โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"ศุภจี" ดันทีมไทยแลนด์วางตัวเป็นกลางในเกมโลก ดึง FDI–ลุย FTA รุกตลาดใหม่

PostToday

อัพเดต 02 ธ.ค. 2568 เวลา 07.10 น. • เผยแพร่ 02 ธ.ค. 2568 เวลา 13.45 น.

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในหัวข้อ "Trade amid Geopolitics พลิกเกมการค้าไทย ฝ่าภูมิรัฐศาสตร์โลก ภายในงาน“Go Thailand 2026 : Beyond Survival” จัดโดย "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงความท้าทายและโอกาสของการค้าไทยในบริบทโลกใหม่ที่ซับซ้อน พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับตัวและการใช้กลยุทธ์เชิงรุกและเชิงรับเพื่อก้าวผ่านภาวะ "Go Thailand: Beyond Survival"

นางศุภจี กล่าวว่า การค้าและการต่างประเทศควรพิจารณาควบคู่กันไป เนื่องจากโลกปัจจุบันไม่สามารถพึ่งพาเฉพาะตลาดภายในประเทศได้ แต่ต้องพิจารณาบริบทโลกในการเจรจาการค้าด้วยเช่นกัน ซึ่งกำลังเผชิญกับสภาวะสำคัญ 4 ประการ หรือ 4 D ที่ล้วนเกี่ยวข้องกับการค้าขาย คือ

1. Deglobalization (โลกาภิวัตน์แบบถอย) หลังเหตุการณ์โควิดและภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้หลายประเทศหันกลับมาพึ่งพาตนเองมากขึ้น เนื่องจากรูปแบบอุปสงค์อุปทานแบบโลกาภิวัตน์ในอดีตอาจทำให้เกิดความสูญเสียในการอยู่รอด

2. Decarbonization (การลดการปล่อยคาร์บอน) เป็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรปและตะวันตกจะมีนโยบายกำหนดให้การทำมาค้าขายต้องสามารถพิสูจน์ย้อนกลับได้ว่ากระบวนการผลิต การแปรรูป และการขนส่ง ไม่สร้างภาวะโลกร้อน หากไทยไม่ปรับตัว ก็จะไม่สามารถทำการค้ากับประเทศเหล่านั้นได้

3.Digitalization (การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล) ทั้งดิจิทัลและ AI สร้างโอกาสที่เราไม่เคยเข้าถึงมาก่อน แต่ก็เป็นความท้าทาย หากไม่สามารถใช้ขีดความสามารถดิจิทัลได้ทัน การค้าขายต้องเปิดกว้างในการใช้เทคโนโลยีมาช่วยเพื่อให้เกิดความแม่นยำและเป็นระบบมากขึ้น

4. Demographics (โครงสร้างประชากร) ประเทศพัฒนาแล้วและประเทศที่มีเศรษฐกิจเจริญเติบโตแล้วมีจำนวนประชากรลดลง. ประเทศไทยมีประชากรลดลงต่อเนื่องมา 4 ปี และเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว ซึ่งอัตราการเกิดถูกแซงด้วยอัตราการตาย ทำให้พลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ (domestic consumption) ลดลง

ท่ามกลางกระแสความท้าทายเหล่านี้ ยังมีโอกาสที่ไทยต้องคว้าไว้ โดยเฉพาะการวางตัวในโลกที่แบ่งเป็นหลายขั้วอำนาจ (Multipolar World) แม้สหรัฐฯ และจีนยังคงเป็นผู้ค้ารายใหญ่ (สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีนัยสำคัญต่อ GDP สูงมาก ขณะที่จีนเป็นผู้ค้าอันดับ 1 ในแง่การนำเข้าและส่งออก) แต่การที่โลกมีหลายขั้วอำนาจนี้เป็นโอกาสของไทย

"ไทยได้เปรียบเนื่องจากถูกมองว่าเป็นประเทศที่ "ไม่ก่อให้เกิดภัย" และสามารถเจรจาการค้ากับทุกฝ่ายได้ ปัจจุบันมีหลายประเทศที่ต้องการเบี่ยงตัวออกจากความพึ่งพาจีน หรือสหรัฐฯ มากเกินไป และหันมาเจรจาทวิภาคีกับไทยมากขึ้น"

8 เดือนที่ผ่านมาดึงเม็ดเงิน FDI ไหลเข้ามาสูง

โดยผลจากการวางตัวที่เหมาะสม ทำให้ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ส.ค. 2568) ประเทศไทยมีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าสูงเป็นประวัติการณ์ โดยจำนวนใบสมัครขอลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 30% และในเชิงมูลค่าสูงขึ้นกว่า 90%

นอกจากนี้ การค้าในโลกใหม่กำลังเข้าสู่ยุค Friend-shoring คือการพึ่งพาเพื่อนที่เชื่อใจ แทนการพึ่งพาโลกาภิวัตน์แบบเดิม ซึ่งไทยต้องทำตัวให้เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ควรใช้มาตรการปกป้องทางการค้า (Trade Protection) ทั้งด้านภาษีและไม่ใช่ภาษี เพื่อปกป้องผู้ประกอบการและเกษตรกรภายในประเทศด้วย

กลยุทธ์พลิกเกมการค้า

สำหรับกลยุทธ์สำคัญในการพลิกเกมการค้า

1.เปลี่ยนแนวคิดจากการเป็น "คู่ค้า" มาเป็น "พันธมิตร" ที่สร้างประโยชน์ร่วมกัน โดยเปลี่ยนมุมมองการขาดดุล (Deficit to Surplus) เช่น กรณีการค้ากับอินเดีย (ซึ่งไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้า) กระทรวงพาณิชย์ได้เปลี่ยนการเจรจาโดยชี้ให้เห็นว่าสินค้าส่งออกของไทย (เช่น ผลิตภัณฑ์เคมี, สินค้าระดับกลาง) คือวัตถุดิบที่อินเดียสามารถนำไปต่อยอดและขายสินค้าให้ประเทศที่สาม สี่ ห้า ได้. การขาดดุลการค้าจึงกลายเป็น "ส่วนเกิน" (Surplus) ของอินเดียเมื่อมองในห่วงโซ่อุปสงค์ที่สมบูรณ์

2. รวมพลังอาเซียน การค้าขายภายในอาเซียนยังอยู่แค่ 20% หากค้าขายกันเองมากขึ้น จะช่วยลดค่าขนส่ง และสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มีอยู่แล้ว ตลาดอาเซียนมีประชากรกว่า 700 ล้านคน (ใหญ่กว่าไทย 10 กว่าเท่า) ซึ่งการรวมกลุ่มจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการต่อรองกับนานาประเทศ.

3. ใช้ที่ตั้งให้เป็นศูนย์กลาง ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การคมนาคมจากเหนือลงใต้ หรือขวาไปซ้ายต้องผ่านไทย. หากใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์ในการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ (Logistics Hub) และเป็นสะพานเชื่อมเอเชีย (Asian Power) จะช่วยให้ไทยอยู่ในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงได้

4. ผนึกกำลัง “ทีมไทยแลนด์” (Team Thailand) ภาครัฐ (ทุกกระทรวง) ต้องร่วมมือกันและพูดในทิศทางเดียวกันเพื่อนำเสนอสิ่งที่ประเทศไทยมีดี. นอกจากภาครัฐแล้ว ต้องรวมภาคเอกชน เช่น กกร., ตลาดหลักทรัพย์, สมาคมธนาคารไทย, และภาคเกษตรกรรม เข้ามาเป็นทีมเดียวกัน เพื่อสร้างประโยชน์โดยรวมของประเทศ

3 บทบาทของพาณิชย์ในโลกการค้า

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดบทบาทไว้ 3 ด้านหลักเชิงกลยุทธ์ในระเบียบการค้าโลกใหม่ ได้แก่ 1.สร้างสมดุล ในความสัมพันธ์กับทุกขั้ว 2. เชื่อมโยง-ครอบคลุม หาตลาดใหม่-คู่ค้ารายใหม่ 3. กระจายความเสี่ยง ทั้งตลาด สินค้า และห่วงโซ่อุปทาน โดยได้แบ่งนโยบายออกเป็น 4 ส่วน คือ

1. นโยบายเชิงรุก ขยายตลาดเดิมและบุกตลาดใหม่ ต้องหาตลาดใหม่ และขยายตลาดเดิมด้วยผลิตภัณฑ์หรือวิธีการใหม่ ๆ เร่ง FTA และ Business Matching โดยเร่งรัดการทำ FTA ใหม่กับเกาหลีใต้และสหภาพยุโรป (EU). ขณะเดียวกันก็ใช้ Business Matching เพื่อเจาะตลาดใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องรอ FTA อย่างอินเดียและซาอุดิอาระเบีย (ยกตัวอย่าง การเดินทางไปซาอุดิอาระเบียเพื่อเจรจาการค้า และการเตรียมตัวก่อนไปอินเดียโดยต้องศึกษาความต้องการสินค้า เช่น ต้องปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับกลุ่ม Mid-income และต้องผ่านมาตรฐาน BIS ของอินเดียก่อน)

2. นโยบายเชิงรับ เจรจากับสหรัฐฯ ในมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff หรือ Agreement of Reciprocal Trade - Art) ปัจจุบันการเจรจาหยุดชะงักชั่วคราว แต่ไทยใช้เวลาในช่วงนี้สร้างความเห็นร่วมกันภายในประเทศระหว่างกระทรวงและภาคเอกชน

โดยเป้าหมายเจรจา ต้องการเพิ่มรายการสินค้าไทยในภาคผนวก 3 (Annex 3) ของสหรัฐฯ ที่ไม่เสียภาษี ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าไทยอยู่เพียง 800 กว่ารายการจากทั้งหมด 1,900 รายการ การเพิ่มสินค้าเหล่านี้จะช่วยลดหย่อนภาษี โดยการเจรจาจะมุ่งเน้นการหาประโยชน์ร่วมกัน เช่น ชี้ให้เห็นว่าการเก็บภาษีกับสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่ได้ผลิตเอง (เช่น สินค้าเกษตรบางชนิด, กาแฟ) ย่อมทำให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันเดือดร้อน

3. นโยบายดูแลฐานราก เน้นการดูแล SMEs, M-SMEs, Micro-SMEs ผ่านการพัฒนาด้านดิจิทัล (การจัดการ Inventory, บัญชี) เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยทำงานร่วมกับ SME D Bank

4. การสร้างเสถียรภาพทางการค้า เน้นที่ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ไม่ใช่แค่การขายอาหาร. การยกระดับนี้ทำให้ไทยมีอำนาจต่อรองและสามารถขายสินค้าในราคาพรีเมียมได้ เช่น โครงการความมั่นคงทางอาหารกับสิงคโปร์ ที่มีการเซ็นสัญญากับกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ เพื่อรับประกันปริมาณข้าว 100,000 ตัน

อย่างไรก็ตาม นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า การดำเนินการทั้งหมดนี้เป็นการสร้างความร่วมมือร่วมใจ ภาค รัฐสร้างความเชื่อมั่น ภาคเอกชนสร้างโอกาส และประชาชนจะได้รับประโยชน์แท้จริง

"เมื่อการค้าเดินได้ เศรษฐกิจก็เดินหน้า เมื่อเศรษฐกิจเดินหน้า ประเทศไทยก็เติบโต เราจะได้ Go beyond survival ไปด้วยกัน"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...