โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

ภาษีสรรพสามิตใหม่ เน้นลดมลพิษ-ผลิตในประเทศ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 ม.ค. เวลา 00.36 น. • เผยแพร่ 07 ม.ค. เวลา 00.49 น.

เปิดเงื่อนไข ภาษีสรรพสามิตรถยนต์-จักรยานยนต์ใหม่ คุมเข้มการปล่อยค่าไอเสีย มาตรฐานความปลอดภัย เทคโนโลยี พร้อมคุมเงื่อนไข ส่งเสริมให้ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ คิดอัตราแบบ “ขั้นบันได” โดยเฉพาะรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่และมีการปล่อยค่าไอเสียสูง CO2 นั้น จะมีการจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น และส่งผลต่อราคาจำหน่ายทันที

รวมทั้งมีการผลักดันและส่งเสริมให้ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ โดยจะทำให้การลงทุนและเศรษฐกิจหมุนเวียนคืนสู่ประเทศไทยได้เพิ่มมากขึ้นด้วย

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า หลังจากวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้บังคับใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์-จักรยานยนต์ใหม่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ราคาจำหน่ายรถยนต์ และรถจักรยานยนต์มีการเปลี่ยนแปลงไปตามโครงสร้างภาษีใหม่ ที่กรมสรรพสามิต และสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมได้กำหนดเงื่อนไขเกณฑ์พิจารณาหลักใหญ่ไว้ 5 ด้าน

โดยมีรายละเอียด ได้แก่ 1.พิจารณาตามประเภทของรถยนต์ จักรยานยนต์ จากแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีที่ใช้

2.พิจารณาจากอัตราการปล่อยค่าไอเสีย หรือ CO2 (กรัมต่อกิโลเมตร), 3.พิจารณาจากมาตรฐานความปลอดภัย (UN R94, UN R95, UN R13h), 4.พิจารณาจากการใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศ (Local Content) และ 5.พิจารณาจากการติดตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS)

เมื่อแยกย่อยลงมาดูตามประเภท พบว่าในส่วนของรถยนต์นั่ง เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ถูกกำหนดว่า ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยและมีการติดตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ R13h+ABS/ESC และมี ADAS 2 ใน 6 ระบบ แบ่งอัตราภาษีตามปริมาณ CO2 และช่วงระยะเวลา (ปี) เป็นตัวกำหนด มีรายละเอียดดังนี้

ปล่อยค่าไอเสีย CO2 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 100 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 13%, พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 14%, ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 15%, ปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 101-120 กรัมต่อกิโลเมตร, ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 22%, ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 24%, ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 26%, ปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 121-150 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 25%, ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 27%, ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 29%

ปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 151-200 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 29%, ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 31%, ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 33%, ปล่อยค่าไอเสีย CO2 มากกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 34%, ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 36%, ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 38%

ขณะที่ในส่วนของ เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่ปล่อยค่าไอเสีย CO2 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 150 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 25%, ปี 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 35% ส่วนการปล่อยค่าไอเสีย CO2 มากกว่า 150 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 30% ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 40% ส่วนรถที่มีขนาดมากกว่า 3,000 ซีซี ถูกจัดเก็บในอัตราคงที่ 50% และกรณีที่มีการปล่อยไอเสีย ไม่เข้าหลักเกณฑ์ ได้แก่ CO2 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 150 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 35% หรือมากกว่า 150 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 40%

สำหรับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ไฮบริด (HEV) นั้น ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้จะต้องเป็นผู้ประกอบการในประเทศ หรือนอกฟรีโซน, มี ADAS 2 ใน 6 ประเภท และใช้แบตเตอรี่ไทย โดยมีการกำหนดเงื่อนไข ดังนี้ ปล่อยค่าไอเสีย CO2 น้อยกว่า 100 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 6%, ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 8%, ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 10%, ปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 101-120 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 9%

ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 11%, ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 13%, ปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 121-150 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 14%, ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 16%, ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 18%

ปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 151-200 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 19%, ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 21%, ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 23%, ปล่อยค่าไอเสีย CO2 มากกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บภาษีในอัตรา 26%, ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 24%, ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 28% และในส่วนของเครื่องยนต์ที่มากกว่า 3,000 ซีซีนั้น จัดเก็บภาษีในอัตรา 40%

หากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการสนับสนุนส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ภายใต้โครงการรถยนต์ไฮบริด (HEV) และมีการลงทุนเพิ่มเติม เป็นไปตามเงื่อนไข ได้รับอัตราต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569-2575 จัดเก็บในอัตราเดียว ได้แก่

ปล่อยค่าไอเสีย CO2 น้อยกว่า 100 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษีในอัตรา 6% และหากปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 101-120 กรัมต่อกิโลเมตรนั้น จัดเก็บภาษีในอัตรา 9%

ภายใต้โครงการดังกล่าวนั้น ภาครัฐได้กำหนดเงื่อนไขการลงทุนและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (ปี พ.ศ. 2567-2570) สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องลงทุนรวม ไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท, มีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ โดยต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศอย่างน้อยระดับ Pack Assembly และต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญ (High-value e-Parts) เช่น มอเตอร์ขับเคลื่อน และชิ้นส่วนลูกปืนขนาดกลาง เช่น BMS ตามเกณฑ์ที่กำหนด

รวมทั้งต้องมีโรงงานที่มีบทบาทสำคัญต่อการผลิตและสามารถรักษากำลังการผลิตของเครื่องจักรได้ และต้องมีโรงงานประกอบเครื่องยนต์สันดาป หรือชิ้นส่วนสำคัญในประเทศ อย่างน้อย 4 ใน 5 (4C) รายการ หรือมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศไม่น้อยกว่า 40% ตามวิธีคำนวณของกรมศุลกากร และเงื่อนไขของกระทรวงอุตสาหกรรม

อีกทั้งต้องมีการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) หรือมีสัดส่วนของพนักงานไม่ต่ำกว่าร้อยละ 0.75 ของพนักงานทั้งหมดในสำนักงาน และในส่วนของความปลอดภัยของยานยนต์ ต้องติดตั้งระบบ ADAS ไม่น้อยกว่า 4 จาก 6 ระบบ ตามรายการที่กำหนด

ส่วน รถยนต์นั่งปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) นั้น กำหนดเงื่อนไขต้องมี ADAS 2 ใน 6 และใช้แบตเตอรี่ไทย สำหรับระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน (E Range) หากมากกว่าหรือเท่ากับ 80 กิโลเมตร จัดเก็บภาษีในอัตรา 5% และหากวิ่งได้น้อยกว่า 80 กิโลเมตร จัดเก็บภาษีในอัตรา 10%

ขณะที่รถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่ไม่เข้าเงื่อนไขนั้น ในปี พ.ศ. 2569-2572 จัดเก็บภาษีในอัตรา 15% และปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บภาษีในอัตรา 20% และรถที่มีเครื่องยนต์มากกว่า 3,000 ซีซี จัดเก็บภาษีในอัตรา 30% ทั้งนี้ ได้มีการยกเลิกเงื่อนไขจำกัดถังน้ำมัน 45 ลิตรแล้ว

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ตามเงื่อนไข ต้องมี ADAS 3 ใน 6 และใช้แบตเตอรี่ไทยและชิ้นส่วนสำคัญ โดยเข้าเกณฑ์เงื่อนไข จัดเก็บอัตราภาษี : 2% ส่วนกรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ หรืออื่น ๆ เช่น นำเข้า จัดเก็บอัตราภาษี 10%

รถกระบะ (Pickup) บังคับใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2569-2578 โดยต้องเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมใน/นอกฟรีโซน, กำหนดขนาดตัวรถและน้ำหนักบรรทุก, มีการใช้ ADAS 1 ใน 6 และต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิต/ประกอบในประเทศ ในปี พ.ศ. 2569-2577 และต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศ ในปี พ.ศ. 2578 เป็นต้นไป (เริ่มบังคับใช้ ADAS ปี 2571 และต้องมีแบตไทยสำหรับรุ่นไฟฟ้า)

โรงงานมิตซูบิชิ

โดยรถกระบะแบบหัวเดียว ที่มีขนาดน้อยกว่าหรือเท่ากับ 3,250 ซีซี ต้องปล่อยไอเสีย CO2 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 185 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษีในอัตรา 3% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล และจัดเก็บในอัตรา 2% สำหรับน้ำมัน B20 ปล่อยไอเสีย CO2 ระหว่าง 186-200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 4% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ส่วนเครื่องยนต์ที่รองรับ B20 จัดเก็บในอัตรา 3%, ปล่อยไอเสีย CO2 มากกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 5% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล) และ 4% สำหรับเครื่องยนต์ที่รองรับน้ำมัน B20

รถกระบะตอนครึ่ง (Space Cab) ที่มีขนาดเครื่องยนต์ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 3,250 ซีซี ปล่อยค่าไอเสีย CO2 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 185 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 4% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล) และจัดเก็บในอัตรา 3% สำหรับเครื่องยนต์ที่รองรับน้ำมัน B20, ปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 186-200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 6% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล และจัดเก็บในอัตรา 5% สำหรับเครื่องยนต์ที่รองรับน้ำมัน B20

ปล่อยค่าไอเสีย CO2 มากกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 8% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ส่วนรถยนต์ที่รองรับน้ำมัน B20 จัดเก็บในอัตรา 7%

รถกระบะ สี่ประตู (Double Cab) ที่มีขนาดเครื่องยนต์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 3,250 ซีซี ปล่อยค่าไอเสีย CO2 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 185 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 8% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ส่วนรถที่รองรับน้ำมัน B20 นั้น จัดเก็บในอัตรา 6%, ปล่อยไอเสีย CO2 ระหว่าง 186-200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 10% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล และเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน B20 จัดเก็บในอัตรา 9%, ปล่อยค่าไอเสีย CO2 มากกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 13% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ส่วนเครื่องยนต์ที่รองรับน้ำมัน B20 จัดเก็บในอัตรา 12%

รถกระบะสี่ประตู ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (Double Cab PHEV) จัดเก็บในอัตรา 5%, รถกระบะไฟฟ้า (BEV) จัดเก็บในอัตรา 2%

สำหรับกระบะไฟฟ้าที่อยู่นอกเหนือหลักเกณฑ์ที่กำหนดข้างต้น จะต้องถูกจัดเก็บในอัตรา 10%, รถกระบะที่มีเครื่องยนต์มากกว่า 3,250 ซีซีนั้น จัดเก็บในอัตรา 50%

รถยนต์นั่งอเนกประสงค์พื้นฐานกระบะ (PPV) นั้น ภายใต้หลักเกณฑ์ ต้องเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมใน/นอกฟรีโซน, มี ADAS 2 ใน 6 และวางบนแชสซีรถกระบะ โดยมีรายละเอียดดังนี้ เครื่องยนต์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 3,250 ซีซี ปล่อยค่าไอเสีย CO2 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 185 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 18% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ส่วนเครื่องยนต์ที่รองรับน้ำมัน B20 จัดเก็บในอัตรา 16%

ปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 186-200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 20% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ส่วนเครื่องยนต์ที่รองรับน้ำมัน B20 นั้น จัดเก็บในอัตรา 18%, ปล่อยไอเสีย CO2 มากกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 25% สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน B20 จัดเก็บในอัตรา 13%

ส่วน รถยนต์ PHEV ที่ไม่เข้าเงื่อนไขการปล่อยค่าไอเสีย หลักเกณฑ์จัดเก็บในอัตรา 10% และเครื่องยนต์ที่มากกว่า 3,250 ซีซี จัดเก็บในอัตรา 50%

รถยนต์ไมลด์ไฮบริด (MHEV) ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กทำหน้าที่ช่วยเสริมแรงเครื่องยนต์ แต่ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้นั้น กำหนดให้มีการลงทุนตามช่วงปี ได้แก่ ปี พ.ศ 2567-2570 ไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท และปี พ.ศ. 2567-2571ไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ จะต้องมีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศอย่างน้อย 4 ใน 5 รายการ, ต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่าระดับ Pack Assembly, ต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญ ได้แก่ มอเตอร์ขับเคลื่อน (Traction Motor) หรือชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่เสริมแรงขับเคลื่อน ซึ่งต้องเป็นการผลิตจากผู้ผลิตในประเทศไทย และระบบความปลอดภัยต้องติดตั้งระบบ ADAS ไม่น้อยกว่า 4 จาก 6 ระบบ ที่กำหนดโดยกรมสรรพสามิต โดยปล่อยไอเสียน้อยกว่า 100 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 10%, ปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 101-120 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บในอัตรา 12%

และหากไม่เป็นไปตามเกณฑ์เงื่อนไข ต้องจ่ายตามการปล่อย CO2 โดยปล่อยค่าไอเสีย CO2 น้อยกว่า 100 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2570 จัดเก็บในอัตรา 13% , ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บในอัตรา 14% และ ปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บในอัตรา 15% หากปล่อยค่าไอเสีย CO2 ระหว่าง 101-120 กรัมต่อกิโลเมตร ในปี พ.ศ. 2569-2570 เสียในอัตรา 22%, ปี พ.ศ. 2571-2572 จัดเก็บในอัตรา 24% และปี พ.ศ. 2573 จัดเก็บในอัตรา 26%

ส่วน รถจักรยานยนต์ ตามหลักเกณฑ์ UN75 หรือ สมอ.นั้น ในส่วนของจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ที่ปล่อยไอเสีย น้อยกว่าหรือเท่ากับ 50 กรัมต่อกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2569-2572 จัดเก็บในอัตรา 3% และในปี พ.ศ. 2573 เก็บในอัตรา 5%, ปล่อยไอเสีย CO2 ระหว่าง 51-90 กรัมต่อกิโลเมตร ปี 2569-2572 จัดเก็บในอัตรา 6%, ปี 2573 เก็บในอัตรา 10%, ปล่อยไอเสีย CO2 ระหว่าง 91-130 กรัมต่อกิโลเมตร ระหว่างปี พ.ศ. 2569-2572 เก็บในอัตรา 10% และในปี 2573 เก็บในอัตรา 15%
ปล่อยไอเสีย CO2 มากกว่า 130 กรัมต่อกิโลเมตร ปี 2569-2572 เก็บภาษีในอัตรา 20%, ปี 2573 เก็บภาษีในอัตรา 25% และหากนอกเหนือจากข้างต้น ไม่เข้าเกณฑ์ ปี พ.ศ. 2569-2572 เก็บภาษี 25% และในปี 2573 เก็บในอัตรา 30%

ขณะที่ จักรยานยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่มีแรงดันไฟฟ้ามากกว่าหรือเท่ากับ 48 โวลต์ จัดเก็บ 1% ส่วนแรงดันไฟฟ้าน้อยกว่า 48 โวลต์ ภาษีเป็น 0% แต่ทั้งนี้ จะต้องมีระบบความปลอดภัย ADAS 6 ระบบที่กำหนด ได้แก่ ระบบ AEB เบรกฉุกเฉินขั้นสูง, FCW เตือนการชนด้านหน้า, LKAS ดูแลภายในช่องจราจร, LDW เตือนเมื่อออกนอกเลน, BSD ตรวจจับจุดอับสายตา และ ACC ควบคุมความเร็วอัตโนมัติ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ภาษีสรรพสามิตใหม่ เน้นลดมลพิษ-ผลิตในประเทศ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...