ลงทุนจริงเห็นแน่ปี'69 แม้อุตสาหกรรมไทยปีหน้าโตแบบทรงตัว
FTI Outlook 2026 ฉายภาพอุตสาหกรรมไทยปี’69 โตแบบทรงตัว ขีดความสามารถยังแข่งได้ ด้าน “เอกนิติ” เชื่อ BOI Fast Pass-PPP Fast Track ทำให้เห็นการลงทุนจริง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการประจำปี FTI Outlook 2026 “DECODING THAILAND’S INDUSTRY FOR THE UPCOMING FUTURE : ถอดรหัสอุตสาหกรรมไทย อ่านเกมอนาคต” ในหัวข้อ “Policy Vision for Thailand’s Economic Transformation นโยบายใหม่สู่การพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย” ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ทั้งจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ แรงกดดันจากสงครามการค้า และสงครามเทคโนโลยี ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังยืดเยื้อ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญ
โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า GDP โลก ปี 2568 จะขยายตัวที่ 3.2% และปี 2569 GDP โลกจะชะลอตัวลงเหลือขยายตัวเพียง 3.1% ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ที่ 3.7% สะท้อนให้เห็นถึงเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ที่สะท้อนผ่านเครื่องชี้อย่างดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) ที่จัดทำโดย ส.อ.ท. ซึ่งจะเห็นว่าย้อนหลังไป 13 ปี ระดับความเชื่อมั่นยังไม่สามารถกลับมายืนเหนือค่ากลางที่ระดับ 100 ได้ สะท้อนถึงความกังวลของสมาชิก ส.อ.ท. กว่า 16,000 ราย ที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา
โดยมีหลายปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจไทย ทั้งจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐที่ยังไม่มีความชัดเจน ปัญหาสินค้าราคาถูกทุ่มตลาด ค่าเงินบาทที่แข็งค่าและภาระต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าคู่แข่งในภูมิภาค ตลอดจนภาระหนี้ครัวเรือนที่ส่งผลต่อกำลังซื้อภายในประเทศ
ขณะที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประมาณการ GDP ไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวในกรอบ 1.8-2.2% แม้การส่งออกอาจโตได้ประมาณ 9.5-10.5% แต่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มี Local Content ต่ำมาก และทองคำซึ่งไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจจริง ประกอบกับการนำเข้าที่ขยายตัวสูงถึง 10.2% ทำให้ GDP ยังคงขยายตัวในกรอบที่จำกัด
แต่อย่างไรก็ตาม กกร. คาดหวังว่านโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจไทยให้ GDP สามารถขยายตัวได้มากกว่ากรอบประมาณการในปีนี้ และช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในปี 2569
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยวันนี้กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่เหตุการณ์ในวันนี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วต่างกันตรงที่การต่อสู้กันใช้เรื่องของค่าเงินกับภาษีมาเป็นเกมใหม่ สิ่งที่รัฐเร่งทำขณะนี้ เพื่อประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และเพื่อปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ด้วยการทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเฉพาะหน้าแต่ตรงจุด เช่น คนละครึ่งพลัส เร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะงบฯลงทุน
ขณะเดียวกันรัฐบาลมีเวลาเพียง 4 เดือน ซึ่งตอนนี้เหลือ 2 เดือน จึงเป็นข้อจำกัดให้ไม่สามารถทำทุกอย่างได้ หากมัวแต่คิดหาโมเดลใหม่คงไม่ทัน เลยต้อง Action เพื่อส่งสัญญาณให้เห็น ”รัฐบาลจึงเดินสองทางคู่กัน คือ ประคองเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อรับมือสถานการณ์ และวางรากฐานระยะยาวเพื่อเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน
หัวใจต่อจากนี้คือ การลงทุน เพราะการเติบโตระยะยาวต้องเริ่มต้นจากการปลดล็อกศักยภาพการผลิต จึงผลักดัน BOI FastPass และ PPP Fast Track เพื่อแก้คอขวดที่ทำให้นักลงทุนติดค้างกว่า 4.7 แสนล้านบาท
วันนี้รัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมต่างมีบทบาทสำคัญที่ต้องทำร่วมกัน รัฐบาลจะทำหน้าที่ปลดล็อกอุปสรรค รักษาเสถียรภาพ และสร้างกติกาที่เอื้อต่อการแข่งขัน ขณะที่ภาคธุรกิจเป็นกำลังสำคัญในการสร้างนวัตกรรม การผลิต และการลงทุนใหม่ หากเรายืนเคียงข้างกัน ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ ไปสู่จุดที่สูงกว่าเดิมได้ ในเวลาไม่นาน ประเทศไทยจะไม่ใช่เพียงฐานการผลิต แต่จะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของภูมิภาค ทั้งในด้านดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานสะอาด ยานยนต์สมัยใหม่ และอาหารแห่งอนาคต และสามารถส่งต่อเศรษฐกิจที่แข็งแรง ยั่งยืน และแข่งขันได้ให้กับคนไทยรุ่นต่อไป
นางสาวชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการอาวุโส กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท กล่าวว่า นโยบายรัฐที่พอจะเป็นไปได้สำหรับภาคอุตสาหกรรม นอกจากเรื่อง FDI ต้องการให้สิทธิประโยชน์จากนักลงทุนรายเก่าที่เป็นคนไทย สร้าง Ecosystem ที่เป็นซัพพลายเชนของ EV ให้ครบ ควรส่งเสริมสตาร์ตอัพไทย ส่งเสริมอุตสาหกรรมไทยออกไปลงทุนต่างประเทศ ปัจจุบันยังไม่เห็นแนวโน้มนโยบายที่ชัดเจน ดังนั้นการเอาตัวเองให้รอดในแต่ละเกมก็ควรตั้งเป้าแบบนี้ปีหน้าทำธุรกิจแบบ Squid Game
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต กล่าวว่า ปัญหาตอนนี้คือเรื่องของหนี้ที่มันไม่เคยหายไปโดยเฉพาะหนี้เพื่อการบริโภค กำลังซื้อจะกลับมาต้องช่วยในเรื่องของการแก้หนี้เสีย NPL เพื่อให้เขาดึงกลับเข้ามาในระบบ เราต้องแก้ปัญหาเดิมก่อนและวางแผนรับมือกับปัญหาที่จะเกิดอนาคต ถ้าแก้ตรงนี้ไม่ได้ GDP ไทยก็ไม่โต ในภาคการเงินต้องการกระตุ้น ซ่อม สร้าง ทั้งหมดต้องมาคู่กัน ต้องยอมรับว่าประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยการลงทุนจากต่างประเทศ FDI
ซึ่งที่ผ่านมาโตมาตลอด แต่ล่าสุดเราขาดเสน่ห์และแพ้เวียดนาม ดังนั้นสิ่งสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบด้วยโมเดลธุรกิจพี่ช่วยน้อง ในขณะที่แต่ละประเทศใช้นโยบายปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ อย่างเช่น ยุโรปใช้มาตรการ CBAM อเมริกาใช้มาตรการ Buy Amarican Act ไทยก็ควรทำเช่นกัน
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหลักที่ยังมีความหวังคือยานยนต์ ขณะนี้เราเจอ FTA และเราควรหยิบเรื่อง RVC หรือ Local Conten ขึ้นมาทำ นี่คือโจทย์ที่เราจะไปต่อได้เพื่อให้ยาวขึ้นและเคลมได้ว่านี่คือ Made by Thai โดยการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าจากในประเทศ ไทยจะโตได้
นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อุตสาหกรรมต้องไม่ทิ้งเรื่องของ Net Zero ก๊าซธรรมชาติทำให้มันสะอาดได้และในอนาคตจะนำเอากลับไปเก็บไว้ในทะเลเริ่มต้นได้ 1 ล้านตัน นี่คือแผนและเป้าหมายที่ประเทศไทยจะไปสู่ Net Zero
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ได้เปิดผลสำรวจแนวโน้ม 47 กลุ่มอุตสาหกรรมไทยว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมในปี 2569 ซึ่งส่วนใหญ่มองว่าทรงตัว ด้านขีดความสามารถเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ส่วนใหญ่มองว่าใกล้เคียงคู่แข่งและสู้ได้ ส่วนเรื่องการปรับตัวอุตสาหกรรมไทยควรลงทุนด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ รองลงมาคือควรใช้พลังงานสะอาดเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามมาด้วยพัฒนาแรงงานทักษะสูงควบคู่กับการอัพสกิลรีสกิล และปรับเปลี่ยนตนเองให้เข้าไปสู่อุปทานและกลยุทธ์ขยายตลาดใหม่
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ลงทุนจริงเห็นแน่ปี’69 แม้อุตสาหกรรมไทยปีหน้าโตแบบทรงตัว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net