โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทรัมป์ ปิดดีล 14 บริษัทยา ลดราคายาแลกเว้นภาษี 3 ปี ดัน “Most Favored Nation”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 ธ.ค. 2568 เวลา 09.30 น. • เผยแพร่ 20 ธ.ค. 2568 เวลา 02.30 น.

กลุ่มบริษัทยายักษ์ใหญ่สหรัฐฯ–ยุโรปยอมลดราคายาในสหรัฐ แลกช่วงผ่อนผันไม่ถูกเก็บภาษีนำเข้ายา 3 ปี ภายใต้เงื่อนไขเพิ่มการลงทุนผลิตในสหรัฐ

วันที่ 20 ธันวาคม 2568 เวลา 05.24 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า บริษัทยายักษ์ใหญ่หลายแห่งที่มีฐานอยู่ในสหรัฐและยุโรป ได้ลงนามข้อตกลงกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันศุกร์ เพื่อสมัครใจขายยาของตนในราคาถูกลง หลังรัฐบาลของเขาผลักดันนโยบายเชื่อมโยงราคายาในสหรัฐฯ เข้ากับประเทศอื่นที่มียาราคาถูกกว่า

รายชื่อบริษัทรวมถึง Merck, Bristol Myers Squibb, Amgen, Gilead, GSK, Sanofi, Genentech ของ Roche, Boehringer Ingelheim (บริษัทเอกชน), และ Novartis โดยแลกกับข้อตกลงนี้ บริษัทเหล่านี้จะได้รับช่วงผ่อนผัน 3 ปี ซึ่งในช่วงนั้นผลิตภัณฑ์ของพวกเขาจะไม่ถูกเก็บภาษีนำเข้าเฉพาะอุตสาหกรรมยาตามแผนของทรัมป์ แต่มีเงื่อนไขว่าผู้ผลิตยาต้องเพิ่มการลงทุนด้านการผลิตในสหรัฐเพิ่มเติมด้วย

หนึ่งในคำมั่นที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ Bristol Myers Squibb จะให้ยา Eliquis ซึ่งเป็นยาละลายลิ่มเลือด (blood thinner) ยอดขายสูงและเป็นยาที่ถูกสั่งจ่ายมากที่สุดของบริษัท ฟรีสำหรับผู้ป่วยในโครงการ Medicaid

บริษัทเหล่านี้เป็นเสียงข้างมากของ 17 บริษัทยารายใหญ่ที่ทรัมป์เคยส่งจดหมายถึงเมื่อเดือนกรกฎาคม เพื่อเรียกร้องให้ลดราคา ตามนโยบาย “Most Favored Nation” ของเขา โดยทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารในเดือนพฤษภาคมเพื่อรื้อฟื้นนโยบายดังกล่าว พร้อมระบุว่า ต้องการให้ราคายานอกสหรัฐสูงขึ้น และยุติการที่โลกเอาเปรียบ/อาศัยสหรัฐฯ จ่ายแทน (end global freeloading)

ทรัมป์กล่าวในงานเมื่อวันศุกร์ว่า “นับจากวันนี้ 14 ใน 17 บริษัทเภสัชกรรมรายใหญ่ที่สุด…ได้ตกลงที่จะลดราคายาอย่างมาก…เพื่อชาวอเมริกันและผู้ป่วยชาวอเมริกัน” พร้อมอ้างว่าเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดด้านความสามารถในการเข้าถึง (affordability) ของผู้ป่วยในประวัติศาสตร์ระบบสาธารณสุขอเมริกัน และคนอเมริกันทุกคนจะได้ประโยชน์

ขณะที่ Johnson & Johnson, AbbVie และ Regeneron ยังเป็นกลุ่มบริษัทใหญ่ที่ยังไม่ลงนาม แต่ทรัมป์ระบุว่า Johnson & Johnson จะมาสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้เงื่อนไขฉบับเต็มของข้อตกลงยังไม่ถูกเปิดเผยทันที ทำให้ยังไม่ชัดเจนว่าผลกระทบจะกว้างแค่ไหน

บริษัทยา 9 แห่งตกลงจะดำเนินมาตรการเพื่อลดราคายาในสหรัฐ เช่น การขายยาที่มีอยู่ให้ผู้ป่วย Medicaid ในราคาต่ำสุดตามกรอบ most favored nation และการรับประกันแนวทางตั้งราคาสำหรับยาใหม่ ๆ ทรัมป์ระบุด้วยว่า บริษัทยายังตกลงจะนำยาที่ขายดีที่สุดไปลงบนเว็บไซต์ขายตรงถึงผู้บริโภคของเขาที่ชื่อ TrumpRx ซึ่งจะเปิดตัวในเดือนมกราคม

บางบริษัทเริ่มโครงการใหม่หรือขยายโครงการขายตรงให้ผู้ป่วยสำหรับยาบางชนิด เช่น Gilead ระบุว่าจะเปิดโปรแกรมให้ผู้ป่วยเข้าถึงยารักษาและรักษาหาย ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C) อย่าง Epclusa ได้ในราคาลดพิเศษ

Sanofi ระบุว่าจะให้ส่วนลดเกือบ 70% สำหรับยาบางรายการที่ใช้รักษาการติดเชื้อ รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวาน ผ่าน TrumpRx และแพลตฟอร์มขายตรงอื่น ๆ

Merck ระบุว่าจะให้ยารักษาเบาหวาน 3 รายการ ได้แก่ Januvia, Janumet และ Janumet XR ในส่วนลดราว 70% สำหรับผู้ป่วยที่จ่ายเงินสดผ่านโปรแกรม direct-to-patient และจะขยายไปถึงยาคอเลสเตอรอลแบบรับประทานรายวันซึ่งอยู่ระหว่างทดลอง หากได้รับอนุมัติในสหรัฐฯ

โรเบิร์ต เดวิส ซีอีโอ Merck กล่าวในงานแถลงข่าวว่า เขาเห็นด้วยกับเป้าหมายเรื่องความสามารถในการเข้าถึงและการเข้าถึงยาของทรัมป์ และเท่า ๆ กันกับการทำให้ราคายานอกสหรัฐฯ สูงขึ้น พร้อมยืนยันว่าสนับสนุน 100%

ด้าน Amgen จะขยายโปรแกรม direct-to-patient ให้ครอบคลุมยาป้องกันไมเกรน Aimovig และยารักษาโรคภูมิคุ้มกัน/ออโตอิมมูน Amjevita โดยคิดราคาลดลงรายเดือน 60% และ 80% ตามลำดับ

ก่อนหน้านี้ในปีนี้ ทรัมป์ประกาศข้อตกลงกับ Eli Lilly, Novo Nordisk, Pfizer, AstraZeneca และ EMD Serono ให้ขายยาบางรายการตรงถึงผู้ป่วยในราคาลด แลกกับการได้รับยกเว้นจากภาษีนำเข้าที่ทรัมป์วางแผนไว้ และสิทธิประโยชน์อื่น เช่น การพิจารณายาใหม่แบบเร่งรัด

โดยเฉลี่ยแล้ว ราคายาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ (prescription drugs) ในสหรัฐฯ สูงกว่าเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ตามการศึกษาปี 2024 ของ Rand Corp และหากเป็นยาต้นแบบ/ยาติดแบรนด์ (branded drugs) ราคาสูงกว่ามากกว่า 4 เท่า

สมาคมการค้า PhRMA ซึ่งเป็นตัวแทนบริษัทยารายใหญ่จำนวนมาก ระบุว่าแนวทาง most-favored nation ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการลดค่ายาสำหรับชาวอเมริกัน และชี้ว่าผู้จัดการผลประโยชน์ด้านยา(pharmacy benefit managers: PBMs) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำของราคา

ทั้งนี้ ตลาดสหรัฐถือเป็นตลาดสำคัญที่สุดสำหรับบริษัทยาหลายราย ไม่ว่าบริษัทจะมีสำนักงานใหญ่ประเทศใด แม้บริษัทยายุโรปจะอยู่คนละฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก แต่พวกเขาพึ่งพารายได้จากสหรัฐฯ สูง โดยครึ่งหนึ่งของ 10 บริษัทยาที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป สร้างยอดขายส่วนใหญ่จากสหรัฐฯ

อ้างอิง : cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...