โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ถอดบทเรียนการเงินจากวิกฤติ “น้ำท่วมภาคใต้” ต้องมีเงินสำรอง-ประกันฯ แค่ไหน

Thairath Money

อัพเดต 01 ธ.ค. 2568 เวลา 08.27 น. • เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2568 เวลา 08.25 น.
ภาพไฮไลต์

เมื่อพูดถึงการวางแผนการเงิน หลายคนคงนึกถึงการเกษียณอายุหรือการลงทุนเพื่อความมั่งคั่งในอนาคต แต่สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามไปโดยไม่รู้ตัวนั้นคือ การมีเงินรองรับความเสี่ยงจากภัยต่างๆ รวมถึงภัยธรรมชาติ เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ประเทศไทยเพิ่งเผชิญไป นี่ไม่ได้กระทบต่อแค่ทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังสะเทือนไปถึงกระเป๋าเงินของใครหลายๆ คนด้วย

ถอดบทเรียนการเงินจากน้ำท่วมภาคใต้

ใครจะคิดว่าปีนี้จะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในภาคใต้ ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อจังหวัดนครศรีธรรมราช, พัทลุง, สุราษฎร์ธานี, นราธิวาส, ปัตตานี, ตรัง, สตูล, ยะลา และสงขลา จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM (ณ 28 พ.ย. 68) ระบุว่า มีประชาชนได้รับผลกระทบ 1.22 ล้านครัวเรือน ราว 3.54 ล้านคน

น้ำท่วมครั้งใหญ่นี้ยังสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนทั้งบ้าน และรถ ที่สำคัญคือ “การเงิน” ของใครหลาย ๆ คนก็แทบจะจมดิ่งตามไปด้วย Thairath Money ชวนถอดบทเรียนการเงินจากมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นให้ผู้อ่านวางแผนชีวิตไว้รับมือทุกเรื่องที่อาจเข้ามา

1. มีเงินสำรองฉุกเฉิน = สวมเสื้อชูชีพเมื่อน้ำท่วม

ความเสียหายจากน้ำท่วม ทำให้หลายคนต้องเจอคือ “ค่าใช้จ่าย” ที่ผุดขึ้นมา เช่น ค่าซ่อมบ้านที่อาจสูงถึงหลักหมื่น หรืออาจทะลุไปถึงหลักแสนหากโครงสร้างของบ้านเสียหายหนัก ซึ่งนี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น รถ หรือของใช้ในบ้านที่เสียหาย

ในช่วงที่ต้องจัดการปัญหาต่างๆ เราอาจไม่สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ รายได้ก็อาจหายไปด้วย ดังนั้น อย่างแรกเราควรมีเงินสำรองฉุกเฉินเอาไว้เพื่อเป็นเบาะรองรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

แต่สงสัยกันไหมว่าต้องมีเท่าไหร่จะถึงพอ? สมาคมนักวางแผนการเงินไทยระบุว่า เราควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6 - 12 เดือนของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เพื่อให้ตั้งหลักได้ในวันที่เจอวิกฤติ

เช่น หากเรามีรายจ่ายต่อเดือนอยู่ที่ 20,000 บาท ก็ควรมีเงินสำรองก้อนนี้ประมาณ 120,000 - 240,000 บาท เพื่อใช้อุ่นใจและช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายก้อนโตที่ต้องเจอหลังน้ำลด

2. “ประกันภัย” ควรมีไว้เสมอ

เมื่อน้ำท่วมมาเยือนเราโดยไม่ทันตั้งตัวและสร้างความเสียหายหนักต่อทรัพย์สิน ถ้าเราไม่อยากควักเงินเก็บทั้งหมดออกมาใช้ เรามีตัวช่วยอะไรได้บ้าง? หนึ่งในทางออกนั้น คือ “ประกันภัย” ที่มีความคุ้มครองเรื่องที่เรามองว่าเสี่ยง เมื่อเกิดภัยหรือความเสียหายขึ้นก็อาจมีเงินบางส่วนมาช่วยพยุงเราให้ไปต่อในวันที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน

ซึ่งตัวอย่างประกันภัยที่ครอบคลุมกรณีน้ำท่วมและเราสามารถเคลมได้ คือ…

2.1. ประกันอัคคีภัยพ่วงความคุ้มครองน้ำท่วม

คนส่วนใหญ่มักทำประกันภัยบ้านในรูปแบบ “ประกันภัยอัคคีภัย” เพราะอาจมีความคุ้มครองภัยน้ำท่วมไว้ในหมวดภัยพิบัติ แต่ทั้งนี้ ในเรื่องของวงเงินความคุ้มครองหรือกรณีที่คุ้มครองนั้นอาจต้องดูกันที่รายละเอียดในกรมธรรม์อีกที ถ้าไม่มีระบุความคุ้มครองไว้ ก็จะไม่สามารถเคลมได้

2.2. ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินทุกชนิด (IAR)

สำหรับบางคนที่ใช้บ้านเป็นที่ประกอบธุรกิจไปด้วยในตัว อาจซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติม อย่าง ประกันภัย IAR ที่มีความคุ้มครองหลายด้าน เช่น ความเสียหายต่อทรัพย์สิน อาทิ น้ำท่วม, ธุรกิจต้องหยุดพักกะทันหัน เป็นต้น

ที่สำคัญคือก่อนซื้อประกันฯ เราต้องเช็กเงื่อนไขความคุ้มครอง วงเงินความคุ้มครอง ที่ระบุไว้ในแต่ละกรมธรรม์ให้ดีก่อน รวมถึงต้องตรวจสอบช่องทางการติดต่อบริษัทประกันภัยไว้ด้วย

ครั้งนี้หลังเกิดภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ ในเบื้องต้นหลายคนที่มีประกันภัยบ้านมักจะมีวงเงินความคุ้มครองภัยพิบัติราว 20,000 - 30,000 บาท ต่อปี ถ้าครั้งนี้เรามองว่าวงเงินเท่านี้ไม่พอก็ถือเป็นช่วงเวลาที่เราทบทวนตัวเองว่า ประกันภัยที่มีอยู่พอกับความเสี่ยงที่เราต้องเจอไหม จะซื้อเพิ่มวงเงินเท่าไรจึงจะเพียงพอ

3. เปิดใจคุยกับเจ้าหนี้ตรง ๆ

เจอน้ำท่วมกระเป๋าเงินใครๆ ก็ฟีบแบนลง แต่คนที่มีหนี้ติดตัวอยู่อาจหนักยิ่งกว่า เพราะรายจ่ายที่เพิ่มมากขึ้น แต่เงินที่ต้องจ่ายหนี้ก็เลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นมีหนี้ยิ่งต้องรีบวางแผนจัดการตั้งแต่เนิ่น ๆ

หนึ่งในทางออกสำหรับผู้ประสบภัยที่มีหนี้บนบ่า คือการหันหน้าเข้าคุยกับเจ้าหนี้ตรง ๆ เช่น หลังลองคำนวณค่าใช้จ่าย และเงินที่มีในมือแล้ว เราอาจไม่สามารถจ่ายหนี้ค่างวดเท่าเดิมได้ ก็ติดต่อธนาคารหรือเจ้าหนี้ว่า มีกำลังเท่าไหนเรากำลังเจอกับสถานการณ์แบบไหน อาทิ บ้านถูกน้ำท่วม เสียหายหนัก ต้องใช้เงินจำนวนมากไปซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เป็นต้น

ทั้งนี้ เราสามารถขอปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ หรือการขอเปลี่ยนเงื่อนไขในการชำระหนี้ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ที่มีในปัจจุบันหรือเพื่อให้เราสามารถจ่ายหนี้ต่อไปได้

ช่วงนี้หลายธนาคารมีการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และลูกค้าทั่วไปที่เป็นผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมภาคใต้ โดยมีทั้งให้พักชำระหนี้, ลดดอกเบี้ย ฯลฯ ซึ่งหากเราได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาตินี้จนทำให้การชำระหนี้สะดุด การลองคุยกับเจ้าหนี้หรือธนาคารเพื่อหาทางออกร่วมกันก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ดี

ทั้งหมดนี้คือแนวทางรับมือวิกฤตที่ Thairath Money ถอดบทเรียนมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่เพิ่งเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปวางแผนรองรับภัยธรรมชาติที่อาจถาโถมมาหาเราโดยไม่ได้เตือนล่วงหน้า แต่ถ้าเรามีแผนการเงินที่ดีเป็นรากฐาน จะทำให้เรายืนได้มั่นคงแม้ในวันที่ต้องเผชิญหน้ากับพายุลูกใหญ่ก็ตาม

ที่มา : สมาคมนักวางแผนการเงินไทย,Make By Kbank, Smile Insure, ธนาคารแห่งประเทศไทย

อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถอดบทเรียนการเงินจากวิกฤติ “น้ำท่วมภาคใต้” ต้องมีเงินสำรอง-ประกันฯ แค่ไหน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...