ผู้ว่า ธปท. เข้มสกัดทุนเทา เตรียมปัดฝุ่นกฎหมายกำกับ ตั้งกองทุนค้ำเงินกู้ดันสินเชื่อใหม่ 1 แสนลบ.
วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. เล็งปัดฝุ่นกฎหมายแบงก์ชาติให้กำกับดูแลเข้มข้นสกัดกั้นทุนเทา เตรียมใช้กลไก FIDF ลดเงินนำส่งตั้งกองทุนค้ำประกันสินเชื่อ คาดดันสินเชื่อใหม่ได้ 100,000 ล้านบาท แก้ปัญหาสินเชื่อในระบบติดลบ แจงเหตุผลทำไม่ไทยไม่ทำ QE
เผยมาตรการสำคัญเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง สินเชื่อธุรกิจ หดตัว โดยเฉพาะ สินเชื่อ SMEs ที่ติดลบ 13 ไตรมาส ธปท. เตรียมร่วมมือกับกระทรวงการคลังออกแบบ "กลไกค้ำ" เพื่อแชร์ความเสี่ยงกับสถาบันการเงิน โดยใช้เงินที่ได้จากการปรับลด FIDF fee ราว 20,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิด เงินกู้ใหม่ แก่ธุรกิจที่มีศักยภาพได้ถึง 100,000 ล้านบาท พร้อมย้ำจุดยืนในการเพิ่มความ
22 พ.ย. 2568 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน GovernorConnect สัญจร จังหวัดเชียงใหม่ ว่า ในปัจจุบัน นอกเหนือจากการดูแลเสถียรภาพภายใต้พันธกิจ ธปท. ยังจะพยายามเข้าไปดูแลปัญหาเชิงโครงสร้างหลาย ๆ เรื่องในบริบทที่ ธปท. ควรทำควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของประชาชน ให้สอดคล้องกับค่านิยม ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน ของ ธปท.
มาตรการก่อนหน้าที่เพิ่งเปิดตัวไป คือ ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ด้วยการซื้อหนี้เสียต่ำกว่า 1 แสนบาท ผ่าน AMC โดยใช้เงิน FIDF ซึ่งจะ cut off บัญชีได้ในช่วงเดือนมกราคม โดย SAM ที่จะปรับการดำเนินการให้เป็น Social AMC มากขึ้น ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยเสริมนโยบายการเงินในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจได้ และจะทยอยมีมาตรการที่ออกมาช่วยในแต่ละจุดหรือแต่ละกลุ่ม เพื่อให้เป็นการต่อ jigsaw ที่จะประกอบเป็นภาพใหญ่ขึ้น
อีกมาตรการที่จะดำเนินการ คือ มาตรการสนับสนุนสินเชื่อใหม่ โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs ซึ่งที่ผ่านมาสินเชื่อธุรกิจในระบบธนาคารพาณิชย์ไทยหดตัวต่อเนื่องนาน สินเชื่อธุรกิจโดยรวมขยายตัวติดลบต่อเนื่อง 5 ไตรมาส และสินเชื่อ SMEs ติดลบ 13 ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาเชิงโครงสร้าง
สาเหตุที่สินเชื่อธุรกิจหดตัวมาจาก ความไม่แน่นอนและภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทำให้
(1) ความต้องการสินเชื่อโดยเฉพาะของธุรกิจรายใหญ่ลดลง
(2) สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ จาก credit cost ที่เพิ่มขึ้น
“ในการประคับประคองเศรษฐกิจปัจจุบันให้ไปต่อได้ จำเป็นต้องมีกลไกที่ช่วยแชร์ความเสี่ยงกับสถาบันการเงินให้สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ธุรกิจที่มีศักยภาพได้มากขึ้น เพื่อให้เป็น engine of growth ของเศรษฐกิจ”
นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. ร่วมกับ กระทรวงการคลัง และภาคธนาคารพาณิชย์ จึงอยู่ระหว่างการหารือเพื่อออกแบบกลไกค้ำประกันสินเชื่อ SMEs และยกระดับศักยภาพธุรกิจ โดยมีแหล่งเงินทุนจากการนำเงินที่ได้จากการปรับลด FIDF fee เช่นถ้านำเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท มาตั้งกองทุนเพื่อชดเชยความเสียหายด้านเครดิตจากการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่กลุ่มเป้าหมาย ก็น่าช่วยลด credit cost ที่เป็นต้นทุนความเสี่ยงให้กับสินเชื่อได้ประมาณ 100,000 ล้านบาท
กลไกนี้ ถูกออกแบบให้
- ตรงจุด คือ เน้นการให้สินเชื่อใหม่แก่ SMEs ใน sector ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย (เช่น เกษตรและอาหารแปรรูป ค้าส่ง ค้าปลีก โรงแรม Wellness) และผู้ประกอบการที่ยกระดับศักยภาพธุรกิจทั้งของตนเอง และธุรกิจใน supply chain หรืออื่น ๆ ที่เราต้องการส่งเสริมและเห็นการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย ที่มีความสามารถในการแข่งขัน เช่น ปรับตัวให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Transition)
- กระจาย โดยจะพิจารณากำหนดวงเงินสูงสุดต่อราย เพื่อกระจายให้กับผู้ประกอบการได้อย่างเหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 50-100 ล้านบาท
- เกิดผลชัดเจน ซึ่งหมายถึงเม็ดเงินออกไม่ช้า เพื่อให้ช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ทันการณ์ รวมทั้งการที่ช่วย SMEs ให้เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ก็จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจได้มากขึ้น
- คล่องตัว โดยมีกระบวนการขอรับเงินชดเชยที่ไม่ซับซ้อน สะดวกต่อการเบิกจ่าย และวงเงินชดเชยที่เพียงพอรองรับความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10-30% สำหรับ max claim ซึ่งการclaimจะเป็นลักษณะมาก่อนได้ก่อน โดย SMEs ทั่วไปมีความเสี่ยงที่ 20%) เพื่อช่วยสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงิน
“หวังว่าจะดำเนินการจัดตั้งเสร็จภายในสิ้นปีนี้ และใช้กลไกนี้ไปพลางระหว่างการหารือให้มีกลไกค้ำประกันเครดิตที่กว้างกว่า ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในระหว่างการหารือรายละเอียด เช่น อัตราปรับลด FIDF fee และรายละเอียดของกลุ่มเอสเอ็มอีว่าจะมีจำนวนเท่าไหร่”
สำหรับแนวทางการจัดการทุนเทาภายใต้กฎหมายปัจจุบัน ธปท. ไม่มีข้อมูล flow บาท โดยถ้ามีธุรกรรมต้องสงสัยจะนำส่งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เช่น ธุรกรรมเงินสดเกิน 200,000
โดยการจัดการกับทุนเทา ธปท. จะดำเนินการเพิ่มขึ้นใน 2 มิติ คือ
1.) เพิ่มการมองเห็นข้อมูลเส้นทางเงินต้องสงสัย ด้วยการใช้กฎหมาย/เกณฑ์ที่มีอยู่ พ.ร.บ. สถาบันการเงิน และ พ.ร.บ. ระบบการชำระเงิน เข้าไปกำกับ ให้สถาบันการเงินส่งข้อมูลธุรกรรมตามเงื่อนไขที่ ธปท. กำหนด เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและป้องกันไม่ให้ภาคการเงินถูกใช้เป็นช่องทำทุจริต เช่น กรณีมีเงินก้อนใหญ่ถูกโอนเข้าและออกเกือบจะทันที หรือบัญชีที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์พนันออนไลน์ เพื่อดำเนินการต่อหรือส่งข้อมูลเพื่อสนับสนุนการทำงานของ ปปง. ในการดำเนินการต่อไป
2.) ยกระดับการกำกับดูแลและการรู้จักลูกค้าของผู้ใต้กำกับ เช่น
สำหรับธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยจะออกหลักเกณฑ์ยกระดับการทำความรู้จักลูกค้า (KYC/CDD) ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อจับจุดเสี่ยงและจัดการได้เร็ว รวมทั้งนำมาใช้ยกระดับการป้องกันต่อไป
สำหรับผู้ให้บริการ e-Wallet และ Money Transfer Agent ยกระดับการกำกับดูแลเทียบเท่าธนาคารพาณิชย์ เช่น มี customer profiling ตรวจสอบระบบการตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัย และ enforce เมื่อพบว่าผู้ให้บริการเกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมาย
สำหรับ Money Changers จะเพิ่มคุณภาพและความสามารถของผู้ให้บริการในการติดตามตรวจสอบธุรกรรมผิดปกติ รวมทั้งกำหนดมาตรฐานการให้บริการลูกค้าเพิ่มเติม
นอกจากนี้ยังมีการดำเนินการเกี่ยวกับธุรกรรมทองคำ
ธุรกรรมทองปัจจุบันมีผลกระทบต่อค่าเงินค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการซื้อขายทองคำเป็นเงินบาท ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เงินบาทมีความผันผวนเพิ่มขึ้นในบางช่วง
การซื้อขายทองคำด้วยสกุลเงินบาทส่งผลให้ร้านทองต้องบริหารความเสี่ยง (Square position) ทั้งการทำธุรกรรมทองคำกับต่างประเทศ และการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX)
โดยปัจจุบัน ธปท. มีข้อมูลของร้านทองเฉพาะกรณีที่ร้านทองทำธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX) กับ ธพ. ในประเทศ แต่ไม่มีข้อมูลหากร้านทองซื้อขายทองคำกับตลาดต่างประเทศ การทำธุรกรรม FX ผ่านบริษัทในเครือในต่างประเทศ รวมทั้งกรณีทำธุรกรรมด้วย crypto currency
ธปท. จึงอยู่ระหว่างการปรับประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อให้ได้ข้อมูลมากขึ้นเพื่อติดตามผลกระทบต่อค่าเงิน และกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องให้ตรงจุดต่อไป
ส่วนความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์เรื่องการทำ QE กรณีไทยในปัจจุบันนั้น นายวิทัย กล่าวว่า การทำ QE โดยการเข้าซื้อพันธบัตรอาจจะไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม และไม่ได้เป็นเครื่องมือที่จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยได้มากนัก เนื่องจากภาคธุรกิจไทยระดมทุนผ่านธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก แม้จะมีบางส่วนออกหุ้นกู้ แต่ส่วนใหญ่เป็นระยะไม่เกิน 5 ปี ดังนั้น การซื้อพันธบัตรที่จะทำให้อัตราผลตอบแทนระยะยาวปรับลดลง จึงไม่ได้ส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจมากนัก
“การแก้ปัญหาที่ตรงจุดคือการให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้มากขึ้น ซึ่งในภาวะปัจจุบันต้องอาศัยการลดต้นทุนความเสี่ยง ซึ่งเป็นแนวทางที่ธปท.กำลังจะทำให้เกิดขึ้น”