Finnomena Investment Outlook กลยุทธ์การลงทุนประจำปี 2026: The K-Shaped World
Finnomena Funds เปิดกลยุทธ์การลงทุนประจำปี 2026: The K-Shaped World คัด 3 ธีมสำคัญ ได้แก่ The AI CAPEX Divide, The Fiscal Revival และ Fragmentation 2.0 เลือกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงพอร์ต ท่ามกลางโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังถูกจัดระเบียบ
Executive Summary
ภาพรวมการลงทุนโลกถูกขับเคลื่อนด้วย “ความแตกต่างอย่างสุดขั้ว” (Divergence) โดยมี AI CAPEX เป็นตัวเร่งการฟื้นตัวแบบ K-Shape ขณะที่นโยบายคลังทั่วโลกกลับมามีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจท่ามกลางภาวะโลกแบ่งขั้ว (Fragmentation) ที่ชัดเจนขึ้น ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์
การลงทุนในปี 2026 จึงไม่ได้เน้นเพียงการหาโอกาสเติบโต แต่ต้องให้ความสำคัญกับการคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงพอร์ตท่ามกลางโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังถูกจัดระเบียบใหม่ผ่าน 3 ธีมสำคัญ ดังนี้
1. The AI CAPEX Divide
การเร่งตัวของงบลงทุน (CAPEX) ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี กำลังขับเคลื่อนสภาวะ K-Shaped Recovery ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสหรัฐฯ แต่ครอบคลุมถึงในหลายตลาดที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของการลงทุนนี้ ซึ่งรวมไปถึงจีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน โดยงบลงทุนมหาศาลจากกลุ่ม Big Tech ได้กลายเป็นรายได้หลักของบริษัทอื่น ๆ ช่วยสร้างฐานกำไร (Earnings Floor) และลดความเสี่ยงขาลงของเศรษฐกิจในภาพรวม
- กลยุทธ์: เน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดยมุ่งเน้นแนวทางการคัดหุ้นแบบ Selective และใช้กลยุทธ์ Active Management จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และกลุ่ม Supply Chain ทั่วโลก (US, China, Asia)
- กองทุนแนะนำ: B-INNOTECH TEMXCH และ FP CNGLOV2. The Fiscal Revival
กลุ่มประเทศหลัก (สหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่น) กำลังเข้าสู่ยุคการกระตุ้นทางการคลังอย่างเต็มตัว แต่ตามมาด้วยภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น นำมาโดยโครงการ “ReArm Europe” ที่เป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อหุ้นโครงสร้างพื้นฐานในยุโรป ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะได้รับแรงกดดันให้ดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายมากกว่าที่ตลาดคาด
- กลยุทธ์: เพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน หุ้นยุโรป หุ้นญี่ปุ่น และสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน สำหรับตราสารหนี้โลกให้หลีกเลี่ยงกลุ่ม Long-duration ที่อ่อนไหวต่อ Bond yield อายุยาว และเน้นตราสารหนี้คุณภาพดี พร้อมมองหาโอกาสจากแนวโน้ม Dollar อ่อนค่า
- กองทุนแนะนำ: ASP-NGF ES-EG-A KKP GINFRAEQ-H K-GDBOND-A(A)3. Fragmentation 2.0
แม้ความผันผวนเรื่องกำแพงภาษีจะลดลง แต่โลกยังอยู่ในภาวะแบ่งแยกอย่างชัดเจน ผ่านกระบวนการ Friendshoring, Nearshoring และกระแส De-dollarization ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง สภาวะโลกแบบ K-Shaped นี้ จะยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเสี่ยงด้าน Geopolitics
กลยุทธ์: แนะนำทองคำและหุ้นเหมืองทอง เพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากดอลลาร์ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง รวมถึงสะสม หุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่ที่ได้รับอานิสงส์จากค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า นอกจากนี้ควรเน้นการกระจายความเสี่ยงแบบใน Multi-asset ที่มี Hedging Position เพื่อรับมือกับความผันผวนของโลกที่แบ่งขั้ว
กองทุนแนะนำ: K-GOLD-A(A) A-RING TEMXCH PRINCIPAL VNEQ-A ES-GAINCOME-A และ TGSMART
สรุปมุมมองรายสินทรัพย์ ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา
คงมุมมอง Neutral ต่อหุ้นสหรัฐฯ “Seeking Alpha in a K-Shaped Market”
เศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2026 มีแนวโน้ม Resilient จากแรงหนุนของ AI CAPEX และ One Big Beautiful Bill (OBBB) แม้จะเกิดภาพ K-Shaped Recovery จาก Productivity ที่สวนทางกับค่าจ้างที่แท้จริง
ด้านนโยบายการเงินคาดว่า Fed จะยังคงอยู่ใน Rate Cut Cycle จากการผลัดเปลี่ยน คณะกรรมการ Fed ชุดใหม่ที่มีแนวโน้ม Dovish มากขึ้น และตลาดแรงงานที่ชะลอตัว ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ (DXY) มีแนวโน้มอ่อนค่า ซึ่งจะกลายเป็นแรงหนุนต่อ Earnings ของกลุ่ม Big Tech ที่มีรายได้จากต่างประเทศสูง
โดยกลุ่มเทคโนโลยียังเป็นผู้นำตลาดหลัก ขณะที่กลุ่ม Small Cap ยังมีความเสี่ยงจากการ Earnings Revision ขาลง แม้ Valuation หุ้นสหรัฐฯ จะอยู่ในระดับสูงแต่ความเสี่ยงในการถูก De-rate ถูกจำกัดด้วยทิศทางดอกเบี้ยขาลง
แนะนำถือกองทุน KF-US-PLUS-A เน้นเลือกหุ้นที่มีการเติบโตเชิงโครงสร้าง และมีส่วน Extension Portfolio ผ่านการทำ Pair Trades เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนหุ้นเทคโนโลยี
คงมุมมอง Slightly Positive หุ้น Technology & AI “Can’t Stop (For Now)”
กลุ่มเทคโนโลยียังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างแข็งแกร่งจากการปรับใช้ Generative AI ในระดับองค์กรที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งเริ่มส่งผลกดดันต่อความต้องการแรงงานในภาพรวมจากการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพจากระบบ Automation
ด้านสถานะทางการเงินของกลุ่ม Big Tech ยังคงมีความมั่นคงสูง สะท้อนผ่านค่า CDS Spread ที่ส่วนใหญ่ยังทรงตัวในระดับต่ำ ยกเว้น ORCL ที่มีสัญญาณปรับตัวขึ้นซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ขณะที่แนวโน้ม Free Cash Flow (FCF) Yield ของกลุ่ม Big Tech (Ex-Oracle) มีทิศทางเร่งตัวขึ้นในปี 2026 บ่งบอกถึงคุณภาพของกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง
เราจึงคงมุมมอง Slightly Positive โดยแนะนำกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีที่มีความเชื่อมโยงกับ Circular Economy ในสัดส่วนที่จำกัด และมุ่งเน้นไปที่บริษัทที่สามารถสร้างรายได้จริงจาก AI Integration
แนะนำทยอยสะสมกองทุน B-INNOTECHตลาดหุ้นยุโรป
ปรับเพิ่มมุมมองหุ้นยุโรปสู่ Slightly Positive จาก Neutral “Dual Stimulus but Selective Buy”
เศรษฐกิจยุโรปมีทิศทางฟื้นตัวจากการเร่งตัวของรายจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะเยอรมนีที่ใช้กลไก Shadow Budget เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของ Debt Brake ในการลงทุนโครงการเชิงยุทธศาสตร์
ขณะที่ ECB สามารถบริหารจัดการนโยบายในจุดเหมาะสมที่เศรษฐกิจขยายตัวควบคู่ไปกับการควบคุมเงินเฟ้อได้สำเร็จ ด้านภาคการบริโภคได้รับแรงหนุนจากเงินเฟ้อที่ลดลงและระดับเงินออมส่วนเกินที่สูง (High Excess Savings) แม้แนวโน้มการเติบโตของกำไร (EPS Growth) จะไม่โดดเด่น แต่ตลาดหุ้นยุโรปยังมี Shareholder Yield ที่สูงจากการจ่ายปันผลและการซื้อหุ้นคืน ซึ่งช่วยหนุน Total Return ในภาพรวม ด้านกระแส Fund Flow ยังไหลเข้าต่อเนื่อง
แนะนำทยอยสะสมกองทุน ES-EG-A โดยเน้นกลยุทธ์ Active Management เลือกหุ้นกลุ่ม Quality Growth เพื่อรับมือกับการเติบโตของกำไรที่จำกัดในดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่น
คงมุมมองSlightly Positive หุ้นญี่ปุ่น “Japan’s Next Chapter”
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเดินหน้าทำ All-Time High ท่ามกลางภาวะ Monetary Policy Normalization โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (JGB Yield) ปรับตัวขึ้นทุกช่วงอายุจนเริ่มเห็น Positive Real Yield หลังสิ้นสุดนโยบาย Yield Curve Control
ด้านเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอตัวลงแต่ยังอยู่เกินกรอบของ BoJ หนุนให้ BoJ จะขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยราคาสินค้าในอนาคตจากการสำรวจบ่งชี้ว่าการขึ้นราคาสินค้ามีจำนวนไม่มากแล้ว รวมทั้ง subsidy พลังงานของภาครัฐก็จะกดเงินเฟ้อลงต่อ ขณะที่ Debt-to-GDP มีทิศทางลดลงจากแรงหนุนของ GDP ที่ขยายตัวผ่านมาตรการกระตุ้นการบริโภคและภาคส่งออกที่เติบโต
นอกจากนี้ การเจรจาค่าจ้างของ Rengo ที่ระดับ 5% ยังช่วยรักษา Real Wage ให้อยู่ในระดับสูง เสริมความเชื่อมั่นผู้บริโภคและการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ ในส่วนของ Unwind Yen Carry Trade ยังไม่น่ากังวลเนื่องจากสถานะถือครองเงินเยนส่วนใหญ่ยังเป็น Long Position
แนะนำทยอยสะสมกองทุน ASP-NGFตลาดหุ้นจีน
ปรับลดมุมมองเป็น Slightly Negative จาก Neutral สำหรับ A-Shares และ Neutral จาก Slightly Positive สำหรับ H-shares “AI Booming, Struggling Economic Backdrop”
ภาวะเศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญความท้าทายจาก Economic Backdrop ที่ชะลอตัว ทั้งในด้านการบริโภคและอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่มาตรการ Anti-Involution ยังไม่เห็นผลในระยะสั้น และภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัวยังคงเป็นปัจจัยกดดันหลักต่อความเชื่อมั่นครัวเรือน
แม้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี จะให้ความสำคัญกับ Hard Tech, AI Infrastructure, และการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี (Self-reliance) มากกว่ากลุ่ม Old Economy หรือกลุ่ม Soft Tech ที่ถูกลดทอนเสน่ห์ลงเนื่องจากมีความสัมพันธ์สูงกับกำลังซื้อที่อ่อนแอ แต่ในแง่ของ Valuation ทั้งดัชนี CSI300 และ HSCEI ยังคงอยู่ในระดับตึงตัวเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปี ท่ามกลางการถูก Earnings Revision ขาลงอย่างต่อเนื่อง
เราจึงปรับลดมุมมองสำหรับ A-shares และ H-shares
อย่างไรก็ตาม เรายังมีมุมมอง Slightly Positive เฉพาะเจาะจงในกลุ่ม AI Hardware ในตลาด A-Share แนะนำกองทุน FP CNGLOV ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การลงทุนในฮาร์ดแวร์อุตสาหกรรมสมัยใหม่ของรัฐบาลตลาดหุ้นเกาหลีใต้
คงมุมมอง Slightly Positive หุ้นเกาหลีใต้ “It’s (Still) All About HBM”
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ในปี 2026 มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะ SK Hynix ที่มีความโดดเด่นในตลาด HBM (High Bandwidth Memory) ด้วยคาดการณ์การเติบโตของ EBITDA กว่า 50% และยอดจองการผลิตล่วงหน้าที่เต็มตลอดปี
ท่ามกลางระดับ Valuation (P/E) ของผู้ผลิต HBM ในเกาหลีที่ยังคงมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับคู่แข่งใน Global Supply Chain
ด้านนโยบาย Korea Value-Up ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญผ่านการทำ Share Buyback ที่เร่งตัวขึ้นโดยกลุ่มเทคโนโลยี ประกอบกับความพยายามของภาครัฐในการยกระดับตลาดทุนสู่เกณฑ์ Developed Market (DM) ซึ่งคาดหวังผลในเดือนมิถุนายนปี 2026
แนะนำทยอยสะสมกองทุนSCBKEQTG
ตลาดหุ้นเวียดนามคงมุมมอง Positive สำหรับหุ้นเวียดนาม “Macro Strong, Long-Term Play”
เวียดนามก้าวเข้าสู่ยุคการปฏิรูปครั้งใหญ่ผ่านนโยบาย Doi Moi 2.0 ซึ่งเน้นการกระจายอำนาจเพื่อปลดล็อกการลงทุนและตั้งเป้าหมาย GDP Growth ที่ระดับ 10% สะท้อนถึงมาตรการ Pro-growth Reform ที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ด้านอุปสงค์ภายในประเทศได้รับแรงหนุนจากการปรับขึ้นค่าจ้างที่จะช่วยกระตุ้น Retail Sales ขณะที่ภาคธนาคารยังคงมีเสถียรภาพด้วย CET1 Ratio ที่สูงกว่าเกณฑ์ของ SBV แม้สินเชื่อจะเติบโตในระดับสูงก็ตาม
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกจากการส่งออกที่เติบโตแบบเลขสองหลัก และจุดเปลี่ยนสำคัญ (Key Catalyst) จากการคาดการณ์เม็ดเงินไหลเข้าในเดือนมีนาคม 2026 หลังการอัปเกรดเข้าสู่ FTSE Emerging Markets Index
ส่วนประเด็นค่าเงินด่องมีแนวโน้มเสถียรภาพมากขึ้นจากทิศทางดอกเบี้ยขาลงของ Fed และการจัดระเบียบตลาดทองคำ และ Cryptocurrency เพื่อลดปัญหาเงินนอกระบบ Valuation ตลาดหุ้นที่ยังไม่แพงและแนวโน้มกำไรมั่นคง
แนะนำซื้อกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A และ KT-VIETNAM-Aตลาดหุ้นอินเดีย
ปรับลดมุมมองหุ้นอินเดียเป็น Neutral จาก Slightly Positive “Factory of the World”
เศรษฐกิจอินเดียในปี 2026 เริ่มเห็นการชะลอตัวของ GDP Growth ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ (CPI) มีแนวโน้มฟื้นตัวจากฐานราคาอาหารที่ต่ำผิดปกติในปี 2025 ส่งผลให้คาดว่า RBI จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25% ต่อไป
แม้ภาคการเงินจะเห็นสัญญาณบวกจากการเติบโตของสินเชื่อ (Total Bank Loan Growth) แต่การปรับประมาณการกำไร (EPS Revision) ในกลุ่มการเงินยังคงซบเซา ซึ่งกดดันให้ดัชนี MSCI India ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า MSCI EM อย่างมีนัยสำคัญ ระดับ Valuation ยังตึงตัวสวนทางกับโมเมนตัมกำไรที่ยังไม่ฟื้นตัวเด่นชัด
แนะนำถือกองทุน TISCOINA-A และ B-BHARATAตลาดหุ้นไทย
คงมุมมอง Slightly Positive ต่อหุ้นไทย “ Yield Play”
ตลาดหุ้นไทยในปี 2026 เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นทั้งในภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นและจีน (Geopolitical Tensions) ที่อาจกระตุ้นให้ภาคการท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคักอีกครั้งหากนักท่องเที่ยวจีนเร่งตัวขึ้น ประกอบกับภาคการส่งออกที่ยังรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ดี
แม้สถิติในอดีตจะบ่งชี้ว่าตลาดมักจะปรับตัวขึ้นได้เพียงในระยะสั้นหลังการเลือกตั้งก่อนจะเผชิญแรงขายในระยะยาว แต่ด้วยระดับ Dividend Yield ที่ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคและ Valuation ที่อยู่ในระดับถูก จึงเป็นปัจจัยช่วยจำกัด Downside แม้จะยังถูกกดดันจากการถูกปรับลดประมาณการกำไร (Earnings Revision) ก็ตาม
เราคงมุมมอง Slightly Positive ต่อตลาดหุ้นไทย โดยเน้นกลยุทธ์ Selective ในหุ้นกลุ่มปันผลสูง แนะนำทยอยสะสมกองทุน TISCOHD-A
เรามีมุมมอง Neutral ต่อกลุ่ม Thai REITs เนื่องจากระดับปันผลที่สูงยังถูกบดบังด้วยปัญหาด้านสภาพคล่องและการฟื้นตัวที่กระจุกตัวเพียงบางเซกเตอร์ เช่น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมตราสารหนี้โลก
ปรับลดมุมมองตราสารหนี้โลกสู่ Slightly Positive จาก Positive “Bull Steepener with Public Debt Shadow”
ดอกเบี้ยขาลงของ Fed หนุนให้ Bond yield ตัวสั้นปรับตัวลง แต่ Bond yield ตัวยาวมีความเสี่ยงจากภาระหนี้สาธารณะ (Government Debt) และการขาดดุลการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศแกนหลัก (US, Germany, Japan) ประกอบกับสภาวะ Risk-on ในครึ่งปีแรกอาจจำกัดการปรับตัวลงของ Bond yield ตัวยาว
อย่างไรก็ตาม Credit Spread ยังคงทรงตัวในระดับต่ำมาก เนื่องจากภาระหนี้ของภาคเอกชนที่มีแนวโน้มดีขึ้นกว่าภาครัฐ สะท้อนว่าตลาดให้ระดับความเสี่ยงของตราสารหนี้เอกชนที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ภาครัฐ
แนะนำทยอยสะสมกองทุน K-GDBOND-A(A) ซึ่งใช้กลยุทธ์ Active Management เน้นตราสารคุณภาพสูงและบริหาร Duration แบบ Dynamic เพื่อรับมือกับความผันผวนของเส้นอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ไทย
คงมุมมอง Slightly Positive ต่อตราสารหนี้ไทย “Flight to Quality”
ตลาดตราสารหนี้ไทยในปี 2026 มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) อายุ 2 ปีที่ปรับตัวลดลงตามการ Price-in ของตลาดต่อการลดดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. อย่างน้อย 1 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม Credit Spread ในกลุ่มหุ้นกู้ระดับ BBB โดยเฉพาะกลุ่ม BBB- มีสัญญาณปรับตัวกว้างขึ้น (Widening) จากปัจจัยกดดันทางการเมือง (ยุบสภา) และความเสี่ยงเฉพาะรายที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้า แม้กระนั้น คาดว่าการปรับขึ้นของ Yield จะถูกจำกัดด้วย Excess Liquidity ในระดับสูงของระบบธนาคารพาณิชย์ ท่ามกลางภาวะที่ธนาคารชะลอการปล่อยสินเชื่อจากความกังวลด้านคุณภาพสินทรัพย์ (NPL) และหนี้ครัวเรือนที่สูง
แนะนำทยอยสะสมกองทุน KFAFIX-A (Duration ~2.5 ปี) ที่เน้นกลยุทธ์ Selective Buy ในหุ้นกู้เอกชนที่มี Credit Rating แข็งแกร่ง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างผลตอบแทนและบริหารความเสี่ยงเฉพาะตัว (Idiosyncratic Risk) ในตลาดตราสารหนี้ไทยGlobal REIT
คงมุมมอง Neutral ต่อ Global REIT “Sluggish Recovery but Premium Valuation”
กลุ่ม REITs ทั่วโลกในปี 2026 เผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ Yield Gap ระหว่าง NAREIT Implied Cap Rate กับ Bond yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่แคบลงจนถึงระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2006 ซึ่งลดความน่าสนใจเชิงเปรียบเทียบเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ แม้ว่าอัตราการเช่า (Occupancy Rate) ในกลุ่ม Retail และ Industrial ยังคงทรงตัวได้ดี แต่กลุ่ม Office ยังคงเผชิญภาวะถดถอยจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานถาวร
ด้าน Valuation ของดัชนี Global REITs ค่อนข้างแพง ขณะที่โมเมนตัมการปรับประมาณการกำไรโดยรวมยังคงทรงตัว
แนะนำคงสัดส่วน Global REITหุ้น Health Care
ปรับลดมุมมองเป็น Slightly Negative จาก Slightly Positive ต่อหุ้น Healthcare “Health ≠ Help”
กลุ่ม Healthcare ในปี 2026 เผชิญความท้าทายหลักจากความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการกดดันราคายาที่อาจเข้มงวดขึ้นหลังการเจรจาลดราคายารอบใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวโน้มรายได้ของบริษัทผู้ผลิตยาขนาดใหญ่
ในเชิง Valuation กลุ่ม Healthcare เริ่มมีความน่าสนใจลดลง เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและตลาดโดยรวมเนื่องจากมีระดับ Valuation ใกล้เคียงกันแต่มีอัตราการเติบโตของกำไรต่ำกว่าตามลักษณะของหุ้น Defensive
นอกจากนี้ เราเริ่มเห็นสัญญาณการปรับประมาณการกำไร (EPS Revision) ขาลง สวนทางกับภาพรวมตลาดโลกที่ยังถูกปรับขึ้น
แนะนำทยอยลดสัดส่วนการลงทุน KKP GHC-Aโครงสร้างพื้นฐานโลก
ปรับลดมุมมองหุ้น Global Infrastructure เป็น Slightly Positive จาก Positive “Defensive Play Against Rich Valuation”
กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานในปี 2026 ได้รับแรงหนุนสำคัญจากนโยบาย ReArm Europe ที่มีการอัดฉีดงบประมาณด้านกลาโหมและโครงสร้างพื้นฐานกว่า 800 พันล้านยูโร ซึ่งสร้างผลประโยชน์โดยตรงต่อบริษัทในกลุ่มพลังงานและระบบความมั่นคง
ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยขาลงเป็นปัจจัยบวกเพิ่มเติมต่อกลุ่มธุรกิจที่มีผลตอบแทนระยะยาวและช่วยลดต้นทุนทางการเงิน
นอกจากนี้ ปัจจัยเฉพาะตัวอย่างอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มสาธารณูปโภคที่ยังสูงช่วยหนุนรายได้ของบริษัท ในเชิง Valuation ดัชนี MSCI Core Infrastructure ยังคงเทรดอยู่ในระดับที่ถูกมากเมื่อเทียบกับหุ้นโลก และมีคุณสมบัติเป็นสินทรัพย์ Defensive หากเกิดภาวะ Risk-off
แนะนำทยอยสะสมกองทุน KKP GINFRAEQ-Hสินค้าโภคภัณฑ์
สินค้าโภคภัณฑ์ “K Shape in Commodities”
ราคาทองคำในปี 2026 มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนต่อเนื่องจากอุปสงค์เชิงโครงสร้างของธนาคารกลางทั่วโลก (Central Bank Net Purchases) ที่ยังคงสะสมทองคำเป็นทุนสำรองอย่างแข็งแกร่ง และทิศทางค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง
เราคงมุมมอง Slightly Positive ต่อทองคำ โดยแนะนำทยอยสะสมกองทุน K-GOLD-A(A) และหุ้นเหมืองทอง A-RING
ในทางกลับกัน ตลาดน้ำมันดิบยังเผชิญแรงกดดันจากสภาวะ Oversupply เนื่องจากการเร่งกำลังการผลิตของสหรัฐฯ เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อด้านพลังงาน ผสมผสานกับปัจจัยลบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัสเซียและยูเครนที่มีทิศทางคลี่คลายลงจากการเจรจา
เราคงมุมมอง Slightly Negative ต่อราคาน้ำมัน และแนะนำให้ทยอยลดสัดส่วนการลงทุน
ดาวน์โหลดฟรี! “สไลด์สรุปมุมมองการลงทุนประจำปี 2026”
จัดทำโดยบลป.เดฟินิท (Definit) สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)สามารถเข้าถึงรายละเอียดกองทุนต่าง ๆ และ Fund Fact Sheet ได้จาก Link บนชื่อกองทุน
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299