โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เหตุการณ์วันสวรรคต รัชกาลที่ 5” วันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง เป็นอย่างไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 24 ธ.ค. 2568 เวลา 04.34 น. • เผยแพร่ 22 ธ.ค. 2568 เวลา 08.57 น.
ภาพ : พระบรมรูปหมู่ ฉายที่พลับพลาปากแพรก จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อเสด็จไทรโยค พ.ศ.2431,1. สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ 2. รัชกาลที่ 6 3. รัชกาลที่ 5 4. สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงศ์ 5. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ (ซ้ายไปขวา) จาก fb สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5สวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ต่อมาวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปี จึงเป็น“วันปิยมหาราช”เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณยิ่งของพระองค์

ในบทความนี้“ศิลปวัฒนธรรม” จึงจะขอนำเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่พระองค์สวรรคต ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือ “ชีวิตในวังสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”ของ หม่อมศรีพรหมา กฤดากรมาให้ทุกคนได้อ่านกัน

“เหตุการณ์วันสวรรคต รัชกาลที่ 5” วันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง เป็นอย่างไร?

หม่อมศรีพรหมาเล่าว่า ขณะนั้นท่านเป็นนางพระกำนัล รับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงมีหน้าที่ตามเสด็จเวลาสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเจ้านายฝ่ายใน บางทีก็นอกพระราชฐานบ้าง มีหน้าที่ตั้งเครื่องเสวยตามเวรและเวลา

ในวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2453 หม่อมศรีพรหมาทราบว่า พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระประชวร แต่ไม่ทราบพระโรค สมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ เสด็จฯ ขึ้นไปทรงเฝ้าเยี่ยมบนพระที่นั่งอัมพรสถาน แต่ตนเองไม่ได้ไป เนื่องจากไม่ใช่เวร (เป็นเวรตอนกลางคืน)

ต่อมาทราบว่า รัชกาลที่ 5 ทรงพระประชวรหนัก เพราะสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ ไม่ได้เสด็จฯ กลับพระตำหนักเช่นเคย

วันนั้นบรรยากาศเงียบเหงามาก บนพระที่นั่งก็สงัด ปกติแล้วเวลาใกล้เที่ยง ผู้คนจะเดินขวักไขว่กันไปมา เพราะเมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงตื่นบรรทมแล้ว จะเสวยพระกระยาหารกลางวัน มีเจ้าจอมเฝ้าตามหน้าที่ มาตั้งเครื่อง มารับงาน และมีพระเจ้าลูกเธอบางพระองค์ร่วมเสวยด้วย

ทว่าวันนั้นกลับไม่มีเสียงอะไรเลย แม้แต่เสียงพูดคุยกัน

หม่อมศรีพรหมาเล่าต่อไปว่า ช่วงเวลานั้นท่านต้องนอนกลางวันเอาแรงเพื่อรับเวรในตอนกลางคืนแล้วด้วยซ้ำ ทว่าวันนั้นกลับนอนไม่หลับ เพราะใจเป็นห่วง ทุกคนต่างนั่งหงอยเหงาจ้องไปที่ทางชั้น 3 ของพระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งอยู่ตรงข้ามตำหนักสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ นามว่า“สวนสี่ฤดู”

จนพลบค่ำหม่อมศรีพรหมาถึงจำเป็นจะต้องทำให้ตนเองหลับ เพราะอีกไม่ช้าก็จะต้องไปรับเวร ในที่สุดก็หลับไป แต่อยู่ ๆ ก็ตื่นขึ้นมา เพราะมีตัวอะไรสักอย่างมากัดที่หัวแม่เท้าจนเลือดไหล จากนั้นก็ได้ยินเสียงหนูหลายสิบตัววิ่งไปมาที่บนฝ้าเพดาน พร้อมกับเสียงร้องกุก ๆ

พอได้ยินเช่นนั้น ท่านก็นึกถึงความเชื่อคนโบราณที่ว่า ได้ยินเสียงหนูร้องกุก ๆ จะมีเหตุไม่ดี

เวลาผ่านไปจน 23.00 นาฬิกา บรรยากาศก็เงียบสงัด หม่อมศรีพรหมาเล่าว่ารู้สึกเหมือนตนเองอยู่คนเดียว ไม่รู้คนอื่นไปไหนกันหมด จะรอจนถึงเวลารับเวรก็กลัวหนูที่วิ่งและร้องกันระงม จึงเปิดห้องไปยืนที่ประตู มองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นใคร

เมื่อมองไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งมองเห็นพระบัญชรชั้น 3 ถนัด ก็เห็นดาวดวงหนึ่งส่องแสงสว่างลอยอยู่ในระดับเดียวกับพระแท่นบรรทมของรัชกาลที่ 5 โดยคาดคะเนจากการที่เคยขึ้นเฝ้าเวลาเสวย

ดาวดวงนี้สว่างกว่าดาวดวงไหน ๆ ที่หม่อมศรีพรหมาเคยเห็น และมีหางพาดยาวไปทางพระที่นั่งอนันตสมาคมคล้ายแสงไฟฉายใหญ่ ๆ ด้วยเหตุนี้จึงทราบได้ว่าเป็นดาวหางเฮลี่ (ดาวหางฮัลเลย์-ผู้เขียนบทความ) ที่โจษจัน

พิงประตูอยู่พักหนึ่งก็ได้สติว่าต้องไปเปลี่ยนเวรกับเจ้าจอมถนอม ซึ่งเธอได้ตามเสด็จสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ ขึ้นไปเฝ้าพระอาการประชวรอยู่บนพระที่นั่งอัมพรสถาน ชั้น 3

เมื่อรู้ตัว หม่อมศรีพรหมาจึงเตรียมตัวจะขึ้นไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน ทว่าตามทางกลับเห็นแต่คนหน้าเศร้า พนักงานประจำพระที่นั่งล้วนหม่นหมอง ไม่มีใครทักทาย พอถึงชั้น 2 มีคนนั่งตามขั้นบันไดมากมาย ถึงกับต้องออกปากขอทางเลยทีเดียว

พอถึงชั้น 3 บรรยากาศเงียบกริบ มีเพียงเสียงกรนมาจากห้องพระบรรทมของพระเจ้าอยู่หัว คนที่อยู่ในบริเวณนั้นก็น้อย เมื่อไปถึงก็เห็นสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ บรรทมกับพื้น อยู่สุดห้องพระบรรทมของรัชกาลที่ 5

แต่เนื่องจากหม่อมศรีพรหมาไม่เคยเห็นอาการเจ็บในขนาดหนัก หรือเรียกว่า“โคม่า” เมื่อได้ยินเสียงคล้ายกับกรน จึงนึกว่าในหลวงมีพระอาการดีขึ้นแล้ว และกำลังบรรทมหลับสนิท จึงดีใจเป็นอันมากและล้มลงนอนตรงปลายพระบาทของพระองค์

ทว่ารู้ตัวตื่นอีกที ก็ได้ยินเสียงร้องเซ็งแซ่ เหลือบตามองไปนอกห้องพระบรรทม ก็เห็นคนมากมายกำลังหมอบซบกับพื้นเป็นกอง ๆ ไม่ทราบว่าใครเป็นใคร ส่วนเสียงเซ็งแซ่นั้นเมื่อได้สติก็พบว่าเป็นเสียงคนร้องไห้จำนวนมากพร้อม ๆ กัน จึงทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตแล้ว

หม่อมศรีพรหมาเล่าว่าตอนนั้นตกใจมาก หายง่วงทันที จึงลุกไปที่พระแท่น เห็นหมอประจำพระองค์หรือหมอไรเตอร์ กำลังถวายยาฉีดสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ ที่ขณะนั้นทรงหมดพระสติ พนักงานได้อัญเชิญลงบนพระเก้าอี้ เพื่อเชิญเสด็จฯ กลับพระตำหนักสวนสี่ฤดู

เมื่อเห็นเช่นนั้น หม่อมศรีพรหมาจึงต้องขนของที่นำขึ้นไปบนพระที่นั่งอัมพรสถาน เพื่อนำกลับมาที่พระตำหนักสวนสี่ฤดู

ระหว่างเดินฝ่าฝูงชนที่หมอบกันอยู่ ก็เห็นเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระเจ้าลูกเธอสองพระองค์ เจ้าจอมเอิบ คนโปรด อยู่ข้างพระแท่นเบื้องขวาของพระบรมศพ และอีกคนคาดว่าคือพระอรรคชายาเธอ (พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา-ผู้เขียนบทความ) เสด็จย่าของพระองค์ชายภาณุพันธุ์ยุคล ซบกับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล

นอกจากนี้ยังมีบุคคลอื่น ๆ อีกมาก แต่ก็ไม่ได้ทันจดจำ

ต่อมาหม่อมศรีพรหมาได้รับจดหมายให้ไปเป็น “นางร้องไห้” ท่านบรรยายไว้ว่าการร้องไห้ในครั้งนั้นถือเป็นการร้องเพลงอันเศร้าที่สุด โดยจะมีเวรผลัดกัน ปฏิบัติเช่นนี้ตลอดไปร่วมปีจนถวายพระเพลิงพระบรมศพในวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2454

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ศรีพรหมา กฤดากร, หม่อม, 2431-2521. ชีวิตในวังสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. [ม.ป.ท.]: ม.ป.พ., 2521. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568. https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:140952.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 22 ธันวาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “เหตุการณ์วันสวรรคต รัชกาลที่ 5” วันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง เป็นอย่างไร?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...