ใช้ GBC ‘ทวิภาคี’ หยุดยิงไทย-กัมพูชา
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร
หลังจากปะทะกันมาได้ 16 วัน ไทย กับ กัมพูชา ก็เริ่มมีสัญญาณของความพยายามที่จะหยุดยิงอีกครั้ง โดยสัญญาณที่ว่า เกิดขึ้นในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ (Special ASEAN Ministers Meeting : Special AMM) ในวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา ณ กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย มี ดาโตะ เชอรี อูตามา ฮาจี โมอามัด บิน ฮา จี ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน เป็นประธาน
โดยมีข้อน่าสังเกตว่า การประชุม AMM นัดพิเศษครั้งนี้เกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกันกับที่จีนได้ส่ง นายเติ้ง ซีจวิน เอกอัครราชทูตและผู้แทนพิเศษด้านกิจการเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศจีน ออก “เดินสาย” หารือในระดับปลัดกระทรวงทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทยและกัมพูชาโดยเฉพาะ อันเป็นการแสดงบทบาทของจีน อาจจะเรียกได้ว่า อยู่ในฐานะ “ผู้ไกล่เกลี่ย” ที่ต้องการให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดยิงอีกครั้งหนึ่ง
ในระหว่างการประชุม AMM ท่ามกลางการแสดงออกด้วยท่าทีต้องการให้มีการหยุดยิงจากฝ่ายกัมพูชา คณะผู้แทนฝ่ายไทย ได้ชี้แจงความเป็นมาและสาเหตุของการปะทะกันบริเวณแนวชายแดนครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเน้นย้ำถึงการเหยียบกับระเบิดของทหารไทยในอาณาเขตประเทศไทยที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 8 (21 ธันวาคม 2568) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลักลอบติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ ที่เกิดขึ้นภายหลังการลงนาม Joint Declaration หรือปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา
ซึ่งมีสาระสำคัญอยู่ที่ผลการหารือระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กับ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ได้ถูกฝ่ายกัมพูชาละเมิด จนนำมาซึ่งคำประกาศของฝ่ายไทยที่จะระงับการปฏิบัติตาม Joint Declaration และยังสงวนสิทธิที่จะดำเนินการตอบโต้ตามความจำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนไทย
จนเหตุการณ์บานปลายเป็นการปะทะกันอย่างรุนแรงตลอดแนวพรมแดนไทย-กัมพูชาที่ยาวกว่า 790 กิโลเมตร ตั้งแต่อีสานใต้จนถึงชายแดนด้านตะวันออก ส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย จนนำมาสู่การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษในครั้งนี้ ซึ่งบรรดารัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ทั้งไทยและกัมพูชาจะต้องกลับสู่กระบวนการเจรจาเพื่อยุติการสู้รบผ่านทางกลไก “ทวิภาคี” ที่มีอยู่แล้ว และกลไกนี้ได้รับการรับรองภายใต้ Joint Declaration ที่ลงนามกันไว้ด้วย เท่ากับอาเซียนต้องการที่จะยุติปัญหาการสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาด้วยการพูดคุยเจรจาหาทางออกกันเอง หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการป้องกันการแทรกแซงจากชาติมหาอำนาจที่พยายามจะเข้ามาเกี่ยวข้องจากความขัดแย้งในระดับภูมิภาคที่อาจจะบานปลายเป็นความขัดแย้งในระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่าที “กดดัน” ของสหรัฐที่ “ขู่” จะหยิบยกมาตรการภาษีมาเป็นเครื่องต่อรองให้เกิดการหยุดยิง
นำมาสู่ “ข้อเสนอ” ของฝ่ายกัมพูชาที่พร้อมจะให้มีการประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee หรือ GBC) ขึ้นมาอีกครั้ง ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ โดยตั้งความหวังไว้ว่า การประชุม GBC จะนำไปสู่การกลับมาหยุดยิงและยุติการเป็นศัตรูต่อกัน ขณะที่คณะผู้แแทนไทยยังคงเห็นว่า การประกาศที่จะหยุดยิงเฉย ๆ โดยที่ไม่มีกระบวนการเจรจาหารือในการดำเนินการ ขั้นตอน และการตรวจสอบการหยุดยิงในทางปฏิบัตินั้น ก็จะซ้ำรอยเดิมเหมือนกับเหตุการณ์ที่กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิด Joint Declaration ซ้ำแล้วซ้ำอีก
ดังนั้น เพื่อให้การหยุดยิงครั้งนี้มีความยั่งยืนภายใต้การหารือทวิภาคีของทั้ง 2 ประเทศ ฝ่ายไทยจึงยังคงดำรงเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อเดิม จะต้องได้รับการปฏิบัติทันที ได้แก่ 1) กัมพูชาจะต้องเป็นฝ่ายประกาศหยุดยิงก่อน 2) การหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชาจะต้องเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง และ 3) ฝ่ายกัมพูชาจะต้องร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดกับฝ่ายไทยอย่างจริงจัง อันเป็นการทดสอบเจตนารมณ์บน “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” ที่กัมพูชาจะต้องแสดงออกมาให้เห็นในการประชุม GBC ครั้งนี้ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขข้อพิพาทเขตแดนระหว่างประเทศโดยสันติ และละเว้นการคุกคามโดยการใช้กำลังอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ใช้ GBC ‘ทวิภาคี’ หยุดยิงไทย-กัมพูชา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net