โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มะกันแพ้สงคราม กับจีนแล้วหรือ?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 14 พ.ย. 2568 เวลา 08.01 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2568 เวลา 13.38 น.

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

วันก่อนได้อ่านบทวิเคราะห์สองชิ้นจากสื่อตะวันตกที่ได้ชื่อว่าทรงอิทธิพลทางความคิดของคนแถบนั้น – The Economist และ The Atlantic – ตั้งคำถามตรงไปตรงมาโดยไม่ได้นัดหมายกันว่า

“อเมริกากำลังแพ้สงครามกับจีนแล้วหรือเปล่า?”

คำถามไม่สำคัญเท่าคำตอบ

บทความทั้งสองเห็นพ้องต้องกันว่าหากแนวโน้มยังเป็นอย่างที่เห็นวันนี้ อินทรีกำลังพ่ายศึกมังกรได้จริงๆ

แต่บริบทที่วิเคราะห์ไม่ได้หมายถึงแค่สงครามในสมรภูมิจริงที่มาในรูปของยุทธศาสตร์ทางการทำสงครามแห่งยุคสมัยเท่านั้น

หากแต่รวมถึง “สงครามเศรษฐกิจ” “สงครามเทคโนโลยี” และ “สงครามอิทธิพล” ที่กำหนดอนาคตของทั้งโลกด้วย

เพราะแนววิเคราะห์ของทั้งสองสื่อไม่ได้ยิงตรงไปถึงการสู้รบด้วยอาวุธโดยตรง

แต่พูดถึงสิ่งที่อันตรายกว่า – คือ การเปลี่ยนสมดุลของอำนาจโลกแบบเงียบๆ ที่อาจจะไม่ได้เป็นข่าวพาดหัว และไม่เป็นหัวข้อการวิพากษ์วิจารณ์ในเวทีสาธารณะวันนี้

แต่มันเกิดขึ้นทีละขั้นทีละตอน มารู้อีกทีก็อาจจะสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้พบเห็นได้ทันที

สำคัญกว่านั้นคือบทวิเคราะห์ทั้งสองสำนักไม่ได้เขียนเพื่อประกาศ “ความพ่ายแพ้” ของอเมริกา

แต่เพื่อ “เตือน” ว่าสหรัฐฯ กำลังหลงทางในขณะที่จีนเดินเกมยาวอย่างมีวินัย

1. The Economist :
จีนไม่จำเป็นต้องกราดยิงใส่มะกันด้วยกระสุน แค่ทำให้อเมริกาเหนื่อยก็พอ

บทความของ The Economist ฉบับวันที่ 25 ตุลาคม 2025 ที่ผ่านมาใช้หัวข้อที่สะดุดตาว่า

“Is America Losing the War to China?”

สำนักนี้มองว่า “สงคราม” ระหว่างสองยักษ์ใหญ่ได้เริ่มขึ้นมานานแล้ว – ไม่ใช่ในยูเครน ไม่ใช่ในไต้หวัน

แต่ใน “ห่วงโซ่การผลิตโลก” และ “จิตใจของพันธมิตร”

สิ่งที่จีนกำลังทำคือ สงครามแบบไม่ต้องลั่นไกปืน

หากแต่ใช้เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอิทธิพลทางการทูตเป็นอาวุธหลัก

ในขณะที่อเมริกายังติดกับดักความคิดแบบสงครามเย็น

วอชิงตันทุ่มงบประมาณให้กับเรือรบ เครื่องบิน และอาวุธนิวเคลียร์

แต่กลับปล่อยให้พลังที่สำคัญด้านอื่น “อ่อนล้า” โดยเฉพาะในประเด็นที่มองไม่เห็น – เช่น โครงสร้างเศรษฐกิจภายในและความเป็นเอกภาพทางการเมือง

นักวิเคราะห์ของ The Economist ชี้ว่า จีนใช้ยุทธศาสตร์ “ยืดเกมให้ยาว”

เป้าหมายไม่ใช่การเผชิญหน้าโดยตรง แต่คือการทำให้อเมริกา “เหนื่อยและต้องจ่ายแพงกว่า”

ตัวอย่างคือ ทะเลจีนใต้

จีนไม่จำเป็นต้องยิงกระสุนแม้แต่นัดเดียวเพื่อขยายอิทธิพล แค่สร้างเกาะเทียม ตั้งสถานีเรดาร์ และวิ่งเรือประจำการ

ในขณะที่สหรัฐฯ ต้องส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินซึ่งใช้งบหลายพันล้านเหรียญมาถ่วงดุล

ใครกันแน่ที่ต้องเสียต้นทุนมากกว่า?

อีกประเด็นหนึ่งคือสงครามเทคโนโลยี

อเมริกาคิดว่าการแบน Huawei หรือจำกัดการส่งออกชิปให้จีนคือชัยชนะ

แต่ในความจริงนั่นกลับกระตุ้นให้จีนพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง

ทุกวันนี้ จีนผลิตชิประดับ 5 นาโนเมตรได้เอง และกำลังไล่ตามสหรัฐฯ ใน AI อย่างรวดเร็ว

ผลคือ สหรัฐฯ “ยิงเท้าตัวเอง”

ในขณะที่จีนใช้แรงกดดันจากภายนอกเป็นแรงผลักดันภายใน

2. The Atlantic วิพากษ์ว่า
อเมริกาแพ้เพราะสงครามในใจคนของตัวเอง

บทความใน The Atlantic พาดหัวว่า“America’s New War Isn’t with China – It’s with Itself”

ชี้ให้เห็นว่าศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของอเมริกาไม่ใช่ปักกิ่ง แต่คือ “วอชิงตันเอง”

สหรัฐฯ กำลังพ่ายแพ้เพราะ “ความแตกแยกภายใน”

ประเทศที่เคยภูมิใจในเสรีภาพและความร่วมมือ กำลังจมอยู่ในความเกลียดชัง

ทั้งระหว่างพรรคเดโมแครตกับรีพับลิกัน ระหว่างเมืองใหญ่กับรัฐชนบท

และระหว่างคนรุ่นใหม่กับรุ่นเก่า

ผลคือ นโยบายต่อจีนไม่มีเอกภาพ

รัฐบาลหนึ่งแข็งกร้าว อีกรัฐบาลหนึ่งผ่อนปรน

ธุรกิจอเมริกันเองก็สับสน จะหันหลังให้จีนไม่ได้ เพราะตลาดใหญ่มหาศาล

แต่ก็กลัวโดนสังคมประณามว่าขายชาติ

ในขณะที่จีนเดินหน้าแบบเงียบๆ

ใช้“นโยบายแห่งชาติระยะยาว” ที่ไม่เปลี่ยนไปตามผู้นำ

จากสี จิ้นผิง ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดและมณฑล ต่างก็มีทิศเดียวกัน

บทวิเคราะห์นั้นบอกว่า “จีนอาจไม่ต้องชนะในสนามรบจริง เพราะอเมริกากำลังแพ้ในสนามการเมืองของตัวเองอยู่แล้ว”

3.ถ้าสงครามนี้ไม่ใช่เรื่องของอาวุธ
แต่เป็นเรื่องของเวลา

แนววิพากษ์ของสองบทความนี้มาบรรจบกันตรงที่ว่าสงครามระหว่างจีนกับอเมริกาในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้วัดกันที่จำนวนเรือรบหรือขีปนาวุธ

แต่วัดกันที่ใคร “อึด” กว่า

และใคร “เข้าใจโลกใหม่” มากกว่ากัน

จีนเรียนรู้จากศตวรรษที่ถูกตะวันตกกดขี่

และเปลี่ยนความอดทนให้กลายเป็นกลยุทธ์

ขณะที่อเมริกาเคยชินกับชัยชนะรวดเร็ว จนขาดความสามารถในการ “รอ”

ทุกครั้งที่อเมริกาพยายามจะ “จำกัด” หรือ “ปิดล้อม” จีน ปักกิ่งกลับ “ปรับตัว” และ “แปรรูปแรงกดดัน” เป็นโอกาสทางนโยบาย

ตัวอย่างเช่น

โครงการ Belt and Road ที่ถูกมองว่าเป็น “กับดักหนี้”

แต่สำหรับหลายประเทศในเอเชียและแอฟริกา มันคือ “ทางเลือกใหม่” ที่ไม่ต้องขึ้นตรงกับตะวันตก

หรือกรณีที่สหรัฐฯ พยายามตั้งพันธมิตรใหม่ เช่น AUKUS (ออสเตรเลีย, อังกฤษ, สหรัฐฯ) หรือ QUAD (สหรัฐฯ, อินเดีย, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย)

แต่จีนก็ใช้เศรษฐกิจดึงดูดประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้หันมาใกล้ปักกิ่งมากขึ้น

4.บทเรียนสำหรับไทยและอินโด-แปซิฟิก :
อย่าเลือกข้าง แต่ต้อง “อ่านเกมให้ขาด”

คำถามสำคัญสำหรับเราคือ

ถ้าอเมริกาแพ้จริง เอเชียจะเป็นอย่างไร?

ในแง่หนึ่ง การที่อเมริกาถอยอาจทำให้ภูมิภาคนี้มีเสรีภาพมากขึ้น

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็อาจทำให้ “อำนาจใหม่” เข้ามาควบคุมแทนที่

โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาเทคโนโลยี การค้า หรือการลงทุนจากจีน

ประเทศไทยจึงอยู่ในจุด “สมดุลที่ละเอียดอ่อน”

เราต้องเข้าใจว่าเกมนี้ไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์ แต่เป็นเรื่องของ “ผลประโยชน์แห่งชาติ”

จีนเสนอ “การเติบโต”

อเมริกาเสนอ “เสรีภาพ”

แต่สิ่งที่ไทยต้องการคือ “ความอยู่รอดและความยั่งยืน”

เราควรเรียนรู้จากทั้งสองฝ่าย

และไม่ตกหลุมกับดักของ “การเลือกข้าง”

เพราะในสงครามนี้ ไม่มีผู้ชนะที่ถาวร มีแต่ผู้ที่ “อ่านเกมได้เร็วกว่า”

5.คำเตือนจากตะวันตกที่เราควรฟังไว้

สิ่งที่ The Economist และ The Atlantic พยายามเตือน ไม่ใช่แค่ว่าสหรัฐฯ กำลังแพ้

แต่คือการบอกว่า“อเมริกายังมีทางกลับมาได้ ถ้ารู้ตัวทัน”

นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า สหรัฐฯ ยังได้เปรียบในเรื่อง“นวัตกรรมและพันธมิตร”

แต่ถ้าไม่ปรับตัวให้ทันโลกที่เปลี่ยนเร็ว

ชัยชนะในอดีตก็ไม่มีความหมาย

และถ้าอเมริกาหันกลับมามอง “เอเชีย” อย่างจริงจัง

ภูมิภาคนี้จะกลายเป็นเวทีสำคัญที่สุดของโลก

แต่ถ้าอเมริกามองเอเชียด้วยสายตาแบบเดิม – ว่าเป็นแค่ “สมรภูมิ”

แทนที่จะเป็น “พันธมิตรเพื่ออนาคต”

ก็อาจถึงวันที่อเมริกาต้องถอยจริงๆ

สรุปว่าเกมนี้ยังไม่จบ แต่โลกไม่รออเมริกาอีกต่อไป

อเมริกายังไม่แพ้จีนในแง่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

แต่แนวโน้มทุกอย่างชี้ว่า“โลกไม่รออเมริกาอีกแล้ว”

จีนไม่ได้ชนะด้วยกำลัง แต่ชนะด้วย “ความต่อเนื่อง”

อเมริกาไม่ได้แพ้ด้วยอาวุธ แต่แพ้เพราะ “ความแตกแยก”

สำหรับคนไทย เราควรมองสงครามนี้ด้วยสายตาที่เยือกเย็น สุขุม และมีสติ

เข้าใจทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของสองยักษ์ใหญ่

และเตรียมพร้อมว่า “อินโด-แปซิฟิก” จะเป็นเวทีตัดสินอนาคตโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า

สุดท้ายต้องยอมรับสัจธรรมข้อหนึ่งที่ว่า

“สงครามระหว่างอเมริกากับจีนจะไม่มีเสียงปืน
แต่จะตัดสินกันด้วยความอดทนและความเข้าใจในโลกใหม่”

และถ้าอเมริกาไม่ฟังคำเตือนของตัวเอง

สงครามที่แพ้จริงๆ อาจไม่ใช่ในเอเชีย

แต่คือสงครามในใจคนอเมริกันเองนั่นแหละ!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มะกันแพ้สงคราม กับจีนแล้วหรือ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...