“เหตุการณ์วันสวรรคต รัชกาลที่ 5” วันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง เป็นอย่างไร?
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5สวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ต่อมาวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปี จึงเป็น“วันปิยมหาราช”เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณยิ่งของพระองค์
ในบทความนี้“ศิลปวัฒนธรรม” จึงจะขอนำเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่พระองค์สวรรคต ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือ “ชีวิตในวังสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”ของ หม่อมศรีพรหมา กฤดากรมาให้ทุกคนได้อ่านกัน
“เหตุการณ์วันสวรรคต รัชกาลที่ 5” วันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง เป็นอย่างไร?
หม่อมศรีพรหมาเล่าว่า ขณะนั้นท่านเป็นนางพระกำนัล รับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงมีหน้าที่ตามเสด็จเวลาสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเจ้านายฝ่ายใน บางทีก็นอกพระราชฐานบ้าง มีหน้าที่ตั้งเครื่องเสวยตามเวรและเวลา
ในวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2453 หม่อมศรีพรหมาทราบว่า พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระประชวร แต่ไม่ทราบพระโรค สมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ เสด็จฯ ขึ้นไปทรงเฝ้าเยี่ยมบนพระที่นั่งอัมพรสถาน แต่ตนเองไม่ได้ไป เนื่องจากไม่ใช่เวร (เป็นเวรตอนกลางคืน)
ต่อมาทราบว่า รัชกาลที่ 5 ทรงพระประชวรหนัก เพราะสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ ไม่ได้เสด็จฯ กลับพระตำหนักเช่นเคย
วันนั้นบรรยากาศเงียบเหงามาก บนพระที่นั่งก็สงัด ปกติแล้วเวลาใกล้เที่ยง ผู้คนจะเดินขวักไขว่กันไปมา เพราะเมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงตื่นบรรทมแล้ว จะเสวยพระกระยาหารกลางวัน มีเจ้าจอมเฝ้าตามหน้าที่ มาตั้งเครื่อง มารับงาน และมีพระเจ้าลูกเธอบางพระองค์ร่วมเสวยด้วย
ทว่าวันนั้นกลับไม่มีเสียงอะไรเลย แม้แต่เสียงพูดคุยกัน
หม่อมศรีพรหมาเล่าต่อไปว่า ช่วงเวลานั้นท่านต้องนอนกลางวันเอาแรงเพื่อรับเวรในตอนกลางคืนแล้วด้วยซ้ำ ทว่าวันนั้นกลับนอนไม่หลับ เพราะใจเป็นห่วง ทุกคนต่างนั่งหงอยเหงาจ้องไปที่ทางชั้น 3 ของพระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งอยู่ตรงข้ามตำหนักสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ นามว่า“สวนสี่ฤดู”
จนพลบค่ำหม่อมศรีพรหมาถึงจำเป็นจะต้องทำให้ตนเองหลับ เพราะอีกไม่ช้าก็จะต้องไปรับเวร ในที่สุดก็หลับไป แต่อยู่ ๆ ก็ตื่นขึ้นมา เพราะมีตัวอะไรสักอย่างมากัดที่หัวแม่เท้าจนเลือดไหล จากนั้นก็ได้ยินเสียงหนูหลายสิบตัววิ่งไปมาที่บนฝ้าเพดาน พร้อมกับเสียงร้องกุก ๆ
พอได้ยินเช่นนั้น ท่านก็นึกถึงความเชื่อคนโบราณที่ว่า ได้ยินเสียงหนูร้องกุก ๆ จะมีเหตุไม่ดี
เวลาผ่านไปจน 23.00 นาฬิกา บรรยากาศก็เงียบสงัด หม่อมศรีพรหมาเล่าว่ารู้สึกเหมือนตนเองอยู่คนเดียว ไม่รู้คนอื่นไปไหนกันหมด จะรอจนถึงเวลารับเวรก็กลัวหนูที่วิ่งและร้องกันระงม จึงเปิดห้องไปยืนที่ประตู มองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นใคร
เมื่อมองไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งมองเห็นพระบัญชรชั้น 3 ถนัด ก็เห็นดาวดวงหนึ่งส่องแสงสว่างลอยอยู่ในระดับเดียวกับพระแท่นบรรทมของรัชกาลที่ 5 โดยคาดคะเนจากการที่เคยขึ้นเฝ้าเวลาเสวย
ดาวดวงนี้สว่างกว่าดาวดวงไหน ๆ ที่หม่อมศรีพรหมาเคยเห็น และมีหางพาดยาวไปทางพระที่นั่งอนันตสมาคมคล้ายแสงไฟฉายใหญ่ ๆ ด้วยเหตุนี้จึงทราบได้ว่าเป็นดาวหางเฮลี่ (ดาวหางฮัลเลย์-ผู้เขียนบทความ) ที่โจษจัน
พิงประตูอยู่พักหนึ่งก็ได้สติว่าต้องไปเปลี่ยนเวรกับเจ้าจอมถนอม ซึ่งเธอได้ตามเสด็จสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ ขึ้นไปเฝ้าพระอาการประชวรอยู่บนพระที่นั่งอัมพรสถาน ชั้น 3
เมื่อรู้ตัว หม่อมศรีพรหมาจึงเตรียมตัวจะขึ้นไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน ทว่าตามทางกลับเห็นแต่คนหน้าเศร้า พนักงานประจำพระที่นั่งล้วนหม่นหมอง ไม่มีใครทักทาย พอถึงชั้น 2 มีคนนั่งตามขั้นบันไดมากมาย ถึงกับต้องออกปากขอทางเลยทีเดียว
พอถึงชั้น 3 บรรยากาศเงียบกริบ มีเพียงเสียงกรนมาจากห้องพระบรรทมของพระเจ้าอยู่หัว คนที่อยู่ในบริเวณนั้นก็น้อย เมื่อไปถึงก็เห็นสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ บรรทมกับพื้น อยู่สุดห้องพระบรรทมของรัชกาลที่ 5
แต่เนื่องจากหม่อมศรีพรหมาไม่เคยเห็นอาการเจ็บในขนาดหนัก หรือเรียกว่า“โคม่า” เมื่อได้ยินเสียงคล้ายกับกรน จึงนึกว่าในหลวงมีพระอาการดีขึ้นแล้ว และกำลังบรรทมหลับสนิท จึงดีใจเป็นอันมากและล้มลงนอนตรงปลายพระบาทของพระองค์
ทว่ารู้ตัวตื่นอีกที ก็ได้ยินเสียงร้องเซ็งแซ่ เหลือบตามองไปนอกห้องพระบรรทม ก็เห็นคนมากมายกำลังหมอบซบกับพื้นเป็นกอง ๆ ไม่ทราบว่าใครเป็นใคร ส่วนเสียงเซ็งแซ่นั้นเมื่อได้สติก็พบว่าเป็นเสียงคนร้องไห้จำนวนมากพร้อม ๆ กัน จึงทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตแล้ว
หม่อมศรีพรหมาเล่าว่าตอนนั้นตกใจมาก หายง่วงทันที จึงลุกไปที่พระแท่น เห็นหมอประจำพระองค์หรือหมอไรเตอร์ กำลังถวายยาฉีดสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ ที่ขณะนั้นทรงหมดพระสติ พนักงานได้อัญเชิญลงบนพระเก้าอี้ เพื่อเชิญเสด็จฯ กลับพระตำหนักสวนสี่ฤดู
เมื่อเห็นเช่นนั้น หม่อมศรีพรหมาจึงต้องขนของที่นำขึ้นไปบนพระที่นั่งอัมพรสถาน เพื่อนำกลับมาที่พระตำหนักสวนสี่ฤดู
ระหว่างเดินฝ่าฝูงชนที่หมอบกันอยู่ ก็เห็นเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระเจ้าลูกเธอสองพระองค์ เจ้าจอมเอิบ คนโปรด อยู่ข้างพระแท่นเบื้องขวาของพระบรมศพ และอีกคนคาดว่าคือพระอรรคชายาเธอ (พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา-ผู้เขียนบทความ) เสด็จย่าของพระองค์ชายภาณุพันธุ์ยุคล ซบกับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล
นอกจากนี้ยังมีบุคคลอื่น ๆ อีกมาก แต่ก็ไม่ได้ทันจดจำ
ต่อมาหม่อมศรีพรหมาได้รับจดหมายให้ไปเป็น “นางร้องไห้” ท่านบรรยายไว้ว่าการร้องไห้ในครั้งนั้นถือเป็นการร้องเพลงอันเศร้าที่สุด โดยจะมีเวรผลัดกัน ปฏิบัติเช่นนี้ตลอดไปร่วมปีจนถวายพระเพลิงพระบรมศพในวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2454
อ่านเพิ่มเติม :
- เจ้านายพระองค์ใดทรงเป็นต้นคิดให้ “ประชาชนถวายบังคมพระบรมศพ” ?
- “สามัญพระนาม” พระราชโอรส-ธิดา ในรัชกาลที่ 5 บางพระองค์
- เจ้าดารารัศมี พระภรรยาเจ้าในรัชกาลที่ 5 สิ้นพระชนม์ด้วยสาเหตุใด?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
ศรีพรหมา กฤดากร, หม่อม, 2431-2521. ชีวิตในวังสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. [ม.ป.ท.]: ม.ป.พ., 2521. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568. https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:140952.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 22 ธันวาคม 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “เหตุการณ์วันสวรรคต รัชกาลที่ 5” วันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง เป็นอย่างไร?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com