งแจ้ง หนักหน่วงรุนแรงจนเรียกได้ว่า “ไร้ยางอาย”!
กฎหมายอาญาอ่านทางทะลุปรุโปร่ง จึงบัญญัติโทษว่า ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยเจตนาล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ คือการล้มล้างอำนาจอธิปไตย ต้อง “ประหารชีวิต” หรือ “จำคุกตลอดชีวิต”
เจตนารมณ์กฎหมายนั้นชัดแจ้งว่า ไม่อนุญาตให้ใช้ล้มล้างเพื่อแก้ไข “กติกา” หรือรัฐธรรมนูญ
ไม่มีข้ออ้างอันใดเลยที่จะทำรัฐประหารได้
แต่ปัญหามีอยู่ว่า ใครจะฟ้อง และใครจะพิพากษาเพื่อพิทักษ์รักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย!
สิ่งที่ “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” กำลังแฉอยู่ ก็คือการทุจริตในแวดวงราชการตำรวจ ซึ่งถ้าย้อนกลับไป 30 ปีก่อน เมื่อครั้งที่ “โจ๊ก” เพิ่งเริ่มรับราชการ ใน พ.ศ.นั้นตำรวจก็ยังไม่คิด และยังไม่ทำเรื่องเลวร้ายเช่นในยุค คสช.
ถ้าคิดจะซื้อเก้าอี้กันก็มีน้อยคน และถึงแม้จะอยากมี อยากได้ อยากเป็นก็ไม่มีช่องทางหารายได้เอามาวิ่งเต้นซื้อเก้าอี้สำคัญๆ
ยุคนั้นยังไม่มี “นาย” จัดสรรที่ดินขายลูกน้อง ไม่มี “นาย” หัวแหลมเปลี่ยนจากรับเงินมาเล่น “ทองคำแท่ง” บ่อนผ้าถุงกับบ่อนพนันเฮียนั่นเฮียนี่กระจอกงอกง่อยไปทันที ถ้าเทียบกับ “พนันออนไลน์” ที่มีเครือข่ายกว้างขวางไร้พรมแดน
ความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีจึงเกิดขึ้นไม่ได้จากการกระชากลากไส้ลับๆ ล่อๆ
เป็นตำรวจต้องสืบจับผู้ร้าย สอบสวนต้องอำนวยความยุติธรรม ถ้างานป้องกันก็ต้องวางแผนไม่ให้เกิดเหตุ ไม่ใช่เป็นนักบินร่อนเก็บละเอียดทั่วทุกซอก
ตำรวจจะเปลี่ยนแปลงก็ต้องมองเห็นทางพัฒนาระบบความคิดเพื่อไปสู่ความมีอารยธรรม ต้องกล้าหาญที่จะกวาดล้างอาชญากรที่อาศัยเครื่องแบบตำรวจตั้งแต่ยังคงมีอำนาจอยู่ในมือ
ที่กล่าวนั้นไม่ได้หมายความว่าตำรวจจะฆ่าตำรวจ
หากแต่เมื่อเป็นตำรวจก็ต้องจับโจรและเอาโจรออกจากวงการตำรวจ ไม่เช่นนั้นแล้ววันหนึ่ง “โจรในเครื่องแบบ” จะกลายเป็น “ผู้บังคับบัญชา” ของตำรวจระดับล่าง
การปฏิรูปตำรวจจึงไม่ใช่เรื่องความมันส์ หรือสะใจที่ได้แฉกันไปแฉกันมา
ความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ไม่ได้เกิดจากการยกตนข่มท่าน ไม่ใช่การเอาดีใส่ตัว แล้วโยนความชั่วให้ผู้อื่น
การปฏิรูปตำรวจต้องเกิดจาก “สำนึกภายใน” ที่มีความสำนึกรับผิดชอบต่อ “วิชาชีพ”
“ตำรวจอาชีพ” นั้นมีหน้าที่พิทักษ์ปกป้องให้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินกับประชาชน ทั้งยังเป็น “ต้นธาร” ของกระบวนการยุติธรรม
ถ้าระบบตำรวจและจิตสำนึกตำรวจผูกติดกับธุรกิจผิดกฎหมาย จะเรียกองค์กรตำรวจว่าอะไร
และถ้าตำรวจต้องหารายได้นอกระบบจากธุรกิจผิดกฎหมาย เอาเงินไปให้นาย เอาไปซื้อเก้าอี้ เช่นนั้นแล้วใครจะพิทักษ์สันติราษฎร์
“ปฏิรูปตำรวจ” จึงต้องเป็นการยกเครื่องระบบบริหารจัดการ จัดระเบียบองค์กรใหม่ ปรับทัศนคติใหม่ สร้างธรรมเนียมและวัฒนธรรมใหม่ให้หยั่งรากลงในองค์กร
ถ้าจะให้ดีก่อนที่จะปรับปรุงอะไรควรจะถามคนในบ้านคือตำรวจด้วยกันเองก่อนด้วยว่า ในแต่ละช่วงอายุของข้าราชการตำรวจ เช่น อายุ 20-30 อายุ 31-40 อายุ 41-50 และอายุ 51-60 ปีนั้น ท่านมี “ความคิดเห็น” และ “อยากเห็น” องค์กรตำรวจและข้าราชการตำรวจที่มีศักดิ์ศรีมีเกียรติภูมินั้นเป็นอย่างไร
ตำรวจเก่าๆ แก่ๆ ที่ดวงตาเริ่มพร่ามัวควรต้องถอยออกมาเล็กน้อย เลิกเล่าเรื่องเน่าๆ เก่าๆ เอาดีเข้าตัวที่เข้าทำนองไม่มีสัจจะในหมู่โจร แล้วปล่อยให้คนรุ่นใหม่ซึ่งมองเห็นโลกในวันข้างหน้าชัดกว่าและใกล้เคียงกับสภาพความเป็นจริงกว่าได้กำหนดชะตากรรมและอนาคตของตัวเอง
การกำหนด “ชะตากรรม” องค์กรที่อยากจะเป็น ไม่ได้ยากอะไร
แค่เลือกว่าคุณจะเป็นใคร
ระหว่าง “ผู้พิทักษ์รับใช้” กับเป็น “ภัยของสังคม”!?!!!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สีสันโสโครก ในกระแสปฏิรูปตำรวจ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly