‘ส.อ.ท.’ถกพรรคไทยสร้างไทย เดินหน้าร่วมฟื้นเศรษฐกิจ
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)เปิดเผยหลังหารือหลัง ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคไทยสร้างไทย นำโดย ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์พรรคฯ เพื่อประชุมหารือแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยว่าภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเปรียบเสมือน “รถที่ติดหล่ม” ซึ่งต้องใช้พลังอย่างมากในการดึงให้หลุดพ้น สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการขับเคลื่อนนโยบายจากภาครัฐ รัฐบาลจึงประกาศนโยบาย “Quick Big Win” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ปัญหาหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และฟื้นภาคท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญอีกครั้ง
นอกจากนี้ได้ฝากถึงความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทย ไม่ว่าจะเป็น 1.มาตรการภาษีของสหรัฐฯ 2. ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก 3. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ 4. ข้อพิพาทตามแนวชายแดน 5.หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ 6. การแข็งค่าของเงินบาท 7. ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ 8. ธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย กับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา การเมือง งบประมาณที่ไม่สมดุล การทุจริต และกฎหมายล้าสมัย
ในขณะเดียวกัน ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่มาตรฐานสากล ผ่านแนวทาง 4GO ได้แก่ 1) Go Digital & AI ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI 2) Go Innovation สร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรม 3) Go Global พัฒนาสินค้าและบริการไทยสู่ตลาดต่างประเทศ และ 4) Go Green ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนและเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050
ด้านแนวทาง 4GO อยู่ภายใต้นโยบาย ONE FTI ของ ส.อ.ท. ซึ่งมุ่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้ประเทศไทยแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
สำหรับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ได้กำหนดเป้าหมายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่1. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยผลักดันให้คะแนนประเมิน IMD ขยับสู่อันดับ TOP 20 จากปัจจุบันที่อยู่ในอันดับ 30 2. ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ขยายตัวในระดับ 5%3. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเร่งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 จากเดิมปี 2065
ทั้งนี้ข้อเสนอเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไทยถูกแบ่งออกเป็น 8 ด้าน ได้แก่ 1.ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ผ่าน Omnibus Laws, Regulatory Guillotine และผลักดันร่าง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก 2. พัฒนาบุคลากร เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำตามอำนาจคณะกรรมการไตรภาคี และส่งเสริมค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ
3.บริหารจัดการพลังงาน รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยทบทวนแผนพลังงานชาติ โครงสร้างพลังงาน และลดต้นทุนด้านพลังงาน 4. ส่งเสริมการส่งออก การค้า และการลงทุนในอุตสาหกรรม S-Curve รวมถึงการเร่งเจรจาการค้าเสรี (FTA) และเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้สินค้า Made in Thailand (MiT)
5. ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัล สนับสนุน Digital Transformation และโจทย์นวัตกรรมเชิงอุตสาหกรรม รวมถึงเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ 6. พัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนตามแนวคิด BCG & ESG บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เตรียมรับมือมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมเพื่อใช้ประโยชน์ใหม่
7. ส่งเสริมศักยภาพ SME ผลักดันให้เข้าถึงจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ขยายสิทธิประโยชน์สู่ SME กลุ่ม M พร้อมทั้งมาตรการ Soft Loan และการช่วยเหลือด้านสินเชื่อ 8. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม ปรับเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และยกระดับประสิทธิภาพโลจิสติกส์เพื่อสนับสนุนการค้าและการส่งออก
ด้าน ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคฯ ว่า ตนและทีมพรรคไทยสร้างไทยต้องขอขอบคุณคณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยทุกท่านที่ให้เกียรติพรรคไทยสร้างไทยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ซึ่งข้อเสนอและแนวทางที่สะท้อนกลับมานั้น สอดคล้องและใกล้เคียงกับนโยบายการขับเคลื่อนประเทศของพรรคฯ ที่จะมาตอบโจทย์ใหญ่ของประเทศในปัจจุบันและอนาคต
ทั้งนี้ขอแยกเป็นประเด็น ได้แก่ 1. การเมืองและระบบราชการทุจริต 2. โครงสร้างเศรษฐกิจอ่อนแอทั้งระบบ ไม่ว่าเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร ภาคบริการ ประกอบกับกฎหมายที่ไม่ได้อำนวยความสะดวก 3.การศึกษาที่ล้าหลัง ที่ยังเป็นระบบท่องจำ 4. ระเบียบโลกที่ไม่แน่นอน อาทิ สงครามการค้า 5. ภาวะโลกร้อน และโรคระบาด
อย่างไรก็ดีประเทศไทยมีประชาธิปไตยมาแล้ว 93 ปี สิ่งที่พรรคไทยสร้างไทยจะมุ่งหน้าขับเคลื่อนประเทศบนโจทย์ความท้าทายที่เผชิญอยู่ในข้างต้น โดยมีเป้าหมายหลักคือ ประชาชนมีความมั่นคง มีคุณภาพ และไม่จน ซึ่งสิ่งที่ตนและคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้วิเคราะห์และเล็งเห็นถึงแนวทางแก้ไขปัญหามาโดยตลอด อาทิ จัดทำรัฐสวัสดิการ ที่ไม่ใช่ประชานิยม ปฏิรูปการศึกษา ลดปัญหากู้ยืมเพื่อการศึกษา จบแล้วมีงานทำ ทักษะและประสบการณ์กลายเป็นเรื่องหลัก
สำหรับทิศทางในการยกระดับการสร้างคนตัวเล็กและเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ ที่ยังคงประสบปัญหาอยู่ โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ การขาดความรู้ และการขาดช่องทางการตลาด ควรจะต้องมีกองทุนเข้ามาช่วยพัฒนามีด้วยกัน 3 กองทุน ได้แก่ 1.กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี (SME) 2. กองทุนพัฒนาสตาร์ตอัป (Startup) และ 3. กองทุนพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยว
ส่วนการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่อยากจะขอการสนับสนุนจากทุกคน ตนเห็นว่าควรจะมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)ภาคประชาชน ที่มาจากตัวแทนองค์กรวิชาชีพทั้งหมด เสมือนเป็นสภาปราบคอร์รัปชันภาคประชาชน รวมถึงการให้คะแนนการให้บริการประชาชนจากทุกหน่วยงานรัฐ เพราะตนมองว่าหน่วยงานรัฐเป็นจุดศูนย์รวมประชาชน
ดร.โภคิน กล่าวแสดงถึงจุดยืนของพรรคฯ ว่า เราขอเชิญชวนพี่น้องคนไทยมาร่วมกันใช้พลังของทุกท่าน เป็นเทียนคนละเล่มให้เป็นแสงเจิดจ้าทั่วทั้งแผ่นดินเพื่อขับไล่ความมืดมิดของระบบการเมืองทุจริต ระบบราชการทุจริต และกระบวนการโกหก หลอกลวงทั้งหลายที่ปล้นเงิน ความสุข และพรากความมั่นคงในชีวิตของพวกท่านไป อย่ายอมให้บุคคลใดเอาเงินที่ปล้นไปจากท่านกลับมาซื้อท่านได้ พวกเราต้องตื่นจากการยอมจำนน มาร่วมสร้างสังคมสุจริตเพื่อครอบครัวพี่น้องและส่งต่อสังคมที่งดงามนี้ให้ลูกหลานต่อไป