โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม ศาลยกฟ้อง “บิ๊กโจ๊ก” ปมสั่งออกจากราชการไว้ก่อน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

วันนี้ (9 ม.ค. 69) ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล (บิิ๊๋กโจ๊ก) อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (อดีตรอง ผบ.ตร.) เป็นผู้ฟ้องคดี โดยยื่นฟ้องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) และนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1–3 กรณีมีคำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน โดยขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และออกโดยผู้มีอำนาจตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงพิพากษายกฟ้อง

เป็นตำรวจอยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ผบ.ตร.

ศาลวินิจฉัยว่า การที่นายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 106/2567 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2567 ให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีนั้น มิได้ทำให้พ้นจากสถานะข้าราชการตำรวจ หรือพ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแต่อย่างใด

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังคงเป็นข้าราชการตำรวจตามนิยามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และยังอยู่ในบังคับบัญชาของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามมาตรา 63 (2) แห่งกฎหมายเดียวกัน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) จึงมีอำนาจออกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน
+“บิ๊กต่าย”รักษาการ ผบ.ตร.ไม่ขาดความเป็นกลาง

ในประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ (บิ๊กต่าย)รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือขาดความเป็นกลางนั้น ศาลเห็นว่า แม้พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ จะมีอาวุโสลำดับถัดจากพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และอาจเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในอนาคต แต่การแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวต้องพิจารณาหลายปัจจัย ทั้งความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ด้านสืบสวนสอบสวนหรือป้องกันปราบปราม ผลงาน ศักยภาพ ความประพฤติ และยังต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตำรวจ (ก.ตร.) อีกชั้นหนึ่ง

พฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่เพียงพอให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ จะพิจารณาทางปกครองโดยไม่เป็นกลาง จึงไม่เป็นเจ้าหน้าที่ต้องห้ามตามมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และสามารถใช้อำนาจพิจารณาสั่งการได้โดยชอบ

ไม่ต้องเปิดโอกาสโต้แย้งก่อนสั่ง

ศาลยังวินิจฉัยว่า คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เป็นคำสั่งตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2540) ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เป็นกรณีข้อยกเว้นตามมาตรา 30 วรรคสอง (6) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกสั่งทราบข้อเท็จจริงหรือโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานก่อนออกคำสั่ง

ไม่ต้องรอผลสอบสวนก่อนสั่งออกได้

สำหรับคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 178/2567 ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 ซึ่งให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อนนั้น ศาลเห็นว่า ไม่ใช่การดำเนินการตามมาตรา 120 วรรคสี่ ที่ต้องมีข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสอบสวนก่อน แต่เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 131 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ซึ่งให้อำนาจผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนได้ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสอบสวน

ออกหมายจับคดีฟอกเงิน = มีมูลวินัยร้ายแรง

ในส่วนของการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย โดยไม่ได้สืบสวนข้อเท็จจริงก่อน ศาลระบุว่า กฎหมายเปิดช่องให้ผู้บังคับบัญชาใช้ดุลพินิจได้ หากมีพฤติการณ์หรือพยานหลักฐานเพียงพอ

กรณีนี้ ศาลอาญาได้ออกหมายจับพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หมายจับที่ 1396/2567 ลงวันที่ 2 เมษายน 2567 ในข้อหาสมคบฟอกเงิน และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งถือเป็นข้อเท็จจริงที่เพียงพอให้เชื่อได้ว่ามีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง จึงไม่จำเป็นต้องสืบสวนข้อเท็จจริงก่อนตั้งกรรมการสอบสวน

คดีอาญาร้ายแรงกระทบศรัทธาองค์กรตำรวจ

ศาลปกครองสูงสุดระบุในคำพิพากษาอย่างชัดเจนว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นข้าราชการตำรวจระดับสูง มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันปราบปรามอาชญากรรม แต่กลับตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาร้ายแรง ย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

แม้จะไม่ได้ปฏิบัติราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว แต่ยังคงดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอาจมีอำนาจหรืออิทธิพลต่อการสอบสวนทางวินัยหรือคดีอาญา รวมถึงพยานหลักฐานได้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจึงมีเหตุอันสมควรเชื่อว่า หากให้คงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการ

คำสั่งชอบด้วยกฎหมายทุกชั้น

ศาลจึงเห็นว่า คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 และไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าออกคำสั่งโดยไม่สุจริต

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.พ.ค.ตร. รวมถึงประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ข้าราชการตำรวจพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากคำสั่งดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายทั้งหมด

ทนายรับฟังแทนก่อนเลี่ยงสื่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอ่านคำพิพากษาครั้งนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่ได้เดินทางมาศาลด้วยตนเอง แต่ได้มอบหมายให้ทนายความเข้ารับฟังคำพิพากษาแทน และภายหลังเสร็จสิ้นการอ่านคำพิพากษา ทนายความได้หลบผู้สื่อข่าวออกจากศาลอีกทางหนึ่งทันที

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...