โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เมื่อเด็กได้เติบโต ในเมืองที่ปลอดภัย รู้จักหน่วยพิทักษ์คะซุกะเบะ แก๊งเด็กอนุบาล 5 ขวบ 5 คน ที่อยากทำให้เมืองบ้านเกิดสงบสุขในทุกวัน

The MATTER

เผยแพร่ 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Brief

วันธรรมดา ๆ วันหนึ่งในเขตปริมณฑลจังหวัดไซตามะ ที่ทุกคนในเมืองใช้ชีวิตกันอย่างปกติ คือวันเดียวกันที่แก๊งเด็กอนุบาล 5 คนกำลังประชุมคิดแผนการใหญ่เพื่อปกป้องความสงบสุขของบ้านเกิด จะด้วยความเอาจริงเอาจังก็ดี หรือจะเป็นความคิดอยากหาอะไรสนุก ๆ ทำแก้เบื่อก็ดี แต่ความรู้สึกเหล่านี้ประกอบกับพื้นที่ในชุมชนที่เป็นมิตร ทำให้ชินจังและผองเพื่อนสามารถเป็นใครก็ได้ตามที่พวกเขาอยากเป็น

‘เครยอนชินจัง’ หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า ‘ชินจัง’ ซึ่งกลายเป็นการ์ตูนยอดฮิตของใครหลายคน ที่จะขาดไม่ได้ในทุกมื้ออาหาร ว่ากันว่าดูชินจังไปด้วยแล้วอาหารจะอร่อยขึ้น แต่สังเกตหรือไม่ว่า เรื่องราวที่เต็มไปด้วยอรรถรสเหล่านั้น กลับสอดแทรกแนวคิดการพัฒนาเยาวชน ผ่านพื้นที่ชุมชนที่ปลอดภัยมากพอ

เมืองคะซุกะเบะ (หรือที่ชินจังชอบพูดแบบยาน ๆ ว่า คาซือคาเบ่) เป็นหนึ่งในเขตของจังหวัดไซตามะ ซึ่งเป็นปริมณฑลของกรุงโตเกียว เมืองหลวงประเทศญี่ปุ่น ให้อารมณ์ประมาณจังหวัดนนทบุรีบ้านเรา แต่มีชินกันเซนวิ่งผ่านและมีจำนวนประชาชนกรมากกว่า 5 เท่า เมืองคะซุกะเบะแห่งนี้เป็นบ้านเกิดของชินจัง และกลุ่มเพื่อนของเขาอีก 4 คนได้แก่ คาซามะ, มาซาโอะ, เนเน่, และโบจัง ทั้ง 5 คนนี้เป็นเพื่อนร่วมชั้นในห้องเรียนเดียวกันในโรงเรียนอนุบาลฟุตาบะ และยังเป็นสมาชิกของหน่วยพิทักษ์คะซุกะเบะ (ที่ก็มีอยู่แค่ 5 คน) อีกด้วย

‘หน่วยพิทักษ์คะซุกะเบะ’ ปรากฏครั้งแรกในตอนที่ 143 ของอนิเมะ ซึ่งฉายเมื่อ 1 พฤษภาคม 2538 โดยชินจังกับเพื่อน ๆ ตั้งชื่อกลุ่มนี้ขึ้นมาเองจากความเบียวในวัย 5 ขวบที่กำลังอินกับการ์ตูนฮีโร่กู้โลกอย่าง ‘หน้ากากแอคชั่น’ จุดประสงค์ของหน่วยคือ เพื่อปกป้องความสงบสุขของเมืองคาสึคาเบะ ตามที่พวกแก๊งเด็กทั้ง 5 เชื่อและนิยามกันไป แต่มักจะไม่ค่อยได้ทำอะไรจริงจัง และบางครั้งกลับสร้างเรื่องวุ่นวายมากกว่าปกป้องความสงบสุขของเมือง แต่ถึงอย่างนั้น การที่เด็ก ๆ สามารถวิ่งเล่นเด็กได้อย่างอิสระ เมืองนั้นก็คงสงบสุขและปลอดภัยพอสมควรนะ

ไม่ใช่แค่เด็กวิ่งเล่นอย่างไร้สาระ

คุณอาจจะดูแคลนว่าเด็ก 5 ขวบพวกนี้จะทำอะไรได้ แต่จินตนาการของพวกเขาล้ำไปกว่าที่ผู้ใหญ่คิดนัก ‘หน่วยพิทักษ์คะซุกะเบะ’ มีการร่วมประชุมวางแผนในทุก ๆ วันว่าวันนี้จะปกป้องเมืองอย่างไร (ก็คือหาเรื่องเล่น) ถ้าคิดไม่ออก เขาจะเดินแถวตรวจตรารอบชุมชน เพื่อคอยสอดส่องถึงภัยที่เกิดขึ้น (ก็คือหาเรื่องเล่นอีกนั่นแหละ) มีอยู่ตอนหนึ่งที่ชินจังเดินไปเจอกับร้านขนมไทยากิที่ใกล้เจ๊ง แต่พอลองได้ชิมก็รู้สึกเสียดาย เพราะว่ามันอร่อยมาก เลยร่วมมือกับเพื่อน ๆ ช่วยกันโปรโมตร้านไทยากิ ระหว่างทางอาจจะเล่นพิเรนทร์ไปบ้าง แต่ผลสุดท้ายเจ้าของร้านก็ฮึดสู้เพราะละอายเด็ก ผลสุดท้ายคือ ลูกค้าก็เริ่มเข้าร้านขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผลจากมนุษยสัมพันธ์ที่ดีของชินจัง

ใครว่าชินจังเอาแต่เล่นซนไปเรื่อยเปื่อย เชื่อหรือไม่ว่าระหว่างที่เด็กคนหนึ่งกำลังวิ่งเล่นหรือทำกิจกรรมสวมบทบาทเป็นใครคนหนึ่งอยู่นั้น ทั้งการสื่อสาร การแสดงท่าทางและอารมณ์ การใช้ไหวพริบ และการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบข้าง ถือเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมกิจการเด็กและเยาวชน แนะนำว่า ผู้ปกครองควรพาลูกหลานออกไปเล่นนอกบ้านอย่างน้อยวันละ 60 นาที เพราะเด็กในวัย 3 - 6 ปี (ชั้่นอนุบาล) สมองจะเติบโตและพัฒนาอย่างเต็มที่ผ่านการวิ่งเล่นอย่างอิสระ ยิ่งร่างกายได้เคลื่อนไหว เซลส์สมองจะยิ่งสร้างใยประสาท ส่งผลต่อความฉลาด และการเรียนรู้ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

แต่ไม่ใช่ทุกเมืองที่จะพร้อมให้เด็กอนุบาลคนหนึ่งวิ่งเล่นได้ปลอดภัย แล้วคะซุคะเบะมีเคล็ดลับอะไรซ่อนอยู่ The MATTER พูดคุยกับญาดา พรชำนิ กลุ่ม Mutual Ground สถาปนิกผังเมืองที่เชื่อว่าเมืองคือทุกคนในนั้นและยังรักการดูการ์ตูนอีกต่างหาก เราชวนเธอมาถอดรหัสการสร้างเมืองที่ทุกคนมีส่วนร่วมเท่าเทียมกัน

ญาดา เป็นสถานิกที่ทำงานพัฒนาพื้นที่ร่วมกับเด็ก ๆ ในชนบท โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้เด็กรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ รู้สึกว่าเครื่องเล่นนี้ ลานกว้างตรงนั้นเป็นของพวกเขา เรากำลังพูดถึง ความเป็นเจ้าของพื้นที่ (Sense of Belonging) ที่เป็นกุญแจสำคัญในการทำให้เด็กคนหนึ่งมีความภูมิใจในบ้านเกิดของเขา และคิดจะอยู่ในเมืองนี้ไปได้นานที่สุด

น่าสนใจที่สถาปนิกอย่างญาดาไม่ได้ทำงานแค่การออกแบบในเชิงกายภาพ แต่เธอทำงานออกแบบความสัมพันธ์และอำนาจของทุกคนในเมืองอีกด้วย พูดให้เห็นภาพคือ เธอจะคอยช่วยให้ทุกคนในสามารถเข้ามาออกแบบพื้นที่ร่วมกันได้ โดยอาจจะเริ่มต้นจากการจูนผู้ใหญ่และเด็กให้ติดกันก่อน ผู้ใหญ่บางคนอาจจะยังเป็นห่วงลูก ไม่อยากให้ออกไปวิ่งเล่น ส่วนลูกก็อยากมีพื้นที่พบปะกับผู้คนในวัยที่กำลังอยากรู้อยากเห็น โจทย์ของญาดาคือการหา ‘พื้นที่ตรงกลาง’ (Common Ground) ที่จะทำให้ผู้ใหญ่รู้สึกปลอดภัยและเด็กได้มีอิสระในการเล่น

การออกแบบเมืองเพื่อเด็ก จึงไม่ได้เริ่มจากการคิดสั่งการว่าจะสร้างเครื่องเล่นตรงนั้น-ตรงนี้ แต่เริ่มจากการที่ผู้ใหญ่ต้องนำเด็กเข้าสู่วงสนทนา เชื่อในศักยภาพและความคิดของเขา ญาดา เน้นย้ำว่า แม้สิ่งที่เด็กฝันมันจะดูฟุ้งเลื่อนลอย แต่นั่นก็ควรค่าที่จะรับฟังเพราะเขาคือพลเมืองที่จะอยู่ในเมืองนี้นานกว่าใคร ๆ ขณะเดียวกันเด็กก็จะต้องเริ่มเข้าใจผู้ใหญ่ด้วยเหมือนกันว่า พวกเขามีชุดประสบการณ์ที่มากกว่า หลายบทเรียนที่ผู้ใหญ่มี ไม่อาจประสบได้เองในวัย 5 ขวบ เป็นต้น เมืองจึงต้องเริ่มจากการฟังเสียงคนที่ตัวเล็กที่สุด และผู้ใหญ่มีหน้าที่คอยคุ้มกันให้จินตนาการเพื่อเมืองที่ดีกว่าเหล่านั้น ไม่ถูกทำลายไป

ญาดายังมองว่า เด็กสามารถสนุกกับเมืองได้ทุกรูปแบบ เพราะเด็กมองโลกแตกต่างจากผู้ใหญ่ เด็กมองเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ ในระดับสายตาของตนเอง สิ่งสำคัญที่สุด เราต้องสร้างพื้นที่ที่ทำให้เด็กกล้าเป็นตัวของตัวเอง กล้าตั้งคำถาม และหยิบยกประเด็นในชุมชนมาคิดต่อ นั่นคือความรู้สึกปลอดภัยทางใจ เมื่อกลับเข้าบ้านแล้วสิ่งที่เด็กทำหรือคิดได้รับการยอมรับ ไม่ถูกตัดสินหรือปิดกั้นด้วยกรอบความคิดของผู้ใหญ่ เด็กจึงรู้สึกว่าเสียงของตนมีคุณค่าและมีพื้นที่ยืนในสังคม

ก็นั่นมันญี่ปุ่น เขาเลยทำได้?

ขณะที่อ่านบทความนี้ ควรทดในใจไว้ 2 ข้อคือ 1) มันเป็นแค่ภาพสังคมในเรื่องแต่ง 2) มันเป็นบริบทของสังคมญี่ปุ่น แต่เราเชื่อว่าวรรณกรรมคือภาพสะท้อนสังคมมนุษย์ จริงอยู่ที่มันไม่ใช่สารัตถะของประเทศญี่ปุ่นอย่างจริงแท้ 100% แต่มันสะท้อนคุณค่าบางประการในสังคมญี่ปุ่นที่เขาถ่ายทอดให้กับเด็ก แม้จะในวรรณกรรมก็ตามที

หากเราย้อนดูชินจัง หลาย ๆ ตอน (โดยเฉพาะตอนล่าสุดที่ถูกปรับบทให้มีความแสบน้อยลง) มักจะสอดแทรกค่านิยมเรื่องความปลอดภัยในเด็กและเยาวชนอยู่เรื่อย ๆ เช่น ตอน523-B ห้ามตามคนที่ไม่รู้จักไปนะเล่าถึงพี่ ๆ ตำรวจที่เข้ามาเยี่ยมโรงเรียนอนุบาลเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิเสธบุคคลแปลกหน้า, ตอน531-A ทัศนศึกษาฤดูใบไม้ร่วงอันวุ่นวายตอนที่1 เล่าถึงโรงเรียนอนุบาลฟุตาบะพาเด็ก ๆ ไปทัศนศึกษาด้วยรถไฟ ต่างจากประเทศไทยที่พาหนะขนส่งนักเรียนมักมีปัญหาอยู่บ่อย ๆ, และตอนรถบัสที่ไม่รู้จุดหมายปลายทาง ที่เล่าถึงความอันตรายจากการขึ้นรถโดยสารเพียงลำพัง เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า แก๊กตลกที่ถูกถ่ายทอดในชินจัง กลับมีการปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัยลงไปด้วย ซึ่งวัฒนธรรมนี้สร้างขึ้นมาด้วยการร่วมมือกันของคนในเมือง ญาดายกตัวอย่างแนวคิดของเจน เจคอบส์ (Jane Jacobs) นักทฤษฎีเมืองซึ่งเสนอว่า “เมืองที่ดีต้องเป็นเมืองที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก” กล่าวคือ ถ้าเมืองทำให้เด็กปลอดภัยได้ ไม่ว่าใครในเมืองก็จะปลอดภัยเช่นกัน โดยความปลอดภัยไม่ได้หมายถึงการเข้าไปจับจ้องควบคุม แต่คือการมี ‘Eyes on the street’ หรือก็คือแนวคิดที่เสนอว่าพื้นที่สาธารณะควรถูกมองเห็นจากบ้านเรือนหรือกิจกรรมโดยรอบ ต่างช่วยกันสอดส่องดูแล บ้านใกล้เรือนเคียงรู้จักกัน กลไกเช่นนี้สร้างความรู้สึกปลอดภัยร่วมกันและทำให้เด็กกล้าออกมาใช้พื้นที่ เมืองจึงไม่ได้ทำงานเพียงเชิงกายภาพ แต่ทำงานผ่านความสัมพันธ์ของผู้คนในพื้นที่ด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้แม้ในบริบทของประเทศไทย

เด็กญี่ปุ่นสามารถเดินไปโรงเรียนเองได้ตั้งแต่ระดับประถม ขณะที่ในสังคมไทย พ่อแม่มักไม่กล้าปล่อยลูกให้เดินทางลำพัง เนื่องจากเมืองยังไม่ถูกมองว่าปลอดภัยเพียงพอ ความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยจึงตกอยู่ที่ครอบครัวเป็นหลัก ความหวังดีปะปนกับความหวาดระแวงภัยในสังคม นำไปสู่การตีกรอบเด็กไทย เด็กไม่น้อยจึงไม่ค่อยได้ตัดสินใจเองและอาจเติบโตเป็นคนที่กลัวความผิดพลาด ไม่กล้าตั้งคำถาม หรือแม้แต่กล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง

การเลี้ยงดูเด็กสักคนหนึ่ง ไม่ควรเป็นความรับผิดชอบของพ่อแม่ผู้ปกครองเพียงลำพัง เพราะเด็กเรียนรู้จากสภาพแวดล้อม ซึมซับประสบการณ์จากความสัมพันธ์ของผู้คนในเมือง หากเมืองไม่ปลอดภัย โรงเรียนไม่เปิดกว้่าง ไม่โอบรับตัวตนของเด็ก เด็กจะรู้สึกไม่เชื่อมโยงกับสิ่งรอบข้าง เริ่มปิดตัวอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง และเมื่อถึงวันหนึ่ง เขาก็จะออกไปพื้นที่แห่งอื่น ที่ที่มองเห็นตัวตนของเขามากกว่า ยอมรับความสามารถของเขามากกว่า

เด็ก เมือง และเรื่องของวันพรุ่งนี้

เรารู้แน่ๆ แล้วว่า ยิ่งเด็กได้วิ่งเล่นมากเท่าไหร่ พัฒนาการของเด็กยิ่งได้รับการส่งเสริมมากเท่านั้น ซึ่งผู้ใหญ่ต้องทำอย่างไรก็ได้ เพื่อการันตีว่าเด็กจะได้วิ่งเล่นอย่างปลอดภัยหายห่วง แต่มากไปกว่าเรื่องของพื้นที่กายภาพ ทั้งน้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก คือการออกแบบความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชน สร้างตาข่ายที่โอบอุ้มทุกคนเอาไว้ การสร้างพื้นที่เช่นนี้ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในเมือง ผู้ใหญ่จำเป็นต้องเปิดใจรับฟังเด็ก เด็กเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะรับฟังประสบการณ์ของผู้ใหญ่ เกิดการเคารพซึ่งกันและกัน

ในวันที่เด็กลุกขึ้นมาเป็นฮีโร่เพื่อปกป้องเมือง อนุมานได้ว่าเมืองนี้มีความหมายต่อพวกเขา พวกเขาควรได้คิดและสร้างสรรค์ว่าเขาอยากจะพัฒนาเมืองที่เขาอยู่อย่างไร มากกว่าการกีดกันเขาออกจากวงสนทนา

แม้เด็กอย่างชินจังอาจเป็นตัวอย่างที่เกินจริงไปบ้าง แต่ในฐานะผู้ชมที่เฝ้ามองตัวละครเด็กอนุบาล 5 ขวบสุดทะลึ่งตึงตังนี้ ในใจก็ยังหวังช่วยให้เขาได้เติบโตอย่างเบิกบาน กล้าหาญ ได้ทำในสิ่งที่รัก อยู่กับครอบครัวและชุมชนที่รักเขาไปจนกว่าเขาจะเติบใหญ่

วันเด็กแห่งชาติปี 2569 และทุกวันเด็กที่ผ่านมา เราเน้นย้ำอยู่เสมอว่าเด็กคืออนาคตของชาติ แต่ก่อนที่ผู้ใหญ่จะผลักไสเขาไปอยู่ในโลกอนาคต ผู้ใหญ่น่าจะกลับมามอง ณ ปัจจุบันขณะที่เด็กคนหนึ่งยืนอยู่ ลองถามและรับฟังว่าเขาคิดอะไร รู้สึกอะไร หากสังคมสามารถเปิดพื้นที่ให้เสียงเหล่านี้ถูกได้ยิน เมืองก็จะกลายเป็นพื้นที่ที่เด็กเติบโตอย่างมั่นคง มีความเป็นเจ้าของ และพร้อมดูแลเมืองหรือประเทศชาติของตนในอนาคตได้เช่นกัน

อ้างอิงจาก

https://crayonshinchan.fandom.com/wiki/Kasukabe_Defence_Force

https://www.facebook.com/share/p/1AaPLCHnAp/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...