‘ไทยฮอนด้า’ เปิดมอไซค์ EV ปรับเกมเพิ่มทางเลือก รับผู้บริโภคยุคใหม่
ในปี 2568 ตลาดรถรถจักรยานยนต์ในไทยดูเหมือนจะอยู่บนเส้นทางของการ “ตั้งหลัก” จากภาพรวมตลาดที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ทั้งภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ความเข้มงวดของสินเชื่อ และความไม่แน่นอนของการค้าโลก แต่ถึงแม้ตลาดยังดูนิ่งๆ จากแรงกดดันหลายทาง แต่น่าสนใจว่าธุรกิจรถจักรยานยนต์อยู่ในช่วงปรับโครงสร้างครั้งสำคัญ ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
นับตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านมาสู่ยุครถจักรยานยนต์เกียร์อัตโนมัติ (AT) ที่เติบโตขึ้นมาเป็นเมนสตรีมของตลาด ขณะที่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเริ่มขยับจากเฟสทดลองสู่การสร้างระบบนิเวศที่จับต้องได้มากขึ้น แม้ยังไม่ใช่ตลาดหลักในทันที
คำถามสำคัญของอุตสาหกรรมจึงไม่ใช่แค่ “จะเปลี่ยนเร็วแค่ไหน” แต่คือ “จะเปลี่ยนอย่างไรให้ผู้บริโภคมั่นใจ” และในจุดเปลี่ยนนี้เอง ผู้เล่นรายใหญ่อย่างไทยฮอนด้า กำลังเลือกเดินเกมด้วยกลยุทธ์ที่ไม่เร่งเปลี่ยนผ่านแบบก้าวกระโดด แต่ค่อยๆ เพิ่มทางเลือก พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดในระยะยาว
[ ไทยฮอนด้า ไม่เร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV แต่เน้นเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค ]
‘มร.ยูอิจิ ชิมิซุ’ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของฮอนด้าในภูมิภาคเอเชีย และเป็นศูนย์กลางหลักของธุรกิจรถจักรยานยนต์ในระดับภูมิภาค
ในปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดรถจักรยานยนต์ไทยโดยรวมอยู่ที่ 1.73 ล้านคัน ไทยฮอนด้าสามารถสร้างผลงานได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์กว่า 1.40 ล้านคัน เติบโต 102% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และครองตำแหน่งผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 37
“สำหรับปี 2026 การแข่งขันทางธุรกิจจะเข้มข้นขึ้น แต่เราก็พร้อมปรับกลยุทธ์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน ไทยฮอนด้าคาดการณ์ว่าตลาดรวมรถจักรยานยนต์อยู่ที่ 1.68 – 1.73 ล้านคัน และเราได้ตั้งเป้ายอดจำหน่ายไว้ที่ 1.36 – 1.40 ล้านคัน ฮอนด้าจะสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนไทย”
โดยมีแผนเปิดตัว รถจักรยานยนต์รุ่นใหม่รวมทั้งสิ้น 11 รุ่น ตลอดทั้งปี และด้วยแนวคิดการ “เพิ่มทางเลือก” ให้ผู้บริโภค เพื่อยังรักษาสมดุลของพอร์ตสินค้า ควบคู่ไปกับการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่
เพราะหนึ่งในเซกเมนต์ที่ฮอนด้าให้น้ำหนักอย่างชัดเจนคือ รถเกียร์อัตโนมัติ (AT) ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้ในเมือง และคาดว่าสัดส่วนยอดขายจะเพิ่มขึ้นเป็นราว 58% ของตลาดภายในปี 2569 สะท้อนการเปลี่ยนโครงสร้างดีมานด์ของอุตสาหกรรมในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ในฝั่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ไทยฮอนด้าได้เปิดตัว ‘New Honda UC3’ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ที่สะท้อนแนวคิดการเดินทางของคนเมืองยุคใหม่ เน้นการใช้งานจริง ความสะดวก และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเป็นหนึ่งในหมุดหมายของการขยับจากตลาดทดลอง สู่ตลาดผู้บริโภคทั่วไปด้วย ซึ่ง New Honda UC3 ก็มาในราคาเริ่มต้น 132,600 บาท
พร้อมเริ่มปรับโมเดลธุรกิจจากการให้เช่า (Rental) ไปสู่การขายขาดแบบ B2C มากขึ้น เพื่อเปิดตลาดสู่ผู้ใช้ทั่วไป ไม่จำกัดอยู่แค่กลุ่มองค์กรหรือฟลีทรถ โดยมองว่าการเติบโตของ EV ในกลุ่มมอเตอร์ไซค์จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อผู้บริโภครู้สึก “มั่นใจในการใช้งานระยะยาว”
ซึ่งหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ใช่แค่ตัวรถ แต่คือความมั่นใจหลังการซื้อ ฮอนด้าจึงเลือกโฟกัสไปที่การสร้าง Trust ผ่านบริการหลังการขาย ทั้งแพ็กเกจดูแลรักษาตามระยะ บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน และการรับประกันมาตรฐานเดียวกับรถน้ำมัน โดยให้การรับประกันทั้งตัวรถและแบตเตอรี่ 3 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร
ในเชิงเทคโนโลยี ฮอนด้าเลือกใช้แบตเตอรี่แบบ LFP (Lithium Iron Phosphate) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความทนทานและอายุการใช้งานยาวนานกว่า 100,000 กิโลเมตร เพื่อแก้ Pain Point เรื่องอายุแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นความกังวลหลักของผู้บริโภคไทย
[ เตรียมลงทุน Honda ev Charger ที่ตั้งเป้าขยายให้ครบ 230 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2569 ]
ไทยฮอนด้ายังบอกอีกว่า อีกหนึ่งหมากสำคัญคือการเร่งลงทุนด้าน Infrastructure โดยเฉพาะสถานีชาร์จรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ผ่าน Honda ev Charger ที่ตั้งเป้าขยายให้ครบ 230 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2569 และเพิ่มเป็น 800 แห่ง ภายใน 3–4 ปีข้างหน้า ครอบคลุมทั้งศูนย์การค้าและศูนย์บริการ Honda Wing Center เพื่อทำให้การใช้งาน EV เป็นเรื่อง “ใช้ได้จริง” ในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ ฮอนด้ายังมองการผลิตในประเทศ การส่งออกไปยังตลาดภูมิภาคอย่างเวียดนาม รวมถึงการศึกษาความเป็นไปได้ของการรีไซเคิลแบตเตอรี่ และการตั้งโรงงานผลิตในไทย หากความต้องการเติบโตถึงจุดคุ้มค่าในอนาคต