โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

TACC โค้งท้ายสุดพีค โบรกชูเป้าใหม่ 6.7 บ.

ทันหุ้น

อัพเดต 22 ธ.ค. 2568 เวลา 14.38 น. • เผยแพร่ 22 ธ.ค. 2568 เวลา 18.30 น.

#TACC #ทันหุ้น – TACC ลุ้นโค้งท้ายพีค ผลงานจ่อทุบสถิติ พร้อมฉายภาพใหญ่ปี 2569 ยังโตต่อ จับตา 7-Eleven เดินหน้าขยายสาขาไม่หยุด ขณะที่ “กาแฟพันธุ์ไทย” เป็นตัวเร่งรอบใหม่ คาดปันผล 0.51 บาท ยิลด์สูง 10% โบรกแนะ “ซื้อ” ปรับราคาเหมาะสมใหม่ 6.7 บาท

บริษัทหลักทรัพย์พาย จำกัด (มหาชน) ระบุถึง บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC ว่า ปี 2569 มีโอกาสเห็นธุรกิจใหม่ ขณะที่แนวโน้มในช่วงไตรมาส 4/2568 ผู้บริหารยังคงมองว่าไตรมาสดังกล่าวจะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งทำให้กำไรสุทธิมีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ยังมีมุมมองที่ระมัดระวังในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากสภาพอากาศที่มีฝนตกมาก รวมถึงอากาศที่เย็นในช่วงเดือนธันวาคม อาจกดดันยอดขายได้ แม้จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นก็ตาม

ธุรกิจโตต่อ

สำหรับปี 2569 ในแง่ธุรกิจที่ขายให้กับ 7-Eleven ยังเติบโตต่อเนื่อง แต่ในส่วนของ กาแฟพันธุ์ไทย คาดว่าจะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตได้มากขึ้น เนื่องจากมีแผนขยายสาขามากกว่า 7-Eleven ประเด็นที่ต้องติดตามเพิ่มเติมคือการเพิ่มสินค้าใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับกลุ่มเครื่องดื่ม ซึ่งผู้บริหารระบุว่าเพื่อขยายฐานรายได้ให้กว้างขึ้น และลดการพึ่งพิง 7-Eleven ลง

ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ TACC เช่นเดิม จากการเติบโตที่ต่อเนื่องทั้งช่องทาง 7-Eleven และกาแฟพันธุ์ไทย โดยได้ปรับประมาณการกำไรปี 2568-2569 เพิ่มขึ้นจากเดิม หลังผลประกอบการงวดไตรมาส 3/2568 ออกมาดีกว่าคาด โดยปรับขึ้น 11% และ 9% ตามลำดับ เป็น 330 ล้านบาท และ 341 ล้านบาท

สำหรับไตรมาส 3/2568 TACC กำไรสุทธิ 90 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดได้อย่างต่อเนื่อง จากรายได้ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามการขยายสาขา 7-Eleven และร้านกาแฟพันธุ์ไทย ส่วน รายได้ 619 ล้านบาท ได้รับปัจจัยบวกจากการเปิดสาขาใหม่ของ CPALL อีก 173 สาขา ในไตรมาสที่ผ่านมา รวมถึงผลดีจากความนิยมบริโภคชาเขียวที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจากการเปิดสาขา กาแฟพันธุ์ไทย เพิ่มขึ้นถึง 185 สาขา

และมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) 32% ทรงตัวจากไตรมาส 2/2568 และลดลงเล็กน้อยจาก 33% ในไตรมาส 3/2567 จากต้นทุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ เมล็ดกาแฟ ส่วน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) 87 ล้านบาท ใกล้เคียงทั้งช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี แม้รายได้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก ขณะที่ กำไรสุทธิ 242 ล้านบาท (+27%)

ราคาใหม่ 6.7 บ.

ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าทั้งปีจะจ่ายเงินปันผล 0.51 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนกว่า 10% ดังนั้นจากปัจจัยบวกข้างต้น เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และปรับมูลค่าเหมาะสมใหม่เป็น 6.7 บาท (อิง 12x PER26E)

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...