ชี้ชะตา ‘บิ๊กโจ๊ก’ ปมคำสั่งให้ออกราชการ เปิดช่องเดียวกลับรับราชการได้
เมื่อวันที่ 9 ม.ค. ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.117/2567 ซึ่งเป็นคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยื่นฟ้องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) และนายกรัฐมนตรี โดยขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งเจ้าตัวเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ชนวนเหตุของคดีนี้เริ่มต้นจากการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน สืบเนื่องจากการถูกออกหมายจับในคดีที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ (BNK MASTER) พื้นที่ สน.เตาปูน ซึ่งในเวลาต่อมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค.ตร. แต่ทางคณะกรรมการฯ มีมติยืนตามคำสั่งเดิม คือเห็นชอบกับคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เป็นเหตุให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อขอความเป็นธรรม
แหล่งข่าวภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้วิเคราะห์แนวทางความเป็นไปได้ของคำพิพากษาในวันนี้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก ดังนี้
1.หากศาลพิพากษาว่าคำสั่ง "ชอบด้วยกฎหมาย" : พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะยังคงไม่มีสิทธิกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
2.หากศาลพิพากษาว่าคำสั่ง "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" : แม้จะเป็นคุณต่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แต่ในทางปฏิบัติอาจยังไม่สามารถกลับเข้ารับตำแหน่งได้ทันที เนื่องจากคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนนั้นถูกแทนที่ด้วยคำสั่งไล่ออกจากราชการ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในภายหลังระหว่างที่ศาลกำลังพิจารณาคดีแรก
ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือ ปัจจุบัน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถูกลงโทษทางวินัยร้ายแรงด้วยคำสั่ง "ไล่ออกจากราชการ" จากกรณีความผิดเดียวกัน ซึ่ง ก.พ.ค.ตร. ได้ยกคำร้องอุทธรณ์ไปก่อนหน้านี้ ทำให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดเป็นคดีที่สอง เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งไล่ออกดังกล่าว ซึ่งขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
การที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะสามารถกลับเข้ามารับราชการได้อีกครั้ง จำเป็นต้องได้รับชัยชนะในคดีที่ฟ้องเพิกถอนคำสั่ง "ไล่ออกจากราชการ" เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ยังมีเงื่อนไขเพิ่มเติมที่ระบุว่า เจ้าตัวจะต้องไม่มีคดีทางวินัยอื่นที่ค้างคาอยู่ ซึ่งปัจจุบันยังมีรายงานว่ามีกรณีการสอบสวนเรื่อง "สินบนทองคำ" ที่ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา.